บทที่ 1 : ปะทะ
เอี๊ยด!!!!
เสียงล้อรถยนต์เบียดถนนดังมาจากหน้าบ้านพร้อมกับกลิ่นยางไหม้ที่โชยมาตามลม ทำให้เหล่าคนงานที่นั่งทำงานอยู่ที่ชานระเบียงไม้รีบกุลีกุจอหลบทางให้คนเป็นนายกันแทบไม่ทัน เพราะไม่รู้ว่าคนเป็นนายจะเดินขึ้นมาด้านบนเลยหรือไม่
เนื่องจากหลายวันที่ผ่านมา เจ้านายมักมีโทสะทะยานขึ้นสูงจนน่าตกใจ สาเหตุก็มาจากภาระบางอย่างที่ชายหนุ่มต้องรับผิดชอบเพิ่มจากเดิมนั่นเอง
การหลบทางเดินให้แบบนี้น่าจะเป็นการดีที่สุด คงไม่มีใครอยากเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวด้านล่างอย่างแน่นอน ไม่ใช่ทุกครั้งที่ชายหนุ่มคนนั้นหรือผู้เป็นนายของพวกเธอจะมีอารมณ์โมโหจนขับรถด้วยความรวดเร็วปานพายุมาแบบนี้ น้อยครั้งจนแทบไม่เห็นด้วยซ้ำ เพราะปกติเอกกวินจะเป็นคนสุขุม ไม่ค่อยทำอะไรบุ่มบ่ามหรือมีอารมณ์เกรี้ยวกราดแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ ไม่เลยสักนิด...
เอกกวิน...หรือเอก เด็กกำพร้าเจ้าของไร่ดอกดาวเรืองขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่แห่งนี้ ชายหนุ่มวัยสามสิบปีเต็ม เขาเป็นคนหน้าตาดีรูปร่างสูงใหญ่ มีผิวสีแทนเข้มเพราะตากแดดตากลมทำงานมาเป็นเวลานาน เขาเป็นผู้ชายที่เด็กสาวหลายคนในไร่ฝันหาและหวังว่าจะได้มาเดินเคียงข้างเจ้านายหนุ่มในฐานะคนรู้ใจบ้าง
เพราะทุกคนทราบดีว่าเจ้านายตัวเองไม่ปรารถนาผู้หญิงสวยหรือผู้หญิงเมืองกรุงฯ เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นคนที่เรียกตัวเองว่าสาวบ้านนอกจึงคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ถูกเลือกกันแทบจะทุกคน
หลายครั้งจึงเห็นว่ามีเด็กสาววัยกำดัดหลายคนมาเสนอตัวให้ถึงบ้าน เพียงแต่ทุกครั้งชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านายเลือกที่จะไล่พวกเธอกลับไปด้วยความรำคาญใจก็เท่านั้น เขาไม่อยากเป็นสมภารกินไก่วัด! และที่สำคัญ...อดีตบางอย่างมันยังคงฝังใจทำให้เขาเหนื่อยหน่ายจนถึงขั้นเย็นชากับเรื่องทำนองนี้ไปแล้ว
เดิมที...ชายหนุ่มเป็นเพียงคนสวนของไร่ข้างๆ ที่ปลูกทั้งดาวเรืองและกุหลาบแปลงใหญ่โตของย่านนี้ เขาขยันทำงานและตั้งใจทำงานจนคุณนายภมร แม่ม่ายสาวสูงวัยหรือที่คนมักเรียกกันว่าคุณย่าเกิดเอ็นดูเอกกวินเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง ท่านแบ่งแปลงดาวเรืองให้เขาดูแลและเก็บเกี่ยวไปขายได้โดยไม่คิดเงิน เหมือนกับยกที่ดินส่วนนั้นให้เขาได้ทำกินไปโดยปริยาย
ชายหนุ่มเพียรพยายามทำงานและตั้งใจทำทุกอย่างด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นจนธุรกิจของเขาที่เริ่มจากหนึ่ง เติบโตขึ้นมาจนถึงร้อยได้อย่างทุกวันนี้ แปลงดาวเรืองเล็กๆของเขา ที่ผู้มีพระคุณแบ่งมาให้เพียงหนึ่งส่วน เริ่มขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆโดยใช้เวลาแค่หกปีเท่านั้น เด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปีคนที่มีแต่ตัวแบบเขาก็สามารถสร้างฐานะของตัวเองขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ได้ร่ำรวยมากมาย แต่เขาก็มีความสุขในวิถีชีวิตแบบนี้ วิถีชีวิตแบบพอเพียงและเพียงพอ ไม่ดิ้นรนเกินตัว ไม่ได้ไขว่คว้าอะไรที่เกินกำลัง เขาจึงเป็นสุข...สุขกับทุกอย่างในตอนนี้ เว้นแค่เรื่องเดียวที่เริ่มมารบกวนจิตใจเขาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เรื่องที่ทำให้คนสุขุมอย่างเขาเกิดอยากบีบคอใครสักคนขึ้นมา... คนที่ผู้มีพระคุณของเขารักปานดวงใจ
คุณนายภมร นรากร หญิงชราวัยเจ็ดสิบห้าปีเจ้าของไร่ปลูกรัก ท่านมีครอบครัวแต่แทบไม่เหลือใครอยู่ที่นี่เลย สามีของท่านจากไปหลายปีแล้ว มีลูกชายคนเดียวที่ทำงานเป็นทูต...ก็ไม่ได้สนใจงานตรงนี้และไม่ได้คิดจะมาสานต่องานในไร่ในสวนแบบนี้เลยสักนิด หลานสาวและหลานชายที่ไปอยู่กรุงเทพฯ เป็นเวลาหลายปีก็ไม่รู้ว่าจะสนใจงานหนักแบบนี้หรือเปล่า แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่สร้างร่วมกันมากับคู่ชีวิตตั้งแต่ครั้งยังเป็นหนุ่มสาว จึงไม่อาจปล่อยให้สิ่งนี้มันสูญหายไปได้ อย่างน้อยก็น่าจะมีคนมาสานต่อเอาไว้ สานต่อสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นทั้งหมดของชีวิตของคนแก่คนหนึ่งก็ว่าได้
หญิงชราโทรไปคุยกับลูกชายเพียงคนเดียวที่ตอนนี้กลับมาอยู่ไทยได้ราวสัปดาห์แล้ว ความพยายามที่จะโน้มน้าวใจหลานคนใดคนหนึ่งจากสองคนมาดูแลงานต่อจากตัวเองถูกงัดออกมาใช้หมด จนคนเป็นลูกเกิดใจอ่อนและอาสาจะถามบุตรสาวคนโตที่ค่อนข้างชอบวิถีชีวิตแบบนี้ให้ ไม่นานข่าวดีจากปากลูกชายก็ทำให้คนแก่ได้รอยยิ้มกลับมา เพราะคนที่ลูกชายของคุณภมรคิดว่าเหมาะสมกับงานแบบนี้มากที่สุดก็คือบุตรสาวคนโต จึงรับปากกับคนเป็นแม่...ว่าจะให้หลานสาวคนโตที่เคยแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนนางบ่อยๆ ได้กลับมาทำงานที่บ้านเกิดของผู้เป็นย่าและสานต่องานต่างๆที่จำเป็นต้องรู้ เพราะตอนนี้หญิงชราไม่สามารถเดินเหินได้อย่างแต่ก่อนแล้ว วารุณีหรือหนูวา เด็กสาวร่างท้วมหน้าตาน่ารักจึงถูกทาบทามจากผู้เป็นพ่อถึงความสมัครใจในเรื่องนี้ ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ได้ขัดอะไร เพราะเจ้าหล่อนดันว่างงานพอดิบพอดี คนเป็นย่าจึงสมใจเพราะแม่สาวน้อยที่รักปานแก้วตาดวงใจก็ตอบตกลงทันทีที่ทราบข่าวเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยหลังจากที่เดินทางมาถึงได้เพียงสามวัน... หญิงชราก็แนะนำให้เอกกวินรู้จักกับเธอ...เด็กผู้หญิงที่เขารู้สึกไม่ชอบท่าทางแก่นแก้วของเธอขึ้นมาดื้อๆ!!
เอกกวินก้าวเท้าลงมาจากรถกระบะคู่ใจพร้อมกับลากแขนใครบางคนลงมาจากรถด้วยความรุนแรง ก่อนเสียงโวยวายของคนที่โดนลากจะดังขึ้น พร้อมกับเสียงประตูรถที่ปิดดังตามแรงโทสะของคนปิด คนโดนลากตวัดสายตามองชายหนุ่มตรงหน้าทันทีที่เขาออกแรงดึงมากขึ้นไปอีก เมื่อเธอแสดงออกชัดเจนว่าเธอจงใจขัดขืนเขา!
เด็กสาวร่างท้วมสวมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีฟ้าพับแขนเล็กน้อย กับกางเกงยีนขายาวที่มีรอยขาดแบบที่วัยรุ่นนิยมใส่กัน กำลังยืนจ้องมองคนตัวโตด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เพราะอะไรน่ะหรอ... เพราะเขาชอบใช้ความรุนแรงกับเธอน่ะสิ!
“ปล่อยนะ... ไอ้เถื่อน...ไอ้...ไอ้คน...” คนพูดพยายามแกะมือชายหนุ่มออก พร้อมกับสะบัดมือไปมาด้วยความโมโห ปากก็พร่ำว่าคนตรงหน้าไม่หยุดหย่อน
“หุบปากไปเลยนะยายตัวแสบ เธอมีความผิดหลายเรื่องนะวันนี้ แล้วนี่...ใครใช้ให้เธอพูดมากกับคุณย่าแบบนั้น” คนที่มีโทสะอยู่ยิ่งบีบมือหญิงสาวตรงหน้าแน่นขึ้นไปอีก เมื่อนึกถึงเรื่องสุดท้ายที่ถามออกไป เพราะถ้าเขาไม่บังเอิญไปได้ยินเข้า... คงไม่โกรธแม่ตัวดีขนาดนี้หรอก
“พูดอะไร...คิดไปเอง บ้าหรือเปล่า...ฉันแค่คุยไปเรื่อยเปื่อย” คนมีความผิดเม้มปากเป็นเส้นตรง เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่กลัวทั้งที่ในใจนั้นวูบไปนานตั้งแต่ที่เขาพูดว่าได้ยินแล้ว เพราะไม่คิดว่าเขาจะรู้และเข้าไปลากเธอออกมาจากแปลงกุหลาบที่เขาสั่งห้ามนักหนาว่าไม่ให้เธอเข้าไปวุ่นวาย แล้วที่ซวยสุดๆก็คงบังเอิญว่าคุณย่าของเธอโทรมาพอดี เธอก็แค่เล่าเรื่องราวไปแบบเข้าข้างตัวเองนิดหน่อยเท่านั้นเอง
“โกหก!” คนตัวโตตวาดเสียงดัง แววตาดุๆจ้องมาแบบไม่ละสายตา
“ปล่อยสิ... ปล่อยนะ ไอ้บ้านี่...มันเจ็บ!” หญิงสาวหอบหายใจ พร้อมกับจ้องหน้าคนจับอย่างเอาเรื่อง