พ่ายรักเมียเด็ก...1
บทที่ 1 รอวันฝนซา
กรุงเทพมหานครยามเย็นนั้นเต็มไปด้วยผู้คน และรถราขวักไขว่ดูวุ่นวาย เด็กสาวในชุดนักเรียนม.ปลายก้าวลงจากรถเมล์ที่มีคนเบียดเสียดกันจนดูน่าอึดอัด มิญรยา อภิรักษ์ไชยสกุล เด็กสาวผู้มีใบหน้าหมดจดงดงาม เธอต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่ทุกเช้าเย็น จึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของเธอเสียแล้ว
ทั้ง ๆ ที่เธอก็เป็นคุณหนูของบ้าน ‘อภิรักษ์ไชยสกุล’ แต่เธอกลับไม่มีสิทธิ์ที่จะนั่งรถหรูไปโรงเรียนเหมือนกับพี่สาว เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียนโรงเรียนชื่อดังเหมือนที่พี่สาวของเธอได้เรียน แต่เด็กสาวก็ไม่เคยเสียใจ เพราะเธอถูกปลูกฝังให้พอใจในสิ่งที่ได้รับ จึงไม่อนาทรร้อนใจกับความอยุติธรรมทั้งหลายแหล่
สองขาเรียวของเด็กสาวก้าวเดินเข้าซอยจนถึงประตูรั้วอัลลอยด์หรูหราซึ่งเป็นที่พักอาศัยของเธอ มิญรยาเดินผ่านคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน ลัดเลาะไปตามสวนสวยจึงพบบ้านไม้ชั้นเดียวหลังน้อยสีขาว ที่ซ่อนอยู่ในสวนที่สวยงามหลังคฤหาสน์หรู และที่นี่ก็คือบ้านที่พำนักอาศัยมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก
“แม่ขา...มิญมาแล้วค่ะ”
หญิงวัยกลางคนที่ยังคงมีใบหน้างดงามแย้มยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะวางไหมพรมที่ถักค้างไว้ลงบนโต๊ะเตี้ย ๆ
“เหนื่อยเหรอลูกเหงื่อซึมเชียว”
นางรินดาเอ่ยถามพร้อมมองใบหน้างดงามของลูกสาวด้วยแววตารักใคร่เอ็นดู มิญรยาเป็นเด็กสาวที่มีใบหน้างดงามหาตัวจับยาก คิ้วเรียวโก่งราวกับบรรจงวาดดวงตากลมโตดำขลับดั่งลูกกวาง ล้อมกรอบด้วยขนตางอนยาวเป็นธรรมชาติ จมูกโด่งเล็กรับกับริมฝีปากรูปกระจับที่อวบอิ่มน่ามอง ความงามเหล่านี้มิญรยาได้รับมันมาจากเธอและสามีทั้งสิ้น
“วันนี้รถเมล์คนแน่นมากค่ะแม่ เลยร้อนหน่อย”
“จ้ะ งั้นหนูไปอาบน้ำสักหน่อยเถอะ แม่ถักต่ออีกหน่อยก็จะเลิกแล้ว”
“ค่ะ”
รินดามองตามร่างบางของลูกสาวแล้วนึกถึงเรื่องราวในอดีต นางเป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรีโดยกำเนิด เป็นเด็กบ้านนอกที่มีฐานะยากจน แต่ก็เป็นหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามจนหาใครเทียบได้ยาก จึงทำให้มีคนผลักดันเธอเข้าสู่เวทีการประกวด รินดากวาดรางวัลในทุก ๆ เวทีที่เข้าแข่งขันจนชื่อเสียงโด่งดัง จนมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ทั้งโสดและไม่โสดมารุมขายขนมจีบ บ้างก็พวกเสี่ยกระเป๋าหนักที่พร้อมจะทุ่มไม่อั้นเพื่อให้ได้ตัวเธอ แต่รินดาก็เชิดใส่อย่างไม่นึกเสียดายเงิน
จนวันหนึ่งเธอได้รู้จักกับคุณกอบศักดิ์ ชายหนุ่มรูปงามเจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าที่พยายามจีบเธอ ด้วยความหล่อเหลาบวกกับคารมดีเลิศ รินดาจึงตกลงใจคบหากับเขา จนวันหนึ่งที่เธอตั้งท้องมิญรยา รินดารีบบอกคนรักด้วยความตื่นเต้น และวาดฝันว่าเมื่อเขารู้ข่าวคงจะรีบขอเธอแต่งงานและสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่แล้วความฝันของเธอก็เป็นเพียงการวาดวิมานในอากาศ เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดเอาไว้
“คุณศักดิ์คะ...ดาท้อง”
เธอบอกกล่าวข่าวดีพร้อมรอยยิ้มเอียงอาย แต่ทว่าเธอกลับไม่ได้เห็นความยินดีบนใบหน้าหล่อเหลาของเขา รอยยิ้มของรินดาจึงค่อย ๆ จางหาย
“งั้นเหรอ...”
