พัง
ชัชชุอรเหยียบลงบนผืนแผ่นดินแม่หลังจากที่เธอจากไปเมื่อห้าปีก่อน เธอเพิ่งกลับมาจากสหราชอาณาจักร หญิงสาวไปเรียนต่อปริญญาโทด้านโภชนาการและการกำหนดอาหาร จากนั้นติดลมทำงานที่นั่นต่ออีกหลายปี
จนถึงสองสัปดาห์ก่อนที่เธอเพิ่งรู้ว่า 'ทัพพ์' คนรักของเธอมีคู่หมั้นอยู่แล้ว และเขากำลังจะแต่งงานกันที่เธอรู้เพราะเพื่อนของคู่หมั้นคนรักเป็นคนเดินมาบอกเธอเอง ว่าจริงๆ แล้วคนรักของเธอ เขาไม่ได้โสดแบบที่เข้าใจ
“คุณคะ วันนี้มีคนมาหาชุที่โรงพยาบาลค่ะ” เธอเริ่มต้นพูดกับเขาบนโต๊ะอาหารเย็น ชัชชุอรใช้ชีวิตร่วมกันกับทัพพ์มาได้หนึ่งปีแล้ว หลังจากที่คบหาดูใจมาหนึ่งปีเต็ม
“ใครเหรอชุ” ทัพพ์ถามไปแบบนั้นเอง เขาไม่คิดว่าตัวเองจะรู้จักคนในแวดวงสังคมของชัชชุอร เพราะเขาและเธอทำงานกันคนละสาขาอาชีพ และอายุก็ต่างกันหลายปี
ชายหนุ่มเป็นนักลงทุนทางการเงินและตลาดหุ้น เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับหลายองค์กร และเขาอายุมากกว่าชัชชุอร 5 ปี
“ผู้หญิงค่ะ เธอบอกว่าชื่อมณิสร คุณรู้จักไหมคะ” เธอถามเสียงเรียบ
ทัพพ์นิ่งคิด เขาแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักผู้หญิงที่ชื่อมณิสรเลยไม่ว่าจะที่ไหน หรือที่ไหน
“ไม่นะ ใครเหรอ” เขาตอบอย่างมั่นใจ
ชัชชุอรเม้มปาก ก่อนที่จะเธอจะเรียบเรียงคำพูดออกมา
“เธอบอกว่าเธอเป็นเพื่อนกับศกุนตลาคู่หมั้นของคุณค่ะ”
ทัพพ์นิ่งงัน ในขณะที่ชัชชุอรมองปฏิกิริยาของเขา การนิ่งของเขามักจะหมายถึงการยอมรับ
“เธอบอกว่าคู่หมั้นของคุณกำลังจะมาที่นี่ และคุณต้องแต่งงานกับคุณศกุนตลา จริงไหมคะ” หญิงสาวถามพร้อมกับกลั้นใจฟังคำตอบ
ทัพพ์ไม่ตอบ เขาเพียงแค่พยักหน้านี่คือสิ่งที่เขาอยากให้ชัชชุอรรู้ช้าที่สุด เพราะไม่รู้จะบอกเธอยังไง
หลังจากที่ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศนานราวสิบนาที ชายหนุ่มเป็นฝ่ายพูดออกมา
“ผมมีข้อตกลงบางอย่างกับผู้ใหญ่ของศกุนตลา ผมต้องแต่งงานกับเธอ” ถึงแม้ว่าจะรักหรือไม่รักก็ตาม เขาคิดในใจ
ชัชชุอรหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์
“ชุ ผมอยากจะขอให้เราเป็นเหมือนเดิมได้ไหม”
เธอนึกขำในใจ แต่มันไม่ขำมันคือตลกร้าย
“เมื่อสองปีคุณขอคบฉันเป็นแฟน ปีที่แล้วคุณขอให้เราใช้ชีวิตด้วยกันแล้วตอนนี้คุณจะขอให้ฉันเป็นเมียน้อยคุณเหรอ”
ทัพพ์สะอึก คำพูดของเธอสั่นคลอนความเชื่อในด้านจริยธรรมของตัวเขาเองอย่างรุนแรง
“คุณมีสิทธิ์จะขอ แต่ฉันมีสิทธิ์ไม่ตกลงค่ะ ฉันจะอยู่ที่นี่อีกสองสัปดาห์แล้วฉันจะย้ายออก” เพราะในต่างประเทศการหาที่อยู่ใหม่กระทันหันไม่ใช่เรื่องง่าย เธอยังต้องการเวลาในการเตรียมการ
