บทที่ 1 จุดเริ่มต้น
น้ำค้างเป็นหญิงสาวชาวไทยที่ย้ายมาอยู่ประเทศจีนถาวรหลังจากที่ย่าของเธอเสียชีวิต เนื่องจากเธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเหลืออยู่แล้ว เพราะพ่อแม่นั้นได้ตายไปตั้งแต่เธอยังเด็กจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่วนปู่นั้นก็เสียชีวิตก่อนที่เธอจะเกิดแล้ว
ดังนั้น น้ำค้างจึงตัดสินใจจึงย้ายมาอยู่จีนถาวร เพราะเธอรู้สึกมีความผูกพันกับประเทศจีน อาจเป็นเพราะปู่ย่าเดิมเป็นคนเชื้อสายจีนและย่าของเธอชอบเล่าเรื่องวิถีชีวิตสมัยอดีตก่อนจะย้ายที่ไทยให้ฟังด้วย น้ำค้างจึงมีความชื่นชอบและเข้าใจวัฒนธรรมจีนเป็นอย่างมาก
น้ำค้างย้ายมาที่นี่ก็ได้ทำงานในสิ่งที่เธอเรียนจบมา นั่นก็คือการเป็นสถาปนิก ซึ่งเธอทำงานที่บริษัทเดิมมาแล้วเกือบสิบปี น้ำค้างจึงมีตำแหน่งในบริษัทค่อนข้างสูงและการอยู่ที่จีนเป็นระยะเวลาหลายปีเธอจึงคุ้นเคยกับที่นี่มาก
แต่หลายครั้งน้ำค้างก็รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวเช่นกัน เพราะน้ำค้างยังโสดและไม่มีครอบครัวอื่นนอกจากเพื่อน แม้ว่าจะเคยมีผู้ชายหลายคนเข้ามาจีบเธอ แต่เมื่อเธอได้ลองคุยกับพวกเขาแล้วกลับรู้สึกว่าเข้ากันไม่ได้
บางคนอาจคิดว่าเธอเรื่องมาก แต่เธอรู้สึกว่าการจะใช้ชีวิตกับคนหนึ่งไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตามควรคิดให้ดีก่อน และเธอเองไม่อยากเลือกใครก็ได้มาเป็นแฟนเพียงเพราะว่าเธอต้องการใครสักคน
ดังนั้นด้วยวัยสามสิบปีเธอจึงยังคงไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแฟน และคงอีกนานกว่าที่เธอจะได้แต่งงาน
แต่ยังไงก็เถอะ เธอไม่รีบร้อนอยู่แล้ว สมัยนี้ผู้หญิงอายุสามสิบยังไม่สายที่จะแต่งงานแถมผู้หญิงวัยสามสิบยังถือได้ว่าเป็นขิงแก่ที่เผ็ดร้อนแรง
นอกจากนี้การที่เธอมีตำแหน่งในบริษัทสูงเป็นเวลานับสิบปีทำให้เธอมีเงินเก็บเยอะมาก ทั้งยังเงินที่ครอบครัวทิ้งไว้ให้เธออีกจำนวนไม่น้อย น้ำค้างจึงไม่เคยขัดสนเรื่องเงินเลย แถมเธอยังชอบทำงานหามรุ่งหามค่ำด้วยจะมีเวลาไปใช้เงินที่ไหนกันล่ะ
วันหนึ่งขณะที่น้ำค้างกำลังเดินเที่ยวอยู่ที่ตลาดแถวที่พัก เธอก็เจอกับคุณยายคนหนึ่งที่แต่งตัวซ่อมซ่อยืนอยู่หน้าร้านอาหาร คุณยายมองเข้าไปในร้านผ่านกระจกใสด้วยแววตาเศร้าสร้อย
เมื่อพนักงานร้านเห็นคุณยายก็ไล่คุณยายให้ไปยืนไกลๆจากร้าน ทั้งยังด่าทอคุณยายอย่างดูถูกเหยียดหยามว่าสกปรก และใช้มือผลักคุณยายไปอีกด้านของร้านอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ก่อนจะยกมือขึ้นมาถูกางเกงคล้ายว่าโดนเชื้อโรคสกปรก
“ไปให้พ้น ชิ่วๆ! อย่าเดินมาใกล้ร้านนี้อีก รู้มั้ยว่าลูกค้าในร้านเห็นหน้าสกปรกของแกแล้วกินอะไรไม่ลงน่ะ แถมตัวก็ยังเหม็นอีกด้วย คราวหน้าถ้ายังมาป้วนเปี้ยนแถวนี้อีกระวังจะโดนฉันสาดน้ำใส่ล่ะ”
พนักงานที่ร้านข่มขู่คุณยายจนทำให้คุณยายก้มหัวต่ำลงด้วยความเนื้อน้อยต่ำใจที่มีคนรังเกียจตนเองถึงเพียงนี้
เมื่อน้ำค้างเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็รู้สึกโมโหและก็อดสงสารไม่ได้ และยิ่งเธอเห็นคุณยายคนนั้นมันพาลทำให้เธอนึกถึงคุณย่าของเธอที่จากไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงเข้าไปหาคุณยายที่กำลังเดินออกไปอย่างน่าสงสาร
"คุณยายไม่เป็นไรใช่มั้ยคะ"น้ำค้างถามด้วยความห่วงใย
"ยายไม่เป็นไรหรอก ยายชินกับมันแล้วหล่ะ" คุณยายหันมาบอกนาง พลางยิ้มให้นางเล็กน้อยเหมือนทุกอย่างปกติดี
แต่น้ำค้างเห็นว่าตาของคุณยายแดงก่ำและหางตายังมีน้ำตาซึมอยู่ด้วย แม้คุณยายจะบอกว่าไม่เป็นไรและชินกับมันแล้ว แต่ความเป็นจริงจะมีมนุษย์คนไหนชินกับเรื่องแบบนี้บ้าง พอคิดแบบนี้มันยิ่งทำให้เธอเศร้ากว่าเดิม
" คุณยายพอดีหนูยังไม่ได้กินอะไรเลยแต่ไม่มีเพื่อนไปทานด้วย เราไปหาอะไรกินด้วยกันมั้ยคะ?"
น้ำค้างเอ่ยชวน เพราะก่อนหน้านั้นเธอเห็นว่าอีกฝ่ายจ้องมองอาหารภายในร้านด้วยท่าทีหิวโหย
"ยายยังไม่หิวหรอก หนูไปเถอะนะ ขอบใจมากจริงๆที่ชวนยาย" หญิงชราบอกปัดน้ำใจ
"ยายเห็นใจหนูเถิดนะคะ หนูเป็นสาวโสดแถมไม่มีครอบครัวที่ไหนจึงต้องกินข้าวคนเดียวมานานแล้ว ถ้ามีคุณยายไปกินข้าวด้วยต้องกินได้เยอะขึ้นแน่เลยค่ะ"
ด้วยความตื๊อสุดฤทธิ์บวกกับการบีบน้ำตาทำหน้าเศร้า ในที่สุดคุณยายก็ยอมใจอ่อน ซึ่งเธอก็รู้สึกดีใจจริงๆหากได้กินข้าวสักมื้อกับคุณยาย
“คุณยายอยากกินร้านไหนคะ? หนูให้คุณยายเลือกเลยค่ะ เพราะหนูไม่ค่อยรู้จักร้านอาหารที่นี่สักเท่าไหร่”
น้ำค้างโกหกคุณยาย เพราะอันที่จริงแล้วเธอรู้จักตลาดแห่งนี้ดี เนื่องจากมาที่นี่ค่อนข้างบ่อย
"งั้นเราไปนั่งกินซาลาเปาที่ร้านนั่นก็ได้"
คุณยายชี้ไปที่ร้านซาลาเปาร้านหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่หลังจากครุ่นคิดสักพัก นางเลือกร้านนี้เพราะเห็นว่าราคาน่าจะถูกที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับร้านค้าอื่น
น้ำค้างมองตรงไปยังร้านที่คุณยายกล่าวถึง ซึ่งจากตรงที่เธอยืนอยู่ก็มีกลิ่นซาลาเปาร้อนๆลอยตลบอบอวลมาหาเธอจนทำให้เธออยากกินขึ้นมาเหมือนกัน
"งั้นก็ไปกันเลยค่ะ กลิ่นของซาลาเปาหอมมากจริงๆ ดูซิคะท้องหนูร้องหมดแล้ว"
น้ำค้างลูบท้องไปมาด้วยท่าทีตะกละเล็กน้อย
จากนั้นเธอและคุณยายก็เดินไปที่ร้านแล้วนั่งทานซาลาเปาด้วยกัน ซึ่งทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกันเลยระหว่างที่กินซาลาเปา แค่เธอเห็นคุณยายกินซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อยก็พึงพอใจมากแล้ว
เมื่อทั้งเธอและคุณยายกินเสร็จแล้วกำลังจะออกจากร้าน เธอก็ได้สั่งซาลาเปาให้คุณยายอีกหลายลูกและแอบเอาเงินใส่ให้อีกหลายใบโดยซ่อนไม่ให้อีกฝ่ายเห็น เพราะกลัวว่าจะโดนปฏิเสธ
เมื่อทั้งสองเดินออกมาถึงหน้าประตูร้านซาลาเปา คุณยายก็จับมือน้ำค้างแล้วยิ้มให้เธออย่างอบอุ่น พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงใจดีว่า
"แม่หนูเจ้าเป็นคนดี เจ้าจะได้กลับไปในที่ๆ เจ้าควรอยู่ในเร็วๆนี้แล้ว แต่ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนเจ้าก็จะพบเจอแต่ความสุขแน่นอน ยายขอให้หนูโชคดีนะจ๊ะ"
น้ำค้างรู้สึกสับสนกลับสิ่งที่คุณยายพูด เธอเลยถามกลับอีกฝ่ายว่า
"กลับไปที่ไหนเหรอคะคุณยาย?"
เธอรู้สึกงุนงงกับคำพูดของคุณยาย เธอเพียงคิดว่าคุณยายน่าจะหมายถึงประเทศไทย แต่เธอก็ไม่ได้มีแพลนที่จะกลับไทย แต่ที่แปลกคือคุณยายรู้ได้อย่างไรว่าเธอมาจากไทย หรือว่าดูจากใบหน้าแล้วก็สำเนียงของเธอ
แต่น้ำค้างคิดว่าน่าจะไม่ใช่ทั้งสองอย่างแน่นอน เนื่องจากใบหน้าของเธอออกมาทางจีนมาก เพราะได้รับกรรมพันธุ์จากทางพ่อมาค่อนข้างเยอะ ส่วนเรื่องสำเนียงเธอยืนยันได้เลยว่าเธอออกเสียงได้อย่างชัดแจ๋ว
"ที่ๆ ยายหมายถึงไม่ใชที่ๆ เจ้าคิดหรอก ยายบอกมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว มันเป็นโชคชะตาของหนู อีกไม่นานหนูก็จะได้รู้ทุกอย่างเอง ขอบคุณหนูสำหรับวันนี้มากนะ"
คุณยายหันมายิ้มให้เธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเดินจากไป แล้วทิ้งให้น้ำค้างยืนงงอยู่เพียงลำพัง แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะเธอไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่
หลังจากแยกกับคุณยายแล้วน้ำค้างก็เดินทางกลับที่พัก เพราะด้วยความเพลียเธอจึงจึงเผลอหลับไป จากนั้นเธอก็ฝันแปลกๆ เกี่ยวกับบ้านเมืองคนจีนสมัยโบราณเหมือนที่เธอเคยเห็นจากในละคร
ในฝันน้ำค้างได้เดินไปทั่วหมู่บ้านซึ่งมีแต่คนแต่งตัวด้วยเสื้อสมัยโบราณ มีการใช้รถเทียมเกวียน ชาวบ้านใส่รองเท้าที่ทำจากฟาง และบ้านส่วนมากก่อด้วยดินมุงด้วยฟาง ซึ่งไม่มีสิ่งใดเหมือนกับในปัจจุบันเลย
ในขณะที่เดินอยู่ในหมู่บ้านนั้น ก็มีชายวัยชราคนหนึ่งเข้ามาแตะไหล่ของนาง แล้วพูดกระซิบข้างหูนางว่า
"ใกล้ถึงเวลาของเจ้าแล้ว อีกไม่นานข้าจะไปหาเจ้า"
ยังไม่ทันที่เธอจะหันหลังกลับไปปมอง ชายวัยชราคนนั้นก็หายไป จากนั้นเธอก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา เมื่อหันไปมองนาฬิกาก็เป็นเวลาที่ค่อนข้างดึกมากแล้ว
น้ำค้างจึงไม่ได้เก็บเรื่องความฝันมาคิดต่อ เพราะคิดว่าการที่เธอเห็นคุณยายที่ตลาดในวันนี้อาจทำให้เธอนึกถึงเรื่องราวสมัยก่อนที่ย่าของเธอเคยเล่าให้ฟัง น้ำค้างจึงเข้าไปอาบน้ำเหมือนกิจวัตรปกติที่เคยทำ
หลังจากที่น้ำค้างอาบน้ำเสร็จแล้ว เธอก็หาขนมมาทานแล้วนั่งดูยูทูบ เพราะงานอดิเรกของเธอคือการดูยูทูบ เธอชอบดูพวกคลิปทำอาหาร ขนม ของใช้ที่ทำจากมือต่างๆ ซึ่งเธอก็จะลองฝึกทำดูในเวลาที่เธอว่างจากการทำงาน
น้ำค้างจึงทำได้ทั้งอาหารและขนมหลากหลายประเภทเลยทีเดียว และที่สำคัญเธอมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เปิดร้านขายขนมปังกับกาแฟด้วย น้ำค้างจึงได้ไปช่วยทำขนมปังหลายครั้ง จนตอนนี้เธอทำขนมปังได้หลายประเภทแล้ว
หลังจากตื่นขึ้นมาในตอนเช้า น้ำค้างก็แต่งตัวแล้วไปทำงาน ซึ่งการทำงานในวันนี้ของเธอมีไม่มากนัก เนื่องจากเธอพึ่งปิดโปรเจกต์หนึ่งไปเมื่อเร็วๆนี้และอยู่ในช่วงที่กำลังจะรับงานใหม่
ช่วงเวลานี้จึงถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เธอพอจะได้หายใจหายคอ หลังจากเสร็จงานในวันนี้เรียบร้อยแล้ว เธอวางแผนไว้ว่าจะไปตลาดเพื่อซื้อของเข้าห้อง เนื่องจากเสบียงที่ห้องเริ่มหมดลงแล้ว เพราะเมื่อวานเธอลืมซื้อ
โดยน้ำค้างชอบไปซื้อของที่ตลาดเพราะได้ของที่สดและราคาถูกกว่า อีกอย่างคือเธอชอบบรรยากาศที่ผู้คนเดินกันไปมาม
ในขณะที่เธอลงจากรถกำลังจะเดินไปที่ร้านขายผักเจ้าประจำ หญิงชราคนหนึ่งที่กำลังก้มหน้าก้มตาพูดกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างอยู่นั้นก็เอ่ยทักเธอขึ้นมาโดยไม่ได้หันขึ้นมามองที่เธอ แต่หญิงชราคนนั้นใช้นิ้วชี้มาที่น้ำค้างอย่างแม่นยำแล้วพูดว่า
"ใกล้แล้วๆ เจ้าจะได้กลับไปแล้ว เขาจะมาหาเจ้าคืนนี้ ใกล้แล้วๆ ใกล้ได้กลับไปแล้ว เตรียมตัวไว้เถิดนังหนู" หญิงชรากล่าวก้มหน้าพูด
น้ำค้างชะงักไปเล็กน้อยที่อยู่ดีๆหญิงชราก็ชี้นิ้วมาที่เธอแล้วพูดบางอย่างแปลกๆโดยไม่แม้แต่จะหันหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ เธอจึงชี้ที่ตัวเองแล้วถามกลับว่า
"คุณยายหมายถึงใครคะ หมายถึงหนูหรือเปล่า?"
เธอถามหญิงชราและชี้นิ้วใส่ตนเอง เพราะไม่แน่ใจว่าหญิงชราตรงหน้าจะหมายถึงเธอหรือเปล่า แม้ว่าที่ตรงนั้นจะมีแค่เธอกับหญิงชราสองคนก็ตาม
แต่ไม่ทันที่น้ำค้างจะได้รู้อะไร หญิงชราคนนั้นก็ไม่ตอบคำถามของเธอแล้วลุกขึ้นเดินหนีไป ทิ้งให้เธอต้องยืนงงอยู่คนเดียวอีกครั้ง
น้ำค้างคิดในใจว่าช่วงนี้ทำไมมีแต่คนมาบอกว่าใกล้แล้วทั้งคุณยายที่เธอเจอเมื่อวานและวันนี้อีก รวมถึงผู้เฒ่าในความฝันที่เธอเจออีก แต่ละคนต่างพูดคล้ายๆ กัน หรือว่าแท้จริงเธอจะได้กลับไปยังที่หนึ่งจริงๆ
น้ำค้างส่ายหัวไล่ความคิดพวกนี้ออกไป เพราะคิดว่าตัวเองคงคิดมากเกินไปแล้วไปตลาดเพื่อซื้อผักและของต่างๆ ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
หลังจากที่ซื้อของทั้งหมดเสร็จแล้ว เธอก็ตรงกลับที่พักเลย เพราะหลายวันนี้เธอรู้สึกเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะอาการเพลียสะสมจากโปรเจกต์ที่ผ่านมาพอผ่านไปสักพักเธอจึงเผลอหลับไป
วันนี้เธอก็ฝันเหมือนเมื่อวาน และในฝันเธอก็เจอผู้เฒ่าคนเดิมด้วย แต่วันนี้น้ำค้างได้เห็นผู้เฒ่าเต็มตัว
เขาเป็นชายชราผมขาวที่ไว้หนวดเคราซึ่งเปลี่ยนเป็นสีขาวแล้วทั้งหมดเช่นเดียวกับสีผม ใส่เสื้อผ้าเหมือนคนโบราณ หน้าตาดูมีแววความซุกซนซ่อนอยู่
ขณะที่เธอกำลังสำรวจผู้เฒ่านั้น จู่ๆผู้เฒ่าก็เรียกชื่อเธอเสียงดัง แล้วทั้งตัวและเสียงของชายชราก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆจนเธอสะดุ้งตื่นขึ้นมา พอตื่นขึ้นมาน้ำค้างก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่าผู้เฒ่าที่อยู่ในความฝันตอนนี้อยู่ตรงหน้าของเธอ
น้ำค้างคิดว่าตัวเองต้องฝันอยู่แน่ๆ บางทีอาจจะเป็นฝันซ้อนฝันก็ได้
"มันคือความฝันๆ" น้ำค้างพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วผู้เฒ่าก็พูดขึ้นมาว่า
"เจ้าทำอะไรของเจ้า ทำตัวแปลกๆเยี่ยงนี้เจ้าไม่สบายรึ" เมื่อน้ำค้างได้ยินเสียงชราพูดแบบนั้นก็พูดกับตัวเองอีกครั้งว่า
"นี่ฉันไม่ได้อยู่ในความฝันหรือทำไมมันเหมือนจริงเช่นนี้" ผู้เฒ่าก็ตอบกลับมาว่า
"ก็ใช่นะซิ เจ้าคิดว่าฝันอยู่รึ? ไม่เชื่อเจ้าก็ลองหยิกตัวเองดูซิ" เมื่อน้ำค้างได้ยินผู้เฒ่าบอกให้ลองหยิกตัวเองดู เธอก็เผลอหยิกจริง
"โอ๊ย! เจ็บจังเลย" น้ำค้างร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บ
"หยิกก็เจ็บสินังหนู" ชายชรากล่าว
"งั้นนี่ไม่ใช่ความฝันงั้นเหรอ? แล้วท่านเป็นใคร ทำไมถึงเข้ามาในห้องได้ของฉันได้"
"ข้าอยู่ในห้องตั้งนานแล้วเจ้าพึ่งมาถามรึ ถ้าเป็นคนไม่ดีเจ้าจะทำอย่างไรกัน หึ?" ชายชรามองน้ำค้างก่อนจะส่ายหัวไปมา
"แล้วสรุปว่าท่านเป็นใครกันแน่" น้ำค้างถามอีกครั้ง
"ข้ารึ ข้าก็คือเทพผู้ควบคุมโชคชะตาไงละ และที่ข้ามาหาเจ้าในวันนี้ก็เพื่อพาเจ้ากลับไปยังที่ที่เจ้าควรอยู่" ชายชราอธิบาย
"ท่านอย่ามาอำเล่นหน่อยเลย โลกพัฒนาไปถึงไหนกันแล้ว ฉันไม่เชื่ออะไรแบบนี้หรอก เรื่องแบบนี้มีจริงที่ไหนกัน"น้ำค้างทำหน้าไม่เชื่อ
"อะไร! นี่เจ้าไม่เชื่อว่าข้าเป็นเทพจริงงั้นเหรอ เจ้านี่ช่างมีตาหามีแววไม่"
น้ำค้างกอดอกมองไปที่ผู้เฒ่าพลางพยักหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจในความคิดของเธอ เทพอะไรกันอย่ามาหลอกเธอง่ายๆเลย
"เจ้าคงไม่เชื่อข้าจริงๆซินะ งั้นเจ้าลองเอามือซ้ายแตะด้านหลังมือขวาดูซิ" ชายชราสั่งน้ำค้าง
น้ำค้างคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระจึงแตะๆไปอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่หลังจากนั้นเธอก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อเธอหลังมือแตะตามที่ผู้เฒ่าสั่งก็ปรากฏเป็นช่องว่างซึ่งภายในกลับเหมือนห้องๆ หนึ่ง เป็นห้องที่มีขนาดกว้างมาก
"สิ่งนี้เรียกว่ามิติเป็นที่ที่เจ้าสามารถเก็บของอะไรก็ได้ และของที่อยู่ภายในมิตินี้จะไม่เน่าเสียด้วย ซึ่งคนอื่นจะเห็นได้ก็ต่อเมื่อเจ้าอยากให้เห็นเท่านั้น ฟังดูดีมากใช่หรือไม่?" ชายชราถามความเห็นของน้ำค้าง เขาภูมิใจนำเสนอมิตินี้มากเลยทีเดียว
น้ำค้างยังไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจึงลองหยิบหมอนเข้าไปในมิติดู แล้วหมอนก็หายเข้าไปอยู่ในมิติจริงๆ! ซึ่งในขณะที่น้ำค้างกำลังอึ้งอยู่นั้น ผู้เฒ่าก็เอ่ยออกมาว่า
"ทีนี้เจ้าเชื่อหรือยังว่าข้าเป็นเทพจริง หากยังไม่เชื่อข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็น" ชายชราท้า
"ข้าเชื่อแล้วๆ ท่านไม่ต้องทำอะไรแล้ว" น้ำค้างโบกมือปฏิเสธพัลวัน
"ดี! เพราะข้าก็รู้สึกเหนื่อยเช่นกัน"ชายชราถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
"แล้วเมื่อกี้ท่านบอกว่าจะพาฉันไปที่ไหนนะคะ?" น้ำค้างวกกลับมายังเรื่องสำคัญที่ข้ามไป
"เจ้าต้องกลับไปอยู่ในที่ๆ หนึ่งในอีกสามวันข้างหน้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่ย้อนอดีตจากนี้ไปอีกนับพันปี"
"ห้ะ! นับพันปีเลยเหรอคะ แล้วทำไมถึงต้องเป็นฉันด้วยละคะ " น้ำค้างเกาหัวด้วยความไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่
"มันเป็นชะตาชีวิตของเจ้า ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่จะไป"
"แต่ฉันไม่รู้เรื่องอะไรที่นั่นแล้วจะใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไงคะ อีกอย่างมันไม่ได้ย้อนกลับไปแค่ห้าปีสิบปี แต่ย้อนกลับไปหลายพันปีแบบนี้ ฉันจะใช้ชีวิตได้ยังไงละคะท่านเทพ"
น้ำค้างไม่อาจตั้งตัวตั้งรับกับสิ่งที่เธอเผชิญได้ มันเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่เธอจะยอมรับได้ง่ายจริงๆ
"เจ้าจะกังวลไปทำไม ข้าก็มอบมิติให้กับเจ้าแล้วนี่ไง"ชายชราบอกน้ำค้าง
"แค่มิติที่ว่างเปล่าเช่นนี้ในยุคที่ไม่มีอะไรและฉันเองก็ไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับที่นั่นเลย ท่านคิดว่ามันยุติธรรมเหรอคะ?"
น้ำค้างถามท่านเทพด้วยความรู้สึกไม่ยุติธรรม เพราะในเมื่อจะส่งเธอไปอดีตแล้วก็ควรรับผิดชอบเธอบ้าง
"เอาเถิด ข้ารู้ว่าเจ้าจะเอ่ยเช่นนี้จึงมาแนะนำกับเจ้าไงละ ก่อนไปเจ้าก็จงนำเงินของเจ้าในตอนนี้ไปซื้อของที่คิดว่าจำเป็น อีกสามวันข้าจะพาเจ้ากลับไปและเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะได้รู้ทุกอย่างเอง"ชายชราแนะนำน้ำค้าง
"แล้วข้าจะย้อนกลับไปยังไง ไปที่ไหนและไปหาใครคะ?"
"พอไปถึงเจ้าก็จะได้รู้เองแหละ รอลุ้นเอาแล้วกันนะ ข้าไปละ แล้วเจอกันในอีกสามวันข้างหน้า ลาก่อน"
เมื่อพูดเสร็จแล้ว ชายชราเทพก็ได้หายไปในพริบตา ส่วนน้ำค้างนั่งอยู่บนเตียงไม่ขยับไปไหน
เธอคิดว่าเธอควรยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นหากมันเป็นโชคชะตาของเธอจริงแม้ว่ามันเป็นเรื่องที่พลิกผันชีวิตไปอย่างมากก็ตาม แต่ที่นี่เธอไม่มีภาระอะไรให้ต้องเป็นห่วง หากเธอไปจริงหรือเกิดอะไรขึ้นก็คงไปได้อย่างสบายใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังกังวลอยู่ลึกๆ ภายในใจของเธอ เพราะไม่รู้ว่าเธอจะต้องเจอกับอะไรบ้าง