“คะ...”
รินดาตอบกลับคล้ายไม่แน่ใจกับสิ่งที่ได้ยิน
“ผม...”
“ทำไมคุณดูไม่ดีใจเลยคะ”
“ผม...ผมมีภรรยาแล้ว”
“อะไรนะ!”
รินดาจำได้ดีว่าตอนนั้นเธอรู้สึกคล้ายโดนไฟช็อก ตลอดทั้งร่างชาดิกขยับไม่ได้ มีเพียงน้ำตาที่กลิ้งผ่านแก้มนวลหยดแล้วหยดเล่า
“ผมขอโทษ...ผม...”
“คุณ...ฮึก...หลอกดา...”
“ผมไม่ได้คิดจะหลอก...เพียงแต่...ผมยังไม่ได้บอกเท่านั้น”
“แต่ตอนนี้ดาท้อง! คุณจะเอายังไงคะ!”
“ผมก็คงจะค่อย ๆ บอกเรื่องของเรากับคุณนาราภรรยาของผม แต่ผมขอเวลาหน่อยนะ คงจะรีบร้อนมากไม่ได้ เพราะคุณนาราก็กำลังท้องเหมือนกัน”
รินดาจำได้ว่าเธอทรุดลงร้องไห้อย่างหมดรูป ทั้งผิดหวังและเสียใจจนสะอึกสะอื้นออกมาอย่างไม่อาย โดยมีกอบศักดิ์พยายามปลอบโยนเธอ แต่มันก็ไม่มีประโยชน์เพราะหัวใจเธอมันพังยับเยินเกินเยียวยา
หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้เข้ามาอยู่บ้านกลางสวนแห่งนี้ในสถานะภรรยาน้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยหลาย ๆ เหตุผลทำให้รินดาไม่อาจหยิ่งในศักดิ์ศรีแล้วเลี้ยงลูกเพียงลำพัง แต่เมื่อมาถึงวันนี้เธอกลับเสียดายที่วันนั้นไม่ตัดสินใจแยกทางเดินกับกอบศักดิ์ เพราะมิญรยาลูกสาวของเธอถูกกดดันจากบ้านใหญ่ในทุกทาง ซ้ำตัวเธอเองยังไม่มีสิทธิ์กระทั่งมีชื่อในสูติบัตรของลูกด้วยซ้ำ
ตอนนั้นที่รินดายินยอมให้ใช้ชื่อภรรยาหลวงของกอบศักดิ์เป็นมารดาของมิญรยา เพราะกอบศักดิ์หว่านล้อมบอกกับเธอว่าลูกของเธอจะได้ไม่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นลูกเมียน้อย อีกทั้งยังมีสิทธิ์ต่าง ๆ เท่าเทียมกับลูกของนารา แต่พอเวลาผ่านไปรินดาจึงรู้ว่าทุกอย่างเป็นเพียงคำลวง เพราะมันคือการพันธนาการให้เธอไม่อาจไปไหนได้ เพราะถ้าหากเดินจากไปเธอจะต้องทิ้งลูกสาวเอาไว้ที่นี่ รินดานึกรังเกียจความเห็นแก่ตัวของสามี แต่ก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรมเท่านั้น
...
