บทที่1องค์หญิงอ้ายฉิง
องค์หญิงน้อยผู้เกิดมาจากความรักของผู้เป็นมารดา มีนามแห่งรักว่า อ้ายฉิง แต่เป็นเพราะมารดาได้กระทำความผิดเนื่องจากหลง
มัวเมาอยู่กับลาภยศ และความรักที่ได้รับ จึงทำให้ต้องถูกจองจำเอาไว้ในตำหนักเย็น ถูกผู้คนลืมเลือนถึงการมีอยู่ ต้องอยู่เพียงลำพังกับ
นางกำนัลคนสนิทนามว่า มี่ฮวาที่ติดตามข้างกายมาตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่บ้านเดิม
ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักเย็นมีเพียงหวังฮองเฮาผู้เป็นเพื่อนสนิทเท่านั้นที่คอยให้การช่วยเหลืออยู่เสมอ แม้ไม่ได้มาบ่อยนัก
แต่ก็พอให้คนทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ได้แบบไม่ขัดสนนัก กระทั่งวันหนึ่งอดีต
ไป๋เต๋อเฟย หรือก็คือไป๋ฮุ่ยเจิน ได้พบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์อยู่ โชคดีที่ได้หวังฮองเฮาคอยเป็นธุระจัดหาหมอจากนอกวังมาตรวจให้ อีกทั้งยังคอยช่วยเป็นธุระหาหมอตำแยมาคอยดูแลจนกระทั่งคลอดให้อีกด้วย
เมื่อครั้งแรกเกิด องค์หญิงน้อยอ้ายฉิงเกิดมาพร้อมกับฤดู
ใบไม้ผลิ ดอกไม้ทั่วทั้งเมืองต่างแข่งกันเบ่งบานส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ และนับเป็นเรื่องอัศจรรย์ใจยิ่งนักที่หลังจากถือกำเนิด องค์หญิงน้อยก็มีกลิ่นกายที่หอมเสียจนผู้คนหลงใหล กลิ่นกายของนางหอม
ดังกลิ่นของดอกหมู่ตานที่แข่งกันผลิบานอยู่ภายนอกตำหนักเย็นนั่น
ครั้นเด็กน้อยถือกำเนิดแล้วหวังฮองเฮาก็คิดว่าควรจะต้องบอกให้ฝ่าบาทได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของบุตรสาวเพียงคนเดียวของราชวงศ์หยาง แต่ไป๋ฮุ่ยเจินผู้เป็นมารดากลับไม่ยินยอม เพราะนับตั้งแต่ถูกผู้เป็นสวามีสั่งจองจำที่ตำหนักเย็นไม่มาเหลียวแลแล้ว นางก็ไม่คิดที่จะให้บุตรสาวของตนต้องออกไปพบเจอกับเรื่องราวของวังหลังที่แสนโสมมเช่นที่นางเคยพบเจอเป็นอันขาด
องค์หญิงน้อยอ้ายฉิงถูกเลี้ยงดูโดยมารดา และพระพี่เลี้ยงมี่ฮวา นอกจากนี้ยังมีเสด็จป้าฮองเฮาแวะมาเยี่ยมเยียนบ้างเป็นครั้งคราว กระทั่งทารกน้อยในวันวานเติบโตขึ้นเป็นเด็กน้อยวัยสี่หนาว ผู้เป็นที่รักของมารดา และคนรอบข้าง โดยเฉพาะหวังฮองเฮาที่มีเพียงบุตรชายจึงทั้งรักทั้งหลงองค์หญิงอ้ายฉิงเป็นอย่างมาก หากพบเจออะไรที่ดี
และสวยงามก็จะนึกถึงนางเป็นคนแรก และมักจะแอบเอาของขวัญล้ำค่ามาให้นางเสมอ
วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาวของปีเกิดพายุหิมะพัดถล่มแคว้นหยาง ผู้คนต่างเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า ชาวบ้านตาดำ ๆ ทนอากาศหนาวไม่ไหวต่างพากันล้มตายทีละคนสองคน องค์หญิงน้อยในตำหนักเย็นอันรกร้างเองก็เช่นกัน เป็นเพราะยังเด็กทนอากาศหนาวเย็นไม่ไหว ตำหนักเย็นก็ผุพังทำให้บังลมหนาวได้ไม่ค่อยดี เด็กน้อยจึงล้มป่วยนอนหลับไม่ได้สติไปหลายวันทำเอาผู้เป็นมารดาร้อนใจไปหมด
“ทำอย่างไรดีมี่ฮวา เหตุใดอ้ายเอ๋อร์จึงตัวร้อนเป็นไฟเช่นนี้เล่า
นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วไยลูกข้าจึงมิดีขึ้นเลย” ไป๋ฮุ่ยเจินผู้เป็นมารดาพูดขึ้นด้วยความร้อนใจ เมื่อเห็นว่าบุตรสาวป่วยหนักมาหลายวันแล้ว
จะออกไปตามหมอ พายุหิมะก็ปิดกั้นเส้นทางไว้หมด ทำให้ไปไหนไม่ได้ จึงทำได้เพียงต้มยาที่มีให้บุตรสาวกินประทังชีวิตไปก่อนเท่านั้น
