คาสโนว่าร้อนสอนรัก1
ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง
ไลน์กลุ่มเด้งเสียงดังระรัว ไปหมด หนุ่มหล่อมาดเข้มนามปรเมศวร์ที่กำลังขับรถสปอร์ตหรูคู่ใจหันมองแล้วผิวปากหวืออย่างไม่คิดจะเปิดอ่าน แต่ขับต่อไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องหัวเสียเมื่อรถคันเก่งไม่รู้เป็นอะไร จู่ๆ เกิดจะรวนขึ้นมาเสียเฉยๆ
“เฮ้ยๆๆ อะไรวะ”
คนสวมแว่นตาดำนั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถสบถพร้อมพยายามบังคับรถให้แวะจอดข้างทาง
“เฮ้ย! บ้าชิบ! ให้มันได้อย่างนี้สิวะ เดี๋ยวกลับถึงกรุงเทพฯ ก่อนพ่อจะเปลี่ยนใหม่ป้ายแดงซะเลย”
สภาพรถยังใหม่แต่เขาก็ใช้มันมาหลายปี และดูเหมือนพักหลังๆ มานี่พ่อคุณจะเกเรถี่เกินไปแล้ว
“เฮ้อ!”
คนจอดรถได้นิ่งสนิทดีทอดถอนลมหายใจยกใหญ่ ก่อนฟาดมือตบพวงมาลัยไปทีหนึ่ง แล้วหันมาคว้าโทรศัพท์ ปลดล็อคเห็นละว่าเพื่อนสนิทสองคนกำลังคุยกัน กดเข้าไปดูยังไม่ทันได้คุยกับใคร
“แบตหมด เวรกรรม โอ้ยยยย”
ปรเมศวร์จับไอโฟนเครื่องหรูโยนลงบนเบาะข้างที่นั่งคนขับ ยกมือกุมขมับอย่างเซ็งๆ ก่อนเปิดประตูก้าวลงไปจากรถ ยืนหันซ้ายหันขวาอย่างไม่รู้จะไปทางไหนดี
สรุปว่า กว่าจะเดินไปขอความช่วยเหลือจากคนแถวนั้นและกว่าจะตามช่างมาซ่อมรถเสร็จจนกลับมาขับได้เหมือนเดิมมันก็เกือบจะเย็นซะแล้ว
“ฟู่…”
หนุ่มหล่อเป่าปากตัวเองดังๆ เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับเข้ามานั่งในรถอีกครั้ง เขาสตาร์ทเครื่องและรีบขับออกไปด้วยความเร็วสูงพอสมควร เหตุผลก็คือไม่อยากไปถึงจุดหมายให้ดึกมากนักนั่นเอง
ในเวลาเดียวกัน ณ บ้านไร่ปลายตะวัน
เสียงพูดคุยของพี่สาวและพี่เขยที่ดังเล็ดลอดออกมาจากภายในห้องโถง ดึงดูดความสนใจของสาวน้อยในชุดนักศึกษา ซึ่งกำลังจะก้าวผ่านให้ชะโงกหน้าผ่านบานประตูเข้าไปทักทายเสียงแจ๋วๆ ก่อนเดินเข้ามาขอร่วมวงสนทนาด้วยอีกคนหนึ่ง
“สวัสดีค่ะพี่อัฐ พี่ดา” สาวน้อยยกมือไหว้ทักทายทั้งสองคนที่กำลังทำท่าทางว่าเถียงกัน
“หวัดดี”
“อือ จะมาทำไมไม่บอกพี่จะได้ออกไปรับ”
คนถูกถามยิ้มสวยส่งกลับมา ก่อนตั้งคำถามใหม่กลับไปโดยไม่ยอมตอบคำถามที่ตัวเองถูกถามเมื่อก่อนหน้านั้น
“กำลังเปิดศึกโต้วิวาทะเรื่องอะไรกันอีกล่ะคะคราวนี้”
เหตุที่สาวน้อยในชุดนักศึกษาต้องร้องทักออกไปแบบนั้น เป็นเพราะว่าพี่สาวกับพี่เขยของหล่อนมักถกเถียงกันเสียงดังด้วยเรื่องจิปาถะแบบนี้เป็นประจำ
‘ถกเถียง’
ที่กำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่จะบอกว่าพี่สาวกับพี่เขยของหล่อนชอบทะเลาะเบาะแว้งกันหรืออะไรหรอกนะ เพียงแต่คนทั้งคู่มักชอบพูดจาเสียงดัง แบบไม่มีใครยอมใคร ที่ผลสุดท้ายก็ต่างขึ้นเสียงดังด้วยกันทั้งสองคน มันเป็นเสียงชนิดที่ต้องบอกว่า คนอื่นผ่านมาได้ยินเข้า คงคิดว่าผัวเมียคู่นี้ทะเลาะกันจนถึงขั้นจะลงไม้ลงมือเลยนั่นแหละ ทั้งที่จริงๆ คือไม่มีอะไรมากไปกว่าการถกเถียงกันหรอก
ทว่าสำหรับยุวดีนั้นหล่อนชินเสียแล้ว เพราะรู้ดีว่าสองคนนี้รักกันมาก แม้จะมีเรื่องให้ถกเถียงกันได้ไม่เว้นวันก็เถอะนะ แต่ถึงอย่างนั้น..ยังนับได้ว่าทั้งสองก็ยังเป็นคู่รักที่น่าอิจฉาคู่หนึ่ง ก็พี่แก..เวลาหวานงี้น้ำตาลยังต้องยอมเรียกพี่เลยจ้า
“ก็พี่อัฐน่ะสิ...”
ยุวดาพูดที่บอกว่าหล่อนไม่พอใจ
“พี่บอกจะพาเราไปฝากไว้ที่บ้านของพี่อิฐ ช่วงที่เราต้องเข้าไปฝึกงานในกรุงเทพฯ ก็ไม่ยอม”
ยุวดายังพูดด้วยเสียงงอนๆ หันมามองหน้าน้องสาว ที่ส่งยิ้มแป้นเข้าหา ยุวดีอยากจะหัวเราะขำท่าทางกระเง้ากระงอดเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ของพี่สาวเสียจริงๆ แต่ที่ทำได้คือแค่ยิ้มอย่างกลั้นความขำเอาไว้เท่านั้น ในขณะที่เวลานี้ยุวดากำลังพูดมาอีก ด้วยน้ำเสียงฟังราวกับฟ้อง แถมหน้างี้ยังงอหงิกมากกว่าเดิมเสียอีก
ยุวดี เลิกคิ้วโก่งเรียวขึ้นมองอาการของพี่สาว ที่ทำท่าราวกับเด็กเอาแต่ใจตัวเอง ก่อนหันมองทางพี่เขยอีกครั้งด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มขำๆ ที่จวนจะหลุดเสียงหัวเราะแหล่ มิหลุดแหล่ หากแต่ อัฐ.. คนเป็นพี่เขยของหล่อนนั้น มองตอบกลับมาทำหน้าเฉยอยู่ ไม่ได้ยิ้มหรือว่ามีทีท่าว่าจะขำไปกับหล่อนด้วย ยุวดีเห็นเขาเพียงแค่ส่ายหน้าไปมา อย่างที่ยุวดีดูออก พี่เขยของหล่อนคงรู้สึกเหนื่อยหัวใจเต็มที นี่คงเถียงกันมาสักพักแล้วแน่ๆ เลย แต่ก็ดูเอาเถอะว่า ยุวดาพี่สาวของหล่อนไม่มีทีท่าว่าจะยอมง่ายๆ ฮึ...ก็ร้ายไม่หยอกหรอก พี่ยุวดาของหล่อนน่ะ
“ดาล่ะซี...ไม่ฟังเหตุผลของพี่บ้างเลย”
ยุวดาได้ยินเสียงถอนหายใจหนักๆ ดังมาจากทางฝั่งของคนเป็นพี่เขย ก่อนที่พี่เขยของหล่อนพูดประโยคนั้นออกมา ด้วยเสียงที่บอกความไม่พอใจ พอๆ กับที่พี่สาว ของหล่อนพูดเหมือนฟ้องเมื่อตะกี้นั่นแหละ
“นายอิฐน่ะมันเป็นผู้ชายนะ และที่สำคัญยังโสด แถมอยู่ตัวคนเดียวอีกต่างหาก เพราะพ่อแม่ก็ไม่มีแล้ว ท่านเสียไปแล้วตั้งนานอย่างที่ดาเองก็รู้ๆ อยู่ ...อ้อ...นายอิฐเขายังมีน้องชายฝาแฝดอีกคน แต่ก็ระเห็จออกมาอยู่ต่างจังหวัดเสียกับเมีย เพราะชอบทำไร่อยู่อย่างสงบมากกว่าต้องใช้ชีวิตวุ่นวายอยู่ในเมืองหลวงเหมือนอย่างนายอิฐเขา”
ยุวดียิ้มขำที่ตอนท้ายของประโยค พี่เขยของหล่อนประชดยุวดาเสียให้ แต่ก็นั่นแหละ พูดขนาดนี้ยุวดายังทำ ไม่เข้าใจอีก