พอถึงเวลาอาหารค่ำ สองแม่ลูกก็นั่งคุยกันที่โต๊ะอาหารเหมือนเช่นเคย
“แม่คะ...คุณพ่อจะมาหาเหรอคะ วันนี้ถึงทำอาหารหลายอย่าง”
“เปล่าจ้ะ พอดีแม่ขายของได้หลายชิ้นเลยอยากให้หนูได้กินของดี ๆ บ้าง”
“แม่อะ...ทีหลังไม่ต้องหรอกนะคะ อะไรมิญก็กินได้ เสื้อกันหนาวแต่ละตัวหรือผ้าพันคอแต่ละผืน กว่าแม่จะถักเสร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยนะคะ แม่น่าจะเก็บเงินเอาไว้”
“ไม่เป็นไรลูก...แม่อยากเห็นหนูมีเนื้อมีหนังกว่านี้”
รินดาบอกพร้อมกวาดตามองลูกสาวที่ตอนนี้เปลี่ยนจากเด็กหญิงเป็นเด็กสาวด้วยแววตารักใคร่
“แต่หนูอยากให้แม่เก็บเงินไว้ค่ะ อีกสองเดือนหนูอายุครบสิบแปดแล้วเราจะไปจากที่นี่กัน”
รินดาส่งยิ้มบาง ๆ ให้ลูกสาวแล้วพยายามพูดโน้มน้าวให้มิญรยาเลิกล้มความคิด
“หนูยังไม่เลิกคิดแบบนี้อีกเหรอลูก...แม่ไม่เห็นด้วยเลย ไม่ใช่แม่กลัวลำบากแต่กลัวว่าหนูจะต้องลำบากเรื่องการเรียน อยู่ที่นี่ถึงแม้จะทุกข์ไปบ้าง แต่หนูก็ยังได้รับการศึกษา ถ้าเราจะไป รอให้หนูจบปริญญาก่อนดีมั้ยลูก”
“แต่หนูสงสารแม่ หนูไม่อยากให้แม่ต้องทนกับคุณนาราอีกแล้ว”
รินดายกมือขึ้นลูบผมนุ่มของลูกสาวพร้อมกล่าวอย่างปลงตก
“แม่ทนได้ลูก เพราะแม่คิดว่าเป็นกรรมของแม่เอง ส่วนหนู แม่ก็ไม่อยากให้ผูกใจเจ็บคุณนารา เพราะเธอก็คงคับแค้นใจอยู่ไม่น้อย”
“ค่ะแม่”
นี่คือคำที่รินดาพร่ำสอนลูกสาวอยู่เสมอ เพราะตัวนางเองก็รู้สึกผิดและเข้าใจอีกฝ่าย จึงพยายามที่จะไม่ผูกพยาบาทกับภรรยาหลวงอย่างนารา เพราะคิดว่าวันใดที่นางจากไปนั่นคือสิ้นเวรต่อกัน
วิลเลี่ยม มาเชลีย์ เป็นนักธุรกิจหนุ่มวัยสามสิบสี่ปี ผู้มีอำนาจสูงสุดของบริษัท ‘วีจีสปอร์ต’ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายชุดและอุปกรณ์กีฬาแบบครบวงจร บริษัทนี้สืบทอดส่งต่อกันมาหลายรุ่น ก่อนที่จะโด่งดังมีชื่อเสียงและได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับหนึ่งในตอนที่วิลเลี่ยมเข้ามาบริหาร แต่เขาก็ส่งมอบตำแหน่งต่อให้น้องชาย และแต่งตั้งตัวเองเป็นที่ปรึกษาเพราะเขารักในอิสระ
ด้วยฐานะที่ร่ำรวยจนเกินคำว่ามหาเศรษฐี บวกกับหน้าตาอันหล่อเหลาราวเทพบุตรจุติ จึงทำให้ชีวิตของเขามีสาว ๆ เข้ามาพัวพันไม่เคยขาด ดวงตาสีเทาอมฟ้าของเขาใช้สะกดสาว ๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน
แต่มีอย่างหนึ่งที่เขารู้สึกชอบมากกว่าสิ่งใดคือการพนัน วิลเลี่ยมหลงใหลและฝึกฝนการพนันทุกชนิดจนเชี่ยวชาญ เขาชอบมันมากเสียจนหุ้นกับเพื่อนเปิดบ่อนกาสิโน อันที่จริงการพนันนั้นเป็นเรื่องรอง เพราะสิ่งที่ดึงดูดใจเขาคือความเสี่ยง วิลเลี่ยมชอบความท้าทายและชอบการเป็นผู้ชนะ และการที่เขาเป็นคนตัดสินใจได้รอบคอบเฉียบคมจึงหาคนที่จะชนะเขาได้ยากยิ่ง ทุกครั้งที่เขาเป็นผู้กุมชัยมันสร้างความรู้สึกที่ดีอย่างบอกไม่ถูก
เหมือนอย่างเช่นตอนนี้...ที่เขากำลังนั่งมองชายวัยกลางคนที่พ่ายแพ้เขาอย่างหมดรูป แต่ก็ยังคงทำเหมือนไม่ยอมรับความจริง
“คุณจะว่าไงถ้าผมจะขอแก้มือ”
คุณกอบศักดิ์ถามอีกฝ่ายด้วยสายตาจริงจัง วิลเลี่ยมจึงยกยิ้มมุมปากแล้วกล่าวเสียงเรียบ
“แน่นอนครับ ถ้าคุณมีเงินเดิมพัน”
อันที่จริงชายหนุ่มไม่ได้ลงเล่นด้วยตัวเองบ่อยนัก เพราะตั้งแต่เป็นเจ้าของกาสิโนเองก็ทำให้เขาห่างหายไปนานพอสมควร จะมีก็แต่นักพนันที่มาใช้บริการเรียกร้องว่าต้องการเดิมพันกับเขา วิลเลี่ยมถึงจะยอมลงเดิมพันด้วยตัวเอง แต่ทุกคนที่ต้องการวัดดวงกับเขาต้องมีเงินเดิมพันเป็นเงินจำนวนมหาศาล หรือทรัพย์สินที่ถูกใจเขาเท่านั้นชายหนุ่มจึงยอมรับพนัน
เพราะฉายาราชาแห่งโชคของเขา จึงทำให้มีนักพนันหลายคนอยากลองของ แต่แล้วทุกคนก็ต้องยอมรับว่าเขาคือราชาแห่งโชคตัวจริงเมื่อไม่อาจเอาชนะเขาได้
“เดิมพันฉันมีแน่! รอบนี้เพิ่มเงินสดอีกหนึ่งร้อยล้านเป็นไง”
“ไม่สิ!”
วิลเลี่ยมยกนิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมาเป็นเชิงปฏิเสธก่อนจะพูดต่อ
“ผมไม่อยากได้เงินแล้ววันนี้ คุณมีอะไรที่น่าสนใจกว่าเงินมั้ย”
“แน่นอน...ฉันมี!”
คุณกอบศักดิ์ตอบรับด้วยความหน้ามืดตามัว เพราะทั้งเสียดายเงินและเสียหน้าที่ปรามาสอีกฝ่ายไว้มากมายแต่ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ คุณกอบศักดิ์จึงใช้คฤหาสน์ ‘อภิรักษ์ไชยสกุล’ เป็นเดิมพัน ซึ่งวิลเลี่ยมก็ตกลงทันทีเพราะเขาชอบสะสมของอะไรที่เก่าแก่ เมื่อรู้ประวัติยาวนานของคฤหาสน์จึงดึงดูดความสนใจเขาได้ไม่ยาก
การวัดดวงระหว่างคุณกอบศักดิ์และวิลเลี่ยมดำเนินไปอย่างเข้มข้น ในขณะที่คุณกอบศักดิ์มีสีหน้าเคร่งเครียด แต่คู่ต่อสู้อย่างวิลเลี่ยมกลับมีท่าทีเรียบเฉย ก่อนที่เขาจะยกยิ้มเพียงเล็กน้อยแล้วหงายไพ่ในมือลงตรงหน้า พอคุณกอบศักดิ์เห็นไพ่ที่
วิลเลี่ยมหงาย ก็คว่ำไพ่ของตัวเองเป็นการบอกว่าเขาแพ้ในเกมนี้
“ขอบคุณนะครับ วันนี้ผมเหนื่อยมากแล้วขอตัวก่อน”
“เดี๋ยว!”
คุณกอบศักดิ์รีบเรียกอีกฝ่ายไว้เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะจากไป ทั้ง ๆ ที่เขาเกลียดท่าทีหยิ่งผยองของวิลเลี่ยม แต่ก็พยายามเก็บกลั้นความรู้สึกเอาไว้ เพราะว่าตอนนี้เขามีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับชายหนุ่ม
“มีอะไร”
“ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป ขอคุยกับคุณสักครู่”
“รบกวนสิ ก็ผมบอกอยู่ว่าผมเหนื่อย”
คุณกอบศักดิ์กัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ทั้ง ๆ ที่อยากจะกระโดดชกหน้าหล่อ ๆ ของอีกฝ่ายให้ยับ กลับทำได้เพียงข่มใจและพูดอ้อนวอน
“เอ่อ...ขอเวลาไม่นานครับ ผมมีเรื่องสำคัญจริง ๆ “
วิลเลี่ยมถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายแล้วพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะเดินนำอีกฝ่ายไปที่ห้องทำงานของตัวเอง
“เชิญ...”
วิลเลี่ยมผายมือให้คุณกอบศักดิ์เพื่อเชื้อเชิญตามมารยาท แล้วทรุดนั่งลงบนโซฟานุ่มบุด้วยกำมะหยี่สีเลือดหมูราคาแพง
“ดื่มอะไรดีครับ”
ชายหนุ่มถามผู้เป็นแขกในขณะที่ตัวเองหันไปรับแก้วไวน์จากบริกรสาวสวย
“ไม่ครับ ผมจะคุยแค่สั้น ๆ”
วิลเลี่ยมยักไหล่ก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าของชายวัยกลางคนนิ่งและนาน จนคุณกอบศักดิ์ต้องขยับตัวเพราะความอึดอัด
“เอ่อ...ผมขอพูดตรง ๆ เลยนะครับ”
“ครับ...เชิญ”
“คุณจะว่าไงครับถ้าผมจะขอเสนอเป็นเงินแทนโฉนดบ้านที่คุณได้ไป”
วิลเลี่ยมยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแล้วจึงมองคุณกอบศักดิ์ด้วยสายตาไม่ชอบใจชัดเจน
“ขอโทษนะครับ...ดู ๆ ไปแล้วคุณก็น่าจะอายุไม่น้อยแล้วนะครับ ทำไมถึงยังทำตัวกลับกลอกเป็นเด็ก ๆ “
“นี่คุณ!...คุณก็น่าจะรู้ว่าผมอายุมากคราวพ่อคุณแล้ว พูดอะไรควรให้เกียรติกันบ้าง!”
ดวงตาสีฟ้าอมเทาของวิลเลี่ยมวาววับคล้ายโกรธเคืองเมื่อได้ยิน แต่ก็ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม
“โทษที เพราะผมไม่คิดว่าควรเคารพคนที่อายุ อีกอย่างผมมีพ่อคนเดียวและไม่ใช่คุณ”
คุณกอบศักดิ์หน้าแดงก่ำเพราะความโกรธ แต่ก็ทำได้เพียงกำหมัดแน่นข้างลำตัวเพื่อระบายอารมณ์
“ที่ผมยื่นข้อเสนอนี้เพราะโฉนดบ้านตรงนั้นมันมีความหมายกับผมและครอบครัว ผมยินดีจ่ายสามร้อยล้านเพื่อแลกกับโฉนด”
วิลเลี่ยมตวัดขาไขว่ห้างด้วยท่าทางสบาย ๆ แล้วยกมือขึ้นกอดอก
“ถ้ามันสำคัญขนาดนั้นทำไมคุณกล้าใช้มันมาเดิมพันล่ะ หรือคิดว่าจะชนะผม...ถ้าคุณคิดอย่างนั้นก็ถือว่าโง่มาก ๆ และข้อเสนอของคุณผมขอปฏิเสธ เพราะผมบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเงินน่ะผมมีเยอะแล้ว ถ้าหมดธุระแล้วก็เชิญครับ”
เขาตัดบทด้วยคำพูดและท่าทีเย็นชาจนคุณกอบศักดิ์เริ่มกระสับกระส่าย
“เอ่อ...ถ้าอย่างนั้น ผมขอเสนอจะหาบ้านคฤหาสน์หรือที่ดินที่น่าสนใจมาให้คุณแลกกับโฉนดบ้านของผมดีมั้ย ขอโอกาสให้ผมหน่อย”
วิลเลี่ยมนิ่งคิดก่อนจะพยักหน้าตกลง เพราะเขาเองคงจะดูใจร้ายหากไม่ให้โอกาสคน
“ก็ได้...แต่ถ้าคุณหามาไม่ถูกใจผมก็ไม่ตกลง คุณมีเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์เพราะเรือจะเทียบท่าที่ประเทศไทย ผมให้เวลาคุณได้แค่นั้น”
“ครับ ๆ งั้นพรุ่งนี้เรือเทียบท่าผมจะรีบจัดการทันที ผมคิดว่าผมสามารถหาที่ที่สมน้ำสมเนื้อให้คุณได้แน่”
คุณกอบศักดิ์ดีใจจนลืมเรื่องที่ถูกเขาหยามเกียรติไปเสียสนิท วิลเลี่ยมก็กำลังมองอีกฝ่ายอย่างประเมิน เขาพอจะรู้จักคุณกอบศักดิ์อยู่บ้างในฐานะแขกวีไอพีของกาสิโนลอยน้ำที่เขาเป็นเจ้าของแห่งนี้ ทุกครั้งคุณกอบศักดิ์มักจะมือขึ้นแล้วหอบเงินจำนวนมหาศาลลงจากเรือ จนทำให้คุณกอบศักดิ์ได้ใจว่าโชคเข้าข้างจึงกล้าท้าพนันกับเจ้าของเรืออย่างเขา แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเอาชนะราชาแห่งโชคอย่างเขาได้ จึงต้องละทิ้งความยโสมาอ้อนวอนเขาในวันนี้
“แม่!!”
มิญรยาเรียกมารดาอย่างตกใจเมื่ออยู่ดี ๆ นางรินดาที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ ก็ล้มพับไม่เป็นท่า ดีที่เธอเข้าประคองได้ทัน แต่มารดาของเธอก็หมดสติอยู่ในอ้อมแขนของเด็กสาว
“แม่คะ! แม่เป็นอะไรคะ!”
เมื่อเห็นว่ามารดาไม่ตอบสนองเธอจึงค่อย ๆ ประคองศรีษระมารดาวางกับพื้น ก่อนจะวิ่งไปทางบ้านใหญ่ด้วยความรวดเร็ว
“ป้าน้อย! ป้าน้อยลุงสมอยู่มั้ยจ๊ะ”
เธอเอ่ยถามแม่บ้านด้วยน้ำเสียงร้อนรนทันทีที่วิ่งมาถึงในครัว
“ไม่อยู่หรอกค่ะ คุณผู้หญิงไปข้างนอก”
“แล้วพี่ไม้ล่ะ! พี่ไม้อยู่มั้ย!”
“ไม่อยู่ค่ะ คุณหนูดุจดาวก็ไปข้างนอก คุณหนูมีอะไรหรือเปล่าคะ”
มิญยาน้ำตาคลอด้วยความกลัว ในเมื่อคนขับรถทั้งสองไม่อยู่เธอจะอาศัยใครพามารดาไปโรงพยาบาลได้ทัน
“แม่มิญเป็นลมค่ะป้า มิญจะพาแม่ไปโรงพยาบาล ป้าช่วยเรียกแท็กซี่ให้มิญได้ไหมคะ!”
“ค่ะ ๆ ได้ค่ะ!”
“ขอบคุณค่ะ งั้นเดี๋ยวมิญไปพาแม่มาก่อน!”
เด็กสาววิ่งกลับไปทางเดิมอย่างมีความหวัง ส่วนนางน้อยก็กระวีกระวาดหาโทรศัพท์อย่างร้อนใจ เพราะทั้งมิญยาและแม่ของเธอต่างเป็นคนอัธยาศัยดี อีกทั้งยังอ่อนน้อมจนเป็นที่รักใคร่ของคนงานในบ้าน เวลามีเรื่องเดือดร้อนใด ๆ ก็มักจะมาขอความช่วยเหลือเหมือนลูกหลาน ไม่ใช่ถือตัวเป็นเจ้านายอย่างเจ้าของบ้านตัวจริง เพราะคุณนาราและบุตรสาวอย่างดุจดาวแบ่งแยกชนชั้นชัดเจน
มิญรยาประคองร่างปวกเปียกของมารดาแล้วพยายามแบกขึ้นหลัง ด้วยรูปร่างที่ไม่ต่างกันมากจึงทำให้ทำได้ไม่ยากนัก สองขาเรียวเล็กพยายามก้าวเดินอย่างรวดเร็ว
เมื่อพามารดามาถึงหน้าคฤหาสน์เด็กสาวก็ดีใจจนตาเป็นประกายเมื่อเห็นว่ามีรถเข้ามาจอด และคนที่ก้าวลงจากรถคือคุณนารา คุณผู้หญิงของบ้าน
“คุณผู้หญิง! คุณผู้หญิง!”
คุณนาราที่กำลังจะก้าวขาขึ้นบันไดหยุดชะงัก แล้วหันกลับมามองมิญรยาที่ยังคงแบกมารดาเอาไว้ จนนายสมคนขับรถเข้ามาช่วยอุ้มต่อ
“นั่นเป็นอะไรน่ะ”
คุณนาราถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบเฉยไม่มีวี่แววตื่นเต้นตกใจใด ๆ
“แม่มิญอยู่ดี ๆ ก็หมดสติค่ะ ขออนุญาตให้ลุงสมไปส่งที่โรงพยาบาลนะคะ”
ดวงตาเรียวเล็กแบบคนจีนของคุณนาราเหลือบมองร่างไร้สติของรินดา ที่บัดนี้อยู่ในอ้อมแขนของคนขับรถด้วยแววตาเยือกเย็น
“ไม่อนุญาต”
พูดจบนางก็ก้าวเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มิญรยาอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึงว่าจะถูกปฏิเสธ ที่ผ่านมาบ่อยครั้งที่เธอและมารดาถูกมองข้าม แต่นี่เป็นเหตุเกี่ยวเนื่องกับชีวิตคนจึงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะใจดำได้ลง
“แต่แม่มิญกำลังแย่คุณไม่เห็นเหรอคะ!”
เท้าที่กำลังก้าวของคุณนาราหยุดชะงักก่อนจะหันมาหาเด็กสาว นี่เป็นครั้งแรกที่มิญรยากล้าขึ้นเสียงใส่เธอ คุณนาราจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“อย่ามาขึ้นเสียงกับฉัน! จำไว้ว่าอีลูกกาฝากอย่างแกไม่มีสิทธิ์! ส่วนเรื่องแม่แกมันจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน!”
พูดจบก็สะบัดหน้าพรืดและเดินเข้าบ้านอย่างไม่ไยดี มิญรยาได้แต่มองตามด้วยความเจ็บใจจนน้ำตาเอ่อ
“คุณหนูเอาไงดีครับ!”
ลุงสมร้องถามเมื่อเห็นว่าเด็กสาวเอาแต่ยืนนิ่ง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบแม่บ้านก็วิ่งเข้ามาเสียก่อน
“คุณหนู! คุณหนูรถแท็กซี่มาแล้วค่ะ!”
“ค่ะป้า! ลุงช่วยอุ้มแม่ขึ้นรถแท็กซี่ทีค่ะ!”
“ครับ ๆ”
มิญรยาพามารดาขึ้นรถได้สำเร็จ รถก็แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว เด็กสาวพยายามเรียกมารดาแต่ก็ไม่เป็นผล ก่อนที่น้ำตาแห่งความคับแค้นใจจะไหลออกมาเมื่อนึกถึงสิ่งที่คุณนาราทำ ตั้งแต่เธอจำความได้เธอกับแม่ก็ถูกกดขี่และกลั่นแกล้งมาโดยตลอด มารดาพยายามบอกเธอทุกครั้งที่ถูกแกล้งหรือถูกทำร้ายร่างกาย ว่าให้เธอให้อภัยคุณนาราหรือแม้กระทั่งดุจดาว
เธอก็ทำตามที่มารดาสั่งทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร เธอรู้เพียงว่าเธอต้องยอม เพราะถึงไม่ยอมก็ไม่มีใครช่วยเธอได้ เพราะแม้กระทั่งคนที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าครอบครัว เช่นบิดาเธอยังแสร้งทำเฉยทุกครั้งที่ได้ยินว่าเธอและมารดาถูกรังแก
หลายครั้งที่เธอชวนมารดาออกจากบ้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในนรก แต่ก็มีเหตุผลสำคัญหลายอย่างที่ทำให้ไม่อาจทำอย่างนั้นได้ มิญรยาสะอื้นไห้แล้วกอดมารดาแนบแน่น ในใจก็พร่ำอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เมตตามารดาของเธอ