“องค์หญิงน้อยเป็นผู้มีบุญสูง ป่วยหนักครานี้ต่อไปในภายภาคหน้าจักต้องมีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้นแน่นอนเพคะพระสนม” มี่ฮวานางกำนัลคนสนิทกล่าวในแง่ดี เพื่อมิให้ผู้เป็นนายต้องคิดมาก และทุกข์ใจไปมากกว่านี้ แม้ในใจของนางเองจะรู้สึกหวาดกลัวด้วยก็ตาม
“ข้าบอกไปแล้ว มิให้เรียกข้าว่า พระสนมอีก ให้เรียกข้าว่าคุณหนูเช่นเดิมเจ้าลืมไปแล้วรึมี่ฮวา” ผู้เป็นนายหันมาเอ็ดบ่าวของตนเมื่อนางเผลอเรียกตนด้วยสรรพนามที่ไม่ชอบอีกแล้ว
“บ่าวขออภัยเพคะ เอ่อ เจ้าค่ะคุณหนู” มี่ฮวารีบเปลี่ยนคำทันทีที่เห็นสายตาไม่พอใจของผู้เป็นนาย
“อ้ายเอ๋อร์ลูกแม่ รีบตื่นขึ้นมาพูดเจื้อยแจ้วให้แม่ฟังเถิดนะลูกรัก แม่คิดถึงเสียงของเจ้าเหลือเกินยอดรักของแม่” ไป๋ฮุ่ยเจินจับมือเล็กของบุตรสาวขึ้นมาแนบแก้มตนพร้อมร้องไห้น้ำตารินไหลดูแล้วช่างน่าสงสารนัก บุตรสาวของนางหลับใหลไม่ได้สติมาหลายวันจะให้นางไม่รู้สึกอะไรเลยได้อย่างไรกัน
- กรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 25xx -
ทางด้านหนูน้อยอ้ายฉิงตั้งแต่วันแรกที่หลับใหลไม่ได้สติเพราะพิษไข้ วิญญาณของหนูน้อยก็หลุดออกจากร่าง ก่อนจะล่องลอยไปยังที่ที่ไกลแสนไกล ดวงวิญญาณของหนูน้อยอ้ายฉิงล่องลอยมาติดอยู่กับหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งนามว่า ชะพลูหรือ กันสิตา เลิศคุณวงศ์ เธอเป็นพนักงานตัวเล็ก ๆ ในบริษัทขนาดกลางแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
หนูน้อยอ้ายฉิงได้แต่ลอยตามหญิงสาวไปยังที่ต่าง ๆ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมพอจะคุยด้วยก็คุยไม่ได้ เพราะไม่มีใครมองเห็นนางเลยจึงได้แต่ลอยตามชะพลูไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ชีวิตชะพลูเองก็น่าเบื่อมากเช่นกัน ตื่นเช้ามาอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน พอเลิกงานกลับบ้านก็เอาแต่นั่งอ่านหนังสือ หรือบางทีก็จ้องมองผู้คนที่อยู่ในจอสี่เหลี่ยมได้ทุกวัน
อ้ายฉิงไม่รู้ว่ามันคือหนังสืออะไรแต่หน้าปกงดงามมาก ซ้ำชะพลูยังทำตัวเหมือนคนเสียสติทุกครั้งที่อ่านหนังสือเหล่านั้น บางครั้งก็หัวเราะ บางครั้งก็ร้องไห้เหมือนคนบ้าที่พี่มี่ฮวาเคยเล่าให้ฟัง
องค์หญิงน้อยตามติดชีวิตชะพลูอยู่หลายวันกระทั่งวันหนึ่งหญิงสาวได้มีการนัดแนะกับเพื่อนไปสังสรรค์ข้างนอก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอทำอย่างอื่นนอกจากทำงาน และอ่านหนังสือ ทำเอาองค์หญิงน้อยตื่นเต้นมากที่จะได้ไปที่อื่นบ้างนอกจากที่บ้านกับที่ทำงานของหญิงสาว
วันนี้ชะพลูมีนัด กับเพื่อนที่ผับดังย่านสาทร นาน ๆ ทีจะได้ออกมาเจอเพื่อน ๆ ทำเอาเธอจัดหนักแบบไม่กลัวร่างพังกันเลยทีเดียว
“ไงมึงอีพลูกว่าจะเสด็จมาได้นะมึงมัวทำอะไรอยู่วะ” พัดโบกเพื่อนชายหัวใจหญิงของหญิงสาวทักขึ้นทันทีที่เพื่อนมาถึง เพราะนัดกันสองทุ่มนางมาถึงสามทุ่มไม่เรียกลีลาจะเรียกว่าอะไรดี
“โธ่เพื่อน ก็คนมันเลิกงานช้านี่จ้ะ พอเลิกงานปุ๊บเพื่อนก็รีบแต่งสวยมาเลยนะเนี่ย” ชะพลูรีบแก้ต่างให้ตัวเองทันที ถึงแม้ว่าความจริงเธอจะมัวแต่อ่านนิยายตอนใหม่ที่ไรท์พึ่งอัปเสร็จก็เถอะ
“พอจ้ะพอเลิกเถียงกันได้แล้วจ้า อีพลูเอาอะไรดีวันนี้” ใบตองเพื่อนสนิทอีกคนถามขึ้นเพื่อหยุดการถกเถียงระหว่างสองสาว
“จัดมาเลยแรง ๆ เพื่อน พรุ่งนี้วันหยุดกู เต็มที่โว๊ยยยย!” ชะพลูว่า ก่อนจะยื่นมือไปรับเครื่องดื่มที่เพื่อนยื่นให้ขึ้นมากระดกประหนึ่งไม่ได้ดื่มน้ำมาเป็นปี ๆ แล้ว
“จัดไปเลยเพื่อน!”
แสง สี เสียง ที่ได้เห็นเรียกความสนใจขององค์หญิงน้อยผู้อยู่แต่ในตำหนักเย็นได้เป็นอย่างดี เธอรู้สึกตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่เห็นเต็มไปหมด ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจเลยสักนิดว่ามันคืออะไรก็ตาม
หนูน้อยลอยวนรอบ ๆ ตัวชะพลูด้วยความสนใจใคร่รู้ไปหมด
พี่ชะพลูดื่มน้ำอะไรกันไยจึงดูน่าอร่อยเยี่ยงนี้ดื่มไปก็หัวเราะ เอิ้กอ๊าก
ประหนึ่งคนบ้าที่เคยได้ยินมาไม่หยุด เฮ้อ ช่างน่าเวทนานัก
งานเลี้ยงสังสรรค์ระหว่างหมู่เพื่อนยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ทุกคนต่างพากันเมามายไม่มีชิ้นดี ต่างฝ่ายต่างจัดหนักจัดเต็มชนิดที่ไม่มีใครห้ามใครเลยสักคน ทำเอาองค์หญิงน้อยได้แต่มองด้วยความปลงตก อยากบอกกล่าวกับพี่สาวนักว่ากิริยาการเต้นแร้งเต้นกาอย่างนั้นไม่ใช่สิ่งที่สตรีพึงทำกัน หากท่านแม่มาเห็นท่าทางเช่นนี้เข้าคงต้องโดนอบรมกันยกใหญ่
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราในที่สุดก็ถึงเวลาที่ทุกคนต้องแยกย้ายกันไปคนละทาง เพราะนี่ก็เกือบจะเช้าอยู่แล้ว พวกเขาดื่มกันเกือบทั้งคืนจนต้องเรียกรถกลับกันเอง เพราะเมามายจนเดินแทบไม่ตรงทาง เรียกได้ว่า เมาอย่างหมากันเลยทีเดียว
หลังจากรถที่เธอเรียกมาแล้วชะพลูก็เดินขึ้นไปนั่งบนรถเตรียมตัวกลับบ้าน กระทั่งรถออกมาได้สักพักในขณะที่กำลังผ่านสะพานแห่งหนึ่ง เธอก็ดันตาดีเหลือบไปเห็นคนกำลังจะกระโดดสะพานเข้าพอดี ฉับพลันเลือดคนดีที่อยู่ในร่างก็เต้นเร่า ๆ ให้ลงไปช่วยเขาเดี๋ยวนี้!
“พี่!จอด!!” ชะพลูตะโกนบอกให้คนขับจอดรถเสียงดัง ด้วยความตกใจเสียงตะโกนของเธอเขาจึงจอดรถทันที
ไม่ทันฟังเสียงร้องเรียกของคนขับรถ ชะพลูก็วิ่งไปยังคนที่กำลังจะกระโดดสะพานอย่างรวดเร็ว เมื่อไปถึงยังไม่ทันได้เริ่มเอ่ยปาก
เกลี้ยกล่อม ผู้หญิงคนนั้นก็ทิ้งตัวลงจากบนสะพานไปแล้ว ชะพลูที่เลือดคนดีมันวิ่งพล่านก็รีบวิ่งเข้าไปพยายามจะช่วยผู้หญิงคนนั้นให้ได้ แต่ด้วยความเมาหรือ อะไรก็แล้วแต่ทำให้เธอทรงตัวไม่อยู่ร่างทั้งร่างจึงร่วงลงไปในแม่น้ำตามผู้หญิงคนนั้นไปติด ๆ
‘ตู้ม!!’