“ชุ อย่าไปได้ไหม” ในที่สุดเขาก็หาเสียงตัวเองเจอ และเพราะรู้ว่าตัวเองผิดเขาจึงไม่กล้าดึงดันเท่าที่ใจอยากทำ
ชัชชุอรลุกจากโต๊ะอาหาร เก็บจานของตนเองไปทำความสะอาด การไม่ตอบของเธอคือคำตอบที่ชัดเจนแล้ว
หลังจากนั้นสองหนุ่มสาวอยู่ในห้องเดียวกันแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการพูดคุยหากไม่จำเป็น ชัชชุอรตัดสินใจจะกลับเมืองไทยแทนการหาอพาร์ทเม้นใหม่ หากใครจะว่าเธอหนีปัญหาเธอก็ยอมรับ แต่เธอไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเข้มแข็งให้ใครได้เห็น ที่นี่ไม่มีใครที่เธอต้องแคร์อีกแล้ว
ในคืนสุดท้ายก่อนที่เธอจะเดินทาง ทัพพ์เดินเข้ามาในห้องนอนของเธอ ชายหนุ่มเดินตรงมากอดเธอ แรงกอดรัดบวกกับกลิ่นเหล้าคละคลุ้งจนชัชชุอรตื่น เธอแทบไม่เคยเห็นเขาดื่มเลยตลอดเวลาที่คบและอยู่ด้วยกัน
“คุณ ปล่อยนะ” หญิงสาวดันหน้าเขาออก แต่เขาทิ้งน้ำหนักลงบนร่างเธอทั้งตัว
“ชุ ผมขอคืนสุดท้ายก่อนจะไป ชุให้ผมอยู่ด้วยได้ไหม” เขาวอนขอ เธอนิ่งงันกับคำพูดนั้น เมื่อเธอนิ่งเขาจึงเอื้อมมือไปดับไฟ จากนั้นทั้งห้องมีเพียงเสียงลมหายใจ เสียงการเคลื่อนไหว และคำบอกรัก
“ชุ ผมรักชุอย่าไปได้ไหม ผมไม่ได้เห็นชุเป็นเมียน้อยแต่ผมยังไม่รู้จะทำยังไง” เขาพูดก่อนที่เขาจะหลับไปในคืนนั้น
หญิงสาวตื่นจากภวังค์เมื่อจนท.ตม.เรียกสอบถามข้อมูลสองสามประโยค ชัชชุอรดึงสติกลับมาในเมื่อเธอเลือกมูฟออน ก็ต้องทำให้ดีที่สุด
หญิงสาวยิ้มเมื่อเดินออกมาด้านนอกแล้วพบคนที่มารอ
“พี่ริน สวัสดีค่ะมานานรึยังคะ”
ไอยวรินทร์มารับเพื่อนรุ่นน้องและเป็นญาติห่างๆ ด้วย ชัชชุอรเป็นลูกของอนุภรรยาของลุง เธออายุน้อยกว่าไอยวรินทร์สองปี ตอนเรียนมหาวิทยาลัยชัชชุอรเรียนสถาบันเดียวกัน ถึงแม้จะห่างกันสองปี แต่ก็ยังได้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย
“เพิ่งมา แล้วชุล่ะเหนื่อยไหม” เธอจับตัวญาติสาวอย่างสำรวจเมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของอีกฝ่าย ไอยวรินทร์เป็นคนช่างสังเกตุ เธอมักจะรับรู้ได้เร็วหากใครที่สนทนาด้วยไม่อยู่ในสภาวะปกติ
“นิดหน่อยค่ะพี่ริน คงจะเจ็ทแล็ก” เธอตอบ
อาการเจ็ทแล็กนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย มักเกิดจากการเดินทางที่ยาวนานหรือการเดินทางข้ามเขตโซนเวลาที่มีความแตกต่างกันมากๆ อาการของผู้ที่เป็นเจ็ทแล็กส่วนใหญ่ มักจะเกิดความอ่อนล้า อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ ไม่อยากอาหาร รู้สึกเวียนศีรษะและไม่อยากอาหาร นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกเครียด วิตกกังวลและหงุดหงิดง่ายร่วมด้วย
“ฮื่อ” ไอยวรินทร์พยักหน้ารับรู้ “งั้นไปพัก จะกลับบ้านหรือจะไปไหน”
ชัชชุอรหน้าหมองลง “ชุไม่มีบ้านหรอกค่ะ บ้านนั้นไม่ใช่บ้านชุอยู่แล้ว” เธอหมายถึงบ้านของบิดาที่มีภรรยาหลวงอยู่ด้วย ตั้งแต่มารดาเสียในตอนอายุ 16 ปีเธอถูกบิดาบังคับให้อยู่ที่นั้น เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่ขาดแม่ต้องมาอยู่ร่วมชายคากับภรรยาหลวงของบิดา และพี่น้องต่างแม่ที่ไม่มีใครเอ็นดู
ทางออกของชัชชุอรคือการพยายามดิ้นรนไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยการสอบชิงทุนไปเอง และเมื่อได้ทุนแล้วบิดาถึงจะให้เงินไปอีกก้อนหนึ่งพร้อมกับบอกว่า
“ชุโตแล้วก็ต้องดูแลตัวเองนะ อันนี้ถือว่าพ่อให้ไปเป็นทุนเป็นเงินขวัญถุงเริ่มต้นชีวิตใหม่ พ่อคงไม่มีอะไรให้ชุแล้ว รักษามันดีๆ ทำให้มันงอกเงย” เธอรับเช็คใบนั้นจากบิดาด้วยดวงตาที่พร่ามัว มันเป็นตัวเลขจำนวน 8 หลัก เงินหลักสิบล้านที่แลกกับการที่เธอไม่ใช่คนในบ้านอีกต่อไป
คำพูดนั้นเหมือนเป็นการบอกว่า ต่อไปเธอต้องดูแลตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็ควรแก้ไขเอง เธอจึงอยู่ที่นั่นต่อเมื่อเรียนจบไม่คิดจะกลับไทย จนเมื่อเกิดเหตุเรื่องอดีตคนรักเธอมีปมเรื่องเมียน้อยอยู่แล้ว สถานะนั้นเธอเห็นมารดาเธอเป็นมาทั้งชีวิต มองเห็นและเข้าใจถึงความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นน้อยหรือหลวง และความทุกข์นั้นถูกส่งต่อให้ลูกอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อทัพพ์พูดแบบนั้นมันจึงเป็นการสะกิดปมของเธออย่างแรง
ไอยวรินทร์ตบบ่าหญิงสาวรุ่นน้อง
“งั้นไปนอนที่ฉัตรเพชรก่อนสักวันสองวัน แล้วพี่จะแนะนำที่พักดีๆ ให้ หรือหาบ้านก็ได้ พักก่อนแล้วค่อยมาคิดว่าจะเอาไงต่อ” อีกหนึ่งชม.ต่อมาเธอจึงมาถึงโรงแรมฉัตรเพชร ซึ่งเป็นกิจการในครอบครัวของไอยวรินทร์
ฝ่ายเจ้าของสถานที่เปิดห้องพิเศษให้เธอ และบอกว่า
“ถ้าเจ็ทแล็กต้องปรับเวลาให้เร็วที่สุด ตอนนี้จะห้าทุ่มแล้วหิวไหม”
ชัชชุอรพยักหน้า ตั้งแต่เธอออกจากห้องพักของทัพพ์ จนเดินทางมาถึงนี่เธอยังไม่ได้ทานอะไรนอกจากของว่างไม่กี่คำบนเครื่องและน้ำเปล่า
“ก็หิวค่ะ”
“งั้นสั่งอะไรขึ้นไปทาน โจ๊กแล้วกันร้อนๆ จะได้คล่องคอ นอนหลับสบาย” หญิงสาวบอกพนักงานที่ฟร้อนท์ให้โทรสั่งอาหารที่ครัว และนำไปส่งบนห้องพักของชัชชุอร
เธอเดินขึ้นไปส่งญาติสาวด้วยตัวเอง หญิงเปิดประตูให้แล้วบอกชัชชุอรว่า
“กินแล้วก็อาบน้ำนอนนะ พรุ่งนี้พี่ต้องเข้ามาที่นี่อยู่แล้ว ค่อยคุยกันว่าจะเอายังไง”
“ขอบคุณค่ะพี่ริน” อย่างน้อยไอยวรินทร์ก็ทำให้เธอรู้สึกได้ว่า การกลับมาที่นี่ก็ยังไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป