ตอนที่1 น่าเบื่อ
ประเทศไทย
ชายร่างสูงหุ่นดีขายาวราวกับนายแบบก้าวลงจากเครื่องบินส่วนตัวด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแฝงไปด้วยความเบื่อหน่ายไม่น้อยเมื่อนึกถึงคำพูดผู้เป็นพ่ออย่าง เฟ่ยหรง เจียงฉิน
“ฉันจะกลับไปอยู่ฮ่องกงถาวรแล้ว แกต้องมาดูแลธุรกิจต่อที่ประเทศไทย ถ้าแกไม่มาธุรกิจส่งออกรถหรูของแกฉันจะยกเลิกมันให้หมด แล้วอีกเรื่อง…ฝากดูแลหลานสาวคุณนิด้วยแค่ปีเดียวหนูรัณก็จะเรียนจบแล้ว หลังจากนั้นฉันจะให้เขาย้ายตามคุณนิมาอยู่ที่ฮ่องกง”
“หึ! ดูแลหลานสาวเมียใหม่งั้นหรอ” ฟราน ก็พึมพัมออกมาเบาๆเมื่อนึกถึงคำพูดผู้เป็นพ่อพร้อมกับแววตาที่มีแต่ความเรียบนิ่งไม่แสดงอาการใดๆ เขาไม่ได้กลัวคำขู่ผู้เป็นพ่อสักนิดมันก็เป็นแค่ส่วนนึงที่เขายอมมาอยู่ที่นี่แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นเขาก็แค่มีธุรกิจใหม่ที่จะทำกับหุ้นส่วนที่เป็นเพื่อนเค้าต่างหาก
“นายครับ นายท่านโทรมาบอกว่าถึงแล้วให้รีบเข้าไปหาครับ” เป็นเสียง ทีเจ มือขวาของฟรานเอ่ยขึ้นเพื่อแจ้งกับเจ้านายตัวเอง
“อึ้ม”
คฤหาสน์สุดหรู
ตึก ตึก ตึก เสียงฝีเท้าคนจำนวนมากที่เดินลงมาตามเจ้านายตัวเองด้วยใบหน้านิ่งเรียบไม่ต่างกัน ก่อนจะเดินทางกันมานั้น ฟรานได้สั่งให้ลูกน้องนำทุกอย่างที่เขาต้องการมายังประเทศไทยจนหมดไม่ว่าจะเป็นรถหรูของเค้าและลูกน้องจำนวนนึงที่ล่วงหน้ามาก่อนเพื่อจัดการให้บ้านหลังนี้เป็นที่ส่วนตัวของเขาและคนที่ไม่เกี่ยวข้องฟรานให้ออกไปให้หมดโดยให้ไปอยู่ในความดูแลของ โฟล์ ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาที่มาประจำการอยู่ที่ประเทศไทยสักพักแล้ว
“มาแล้วหรอ” เสียงทุ้มนิ่งเรียบของเฟ่ยหรงผู้เป็นพ่อเอ่ยถามลูกชายเพียงคนเดียวของตัวเองก่อนจะมองสำรวจคนตรงหน้าที่แทบไม่ค่อยได้เจอกัน
“ครับ” ฟรานก็ตอบกลับนิ่งๆพร้อมกับปรายตามองยังภรรยาใหม่ของผู้เป็นพ่อที่ชื่อ วนิดา
“คุณฟรานเดินทางมาเหนื่อยๆขึ้นไปพักผ่อนข้างบนก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวฉันจะให้คนเตรียมกับข้าวไว้ให้” วนิดาก็เอ่ยบอกอีกคนพร้อมกับยิ้มบางๆด้วยความเกร็งไม่น้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับลูกชายของสามีที่เสมือนเป็นลูกเลี้ยงของเธอ
ฟรานไม่ตอบอะไรกลับไปเพียงแต่เดินผ่านหน้าผู้เป็นพ่อกับภรรยาใหม่ของเค้าไปด้วยใบหน้าเรียบเฉยและในใจของเขานั้นกับมีแต่คำว่า น่าเบื่อ น่ารำคาน
“ไอ้ลูกเวร” เฟ่ยหรงก็อดหัวเสียไม่ได้กับท่าทีไม่มีมารยาทเหล่านั้นของคนเป็นลูก
“แล้วนี่มันขนคนมาทำไมเยอะแยะ ไหนจะไล่คนของเค้าไปอยู่ที่อื่นอีกเอาแต่ใจยังไงก็ยังเป็นแบบนั้น น่าปวดหัว” พร้อมกับมองไปยังเหล่าลูกน้องของลูกชายด้วยความไม่สบอารมณ์ เฟ่ยหรงเองพอจะรู้ว่าเบื้องหลังลูกชายตัวเองทำอะไรบ้างแต่คนหัวแข็งแบบนั้นห้ามไปก็ไม่มีประโยชน์ อีกอย่างเขาก็ไม่ใช่คนใสสะอาดร้อยเปอร์เซ็นเช่นกัน
“อย่าอารมณ์เสียเลยนะคะ” วนิดาก็แตะแขนผู้เป็นสามีเบาๆด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนที่เฟ่ยหรงจะหันมามองภรรยาตัวเองด้วยสายตาอ่อนลง วนิดาไม่เคยเปลี่ยนไปเลยเธอใจดีและอ่อนหวานยังไงก็ยังงั้น ตลอดเจ็ดปีที่อยู่ด้วยกันมาวนิดาทำเขามีความสุขมาก ตั้งแต่ภรรยาเก่าเขาเสียนั่นก็คือแม่ของฟราน ที่จากไปตั้งแต่ฟรานยังเด็ก เขาก็ไม่เคยมีใครใหม่อีกเลย ใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทให้กับงานและธุรกิจมากมายที่เขามี จนกระทั่งมีโอกาสมาทำธุรกิจที่ประเทศไทยและพบรักกับวนิดาทั้งสองตกลงใจคบกันและแต่งงานกันในที่สุด
“แล้วนี่หนูรัณโอเคแล้วใช่ไหม” เฟ่ยหรงก็เอ่ยถามภรรยาด้วยความเป็นกังวลไม่น้อย
“ก็โอเคแล้วค่ะ” วนิดาเองก็อดเป็นห่วงหลานสาวคนเดียวไม่น้อย ดารัณ คือหลานสาวคนเดียวที่วนิดานำมาส่งเสียเลี้ยงดูเพราะน้องสาวกับน้องเขยของเธอได้จากไปกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทำให้ตอนนี้ดารัณไม่เหลือใคร เธอรักหลานคนนี้มากรักเหมือนลูกคนนึงด้วยซ้ำ
“ที่จริงนิอยากให้หลานไปพร้อมเราเลยแต่รัณบอกว่าใกล้จบแล้วไม่อยากย้ายไปเริ่มใหม่ค่ะ” วนิดาก็เล่าเรื่องที่เธอได้พูดคุยกับหลานสาวถึงการย้ายไปอยู่ฮ่องกงถาวร
“หวังว่าหนึ่งปีต่อจากนี้คุณฟรานจะใจดีกับหลานสาวของนินะคะ” วนิดาก็ทำสีหน้ากังวลออกมาเพราะความเป็นห่วงหลาน
ด้านเฟ่ยหรงได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มน้อยๆออกมาพร้อมกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างในหัวไปด้วย
โต๊ะอาหาร
หลังจากวนิดาให้คนไปตามฟรานลงมาทานข้าว ตอนนี้คนตัวโตก็นั่งอยู่ตรงข้ามกับวนิดาด้วยใบหน้านิ่งเรียบเช่นเคย
“หนูรัณมาถึงรึยัง” เป็นเสียงของเฟ่ยหรงเอ่ยถามภรรยาตัวเองขึ้นซึ่งตอนนี้ทั้งหมดกำลังรอใครอีกคนที่กำลังกลับจากมหาวิทยาลัย
“อยู่หน้าบ้านแล้วค่ะ” วนิดาตอบกลับสามีไปไม่นานก็มีใครเด็กสาวหน้าตาน่ารักคนนึงวิ่งเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบด้วยความเกรงใจและมีสีหน้าตื่นไม่น้อย ก็เพราะบริเวณรอบบ้านตอนนี้เต็มไปด้วยชายชุดดำที่มองมายังเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉยและดูดุดันจนดูน่ากลัว
“ขอโทษที่ให้รอค่ะคุณลุงคุณป้า” ดารัณก็รีบยกมือไหว้เพื่อขอโทษกับบุคคลทั้งสองด้วยความรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรๆมานั่งข้างป้านี่มา” วนิดาก็รีบเรียกหลานสาวคนเดียวของตัวเองให้มานั่งข้างๆด้วยความเกรงใจลูกชายเจ้าของบ้านที่นั่งมองอยู่ด้วยแววตาเรียบๆแต่แฝงไปด้วยความหงุดหงิดไม่น้อย
หลังจากดารัณนั่งลงเรียบร้อยแล้วก็เป็นเฟ่ยหรงพูดขึ้นมาก่อนเริ่มจะเสิร์ฟอาหารเพราะอยากจัดการเรื่องที่เค้ากังวลใจให้เรียบร้อย
“หนูรัณทักทายเฮียเค้าสิลูก หลังจากนี้เฮียฟรานเค้าจะดูแลเราแทนลุงกับป้าระหว่างที่เรายังอยู่ที่นี่” เฟ่ยหรงก็เอ่ยบอกหลานสาวภรรยาตัวเองด้วยความเอ็นดูเหมือนลูกสาวคนนึงของเขาเช่นกัน
“สะ..สวัสดีค่ะเฮียฟราน” เมื่อพูดออกไปแล้วดารัณก็ต้องรีบก้มหน้าก้มตาลงด้วยความกลัวปนประหม่า เพราะอีกคนเพียงแค่ปรายตามองเธอด้วยสายตาเย็นชาแฝงไปด้วยความดุดัน ก็ทำเอาเธอแทบไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆเลยทีเดียว ถึงแม้เธอจะเป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวอะไรแต่กลับคนร่างสูงตรงหน้าทำเอาเธอแทบไม่กล้าหายใจด้วยซ้ำ
“หึ! ฉันไม่เคยมีน้อง” เพียงคำพูดสั้นๆแสนเย็นชาของคนตัวโตทำเอาทั้งวนิดาและดารัณถึงกับนั่งบีบมือด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน วนิดานั้นอดจะรู้สึกเป็นห่วงหลานสาวไม่ได้ถ้าต้องอยู่ภายใต้การปกครองของฟรานส่วนดารัณเมื่อได้ยินแบบนั้นก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้และรู้สึกไม่ชอบใจในคำพูดของอีกคน เธอจึงทำได้เพียงลอบทำปากขมุบขมิบตามประสาคนดื้นรั้นและเธอคงไม่รู้ว่าท่าทีเหล่านั้นได้อยู่ในสายตาของผู้ปกครองในอนาคตของเธอเรียบร้อยแล้ว
“พูดกับน้องดีๆนะฟราน!” เฟ่ยหรงที่รู้สึกไม่ชอบใจกับคำพูดไม่รักษาน้ำใจคนอื่นของลูกชายก็อดจะปรามไม่ได้
“พ่อมีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่ไหม ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัว” เมื่อบอกผู้เป็นพ่อเสร็จแล้ว ฟรานก็ลุกขึ้นและเดินออกไปข้างนอกทันทีด้วยท่าทีไม่สนใจใคร
“แก!” เฟ่ยหรงก็รู้สึกไม่พอใจในความแข็งกระด้างของอีกคนก็อดเลือดขึ้นหน้าไม่ได้ ก่อนที่วนิดาจะจับแขนแล้วส่ายหน้าไปมา
“ปล่อยคุณฟรานไปก่อนเถอะค่ะ คุณฟรานเองก็คงไม่พอใจเท่าไหร่ที่ต้องมาดูแลหลานสาวของนิ” ก่อนจะหันไปมองหลานสาวตัวเองด้วยสายตาเป็นห่วง
“ลุงต้องขอโทษแทนลูกชายลุงด้วยนะ อย่าถือสาเฮียเขาเลยนะลูก”
“ค่ะคุณลุง” แม้ดารัณเองจะไม่ชอบใจกับท่าทีและคำพูดของอีกคนเท่าไหร่แต่เธอก็รำลึกเสมอว่าคุณลุงคุณป้ามีบุญคุณกับเธอมากขนาดไหน ชีวิตนี้เธอจะขอตอบแทนและดูแลทั้งสองคนให้ดีที่สุด ถึงหนึ่งปีต่อจากนี้เธอจะต้องทนอยู่กับผู้ปกครองหน้าดุคนนั้นก็ตามที ทั้งแววตาสีน้ำตาลเข้มที่เรียบนิ่งและแสนเย็นชาแต่ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนที่หล่อและดูดีเอามากๆจริงๆ
“ทานข้าวกันเถอะลูก ทานเสร็จป้ามีเรื่องจะคุยด้วย” วนิดาก็เอ่ยบอกหลานสาวตัวเองเบาๆด้วยความเอ็นดู หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ลงมือทานข้าวเงียบๆด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน