บทนำ
เสียงพูดคุยที่ดังแว่วมาจากชั้นล่างของบ้าน ปลุกให้คนที่นอนหลับสบายอยู่บนเตียงนอนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา แสงแดดในยามเช้าที่ทอกระทบลงมายังคงเหมือนเช่นที่เคยเป็น
แต่สิ่งที่แตกต่างคงเป็นความรู้สึกของ ‘ทศกรรณ’ ที่ดูเหมือนจะไม่คงที่อีกเลยนับตั้งแต่ทำใครบางคนหายไปจากชีวิต
ภาพที่เคยนอนกอดกันในห้องกว้าง หรือแม่แต่เสียงพูดคุยในเรื่องที่เธอสนใจ ทุกสิ่งยังคงติดอยู่ในความทรงจำไม่เลือนหาย และดูทีท่าว่าเขาคงไม่มีวันลืมใครคนนั้นได้ง่ายๆ
แม้ว่าเรื่องวุ่นวายที่สร้างรอยร้าวให้เขาและเธอจะจบไปนานแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีวันไหนเลย...ที่เขาจะลืมเรื่องราวระหว่างกัน
ยิ่งได้กลับมาอยู่ในที่ที่คุ้นเคย กลับมาเจอข้าวของเครื่องใช้ที่เธอวางทิ้งไว้ในห้อง ได้เห็นทุกอย่างยังคงเดิม ก็ยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่ติดค้างอยู่ภายในใจนั้น...จะไม่มีวันเลือนหายไปง่ายๆ
ทั้งที่ผู้คนรอบกายพยายามทำเหมือนว่าเรื่องนั้นเป็นแค่เพียงเรื่องหนึ่งที่ผ่านเข้ามา และมันก็จะผ่านไปเหมือนทุกครั้ง
หากทำใจยอมรับได้ง่ายถึงเพียงนั้น เขาคงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้มานานถึงห้าปีเต็ม และเป็นห้าปี...ที่ทรมานใจแทบบ้า
“ทศ...ตื่นหรือยังลูก?”
เสียงเรียกที่ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจลุกจากเตียง เดินไปเปิดประตูห้องนอนออกกว้างพร้อมกับโน้มตัวไปหอมแก้มมารดา
“เพิ่งตื่นสักพักนี่เองครับ แม่มีอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไร แค่เป็นห่วงเท่านั้นเอง เห็นว่าสายมากแล้ว”
“ลูกทำงานหนักมานาน ให้นอนพักยาวๆ บ้างก็ได้”
บิดาของทศกรรณเดินมาหยุดอยู่เคียงข้างภรรยา ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไปคุณเกษราก็ยังมองทศกรรณเป็นเด็กอยู่เสมอ
“ปีนี้ลูกสามสิบหกแล้ว ไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆ ที่คุณต้องคอยปลุกให้ตื่นไปโรงเรียนอีกแล้วนะ”
“คุณก็พูดไปเรื่อย!” คุณเกษราค้อนใส่สามี
“พูดความจริงต่างหาก ลูกโตจนมีลูกมีเมียได้แล้ว ปล่อยวางบ้างก็ได้ เรื่องความรักลูกของคุณน่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับพ่อ ผมรู้ว่าแม่รักผมมาก”
เพราะเกรงว่าพ่อและแม่จะถกเถียงกัน ทศกรรณจึงต้องรีบหาทางบ่ายเบี่ยง นั่นจึงทำให้คนเป็นพ่อถอนหายใจออกมาเบาๆ ก็เป็นเสียอย่างนี้ เรื่องในอดีตถึงได้บานปลายจนจบไม่สวย
“รักได้...แต่ยึดติดไม่ได้”
“หมายความว่ายังไงครับพ่อ?”
“ไม่มีอะไรหรอก นี่...วันนี้ทศจะออกไปไหนหรือเปล่าลูก?”
คุณเกษราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส ยกฝ่ามือขึ้นมาแตะแก้มลูกชายอย่างรักใคร่ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความห่วงใยบุตรชายคนโตราวกับเขามีอายุแค่เพียงไม่กี่ขวบเท่านั้น
“วันนี้จะออกไปข้างนอกกับกรครับ อีกเดี๋ยวน้องก็คงมา”
“งั้นแม่จะลงไปเตรียมมื้อเช้าให้นะ”
“ไม่ต้องหรอกครับแม่”
คำปฏิเสธนั้นทำให้สีหน้าของมารดาหม่นลง ทศกรรณจึงรีบแก้ต่าง ด้วยกลัวว่าท่านจะเสียใจที่เขาเอ่ยออกไปแบบนั้น
“ขอแค่กาแฟกับขนมสักชิ้นก็พอครับ”
“ได้จ้ะ งั้นเจอกันข้างล่างนะลูก”
“ครับแม่”
คนเป็นแม่ยิ้มรับ กลับมายิ้มแย้มอีกครั้งเมื่อทศกรรณเอาใจ คล้อยหลังคุณเกษราไป คนเป็นพ่อก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าลูกบ้าง
“เอาใจกันเก่งทั้งแม่ทั้งลูก”
ทศกรรณขำ ไม่คิดว่าพ่อจะพูดกับเขาด้วยประโยคทำนองนี้ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ฟัง จึงถามท่านกลับไปว่า
“หึงผมกับแม่หรือไงครับ?”
“เอ๊ะ! ไอ้ลูกคนนี้!”
“ก็เห็นพ่อทำเหมือนหวงแม่ทุกที เวลาที่แม่เอาใจผม”
“แม่เขาก็เอาใจแกอยู่คนเดียว ดูซิ...มาอยู่ที่ไร่ตั้งสัปดาห์แล้ว ป่านนี้ยังไม่ยอมไปนอนค้างกับเจ้ากรที่บ้านโน้นบ้าง”
“กลัวน้องจะน้อยใจหรือไงครับ?”
“น้องไม่น้อยใจหรอก เพราะรู้ว่าแม่รักพี่ชายคนโตมากกว่าใครเพื่อน!”
คนเป็นพ่อด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก เสียงนกที่บินมาเกาะร้องเรียกให้มองเลยเข้าไปด้านใน หลังจากที่เห็นว่าภายในห้องมีสิ่งใดวางเอาไว้ ท่าทีของท่านก็ขรึมลงถนัดตา
แววตาของท่านไหววูบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปรับให้เป็นปกติอีกครั้งก่อนที่ทศกรรณจะสังเกตเห็น
เรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตยังคงส่งผลต่อหัวใจลูกไม่น้อยจริงๆ
“มายืนทำอะไรกันตรงนี้ครับ!”
มกรกรรณที่เพิ่งเดินขึ้นมาจากชั้นล่างร้องทักเสียงดัง ไม่ทันได้สังเกตสีหน้าของบิดาที่ไม่เบิกบานเท่าที่ควรนัก
“ไม่ได้ทำอะไร แล้วนี่ทำไมมาไวนัก?”
“ก็จะมาบอกพี่ทศน่ะสิ ว่าผมคงไปธุระด้วยไม่ได้แล้ว”
“แกจะไปไหน?”
ทศกรรณขมวดคิ้วยุ่ง เพราะไม่คิดว่ามกรกรรณจะมายกเลิกนัดกันง่ายๆ แบบนี้
“มีธุระด่วนกว่าที่ต้องไปทำ และผมก็คงอยู่ถึงเย็นด้วย”
“ด่วน?”
“ใช่ครับ...ด่วนมาก ก็เลยต้องรีบมาบอกพี่ทศด้วยตัวเอง”
นัยน์ตาคนพูดแพรวพราว ต้องการให้พี่ชายเดินตามแผนของเขาโดยไว และครั้งนี้ก็ไม่ต้องการให้เรื่องราวยืดเยื้ออีกแล้ว
“โทรมาก็ได้นี่นา”
“ไม่ได้หรอกครับ พอดีผมจะฝากให้พี่ทศไปเอาของ ก็เลยไม่อยากบอกทางโทรศัพท์”
“จะเอาอะไร?”
มกรกรรณไม่ได้ตอบในทันที เขาหันมาสบตากับบิดาครู่หนึ่ง และเมื่อเห็นว่าท่านพยักหน้าให้พร้อมกับเดินลงบันไดไป ชายหนุ่มจึงขยับเข้ามาใกล้พี่ชายพร้อมกับยื่นของในมือให้
“ฝากไปเอาขนมที่ร้านนี้ให้หน่อยนะครับ ผมโทรไปสั่งแล้ว”
“นี่มันร้านเก่าของไหม?”
“ใช่ครับ พอดีอยากอุดหนุนเขาน่ะ ก็เลยลองสั่งดู”
“ใจดีจริง” คนเป็นพี่แกล้งว่า “งั้นเดี๋ยวเสร็จธุระค่อยแวะไปก็แล้วกัน ไม่รีบใช่ไหม?”
“ยังไงก็ได้ ขอแค่พี่ทศไปถึงร้านก่อนสี่โมงเย็นก็พอครับ”
ทศกรรณพยักหน้ารับเบาๆ เตรียมจะหมุนตัวกลับเข้าไปในห้อง แต่เพราะเห็นชื่อที่เขียนเอาไว้เสียก่อน จึงเงยหน้าสบตากับน้องชาย คล้ายกับจะถามว่านี่ใช่เรื่องบังเอิญหรือไม่
และเมื่อมกรกรรณไม่พูดอะไรออกมานอกจากทำเฉย หัวใจของคนที่เฝ้ารอว่าจะได้เจอเธออีกครั้งก็เต้นรัวขึ้นมา
ดูเหมือนว่าธุระบ้าบออะไรนั่น...คงไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว