บทที่ 1.1
“เอ่อ...ขอโทษค่ะ พอดีแม่บัวให้อิงมาตามพี่ณพไปทานข้าว ไม่คิดว่าจะ...เอ่อ...” ดวงตาสวยปรายตามองไปทางร่างบางของผู้หญิงอีกคนที่นอนอยู่บนเตียงนุ่มใต้ผ้าห่มหนาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนชวนอึดอัด
“ไม่เป็นไร ใช่ว่าจะเป็นครั้งแรก” เสียงห้วนตอบกลับ สายตาคมมองตามผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าภรรยาในทะเบียนสมรสพร้อมกับยกมือสะบัดเส้นผมอันยุ่งเหยิงเล็กน้อย “แพรวาคุณอาบน้ำเสร็จแล้วไปรอผมที่รถนะ”
“ค่ะณพ...” ร่างบางหยิบผ้าห่มทั้งผืนมาพันกาย เดินผ่านน้ำอิงที่เดินหันหลังให้ด้วยสายตาโอ้อวด “ดูเหมือนว่าเราจะเจอกันบ่อยนะคะน้องน้ำอิง”
แม้เสียงที่พูดออกมาฟังดูแล้วเย้ยหยันมากกว่าการทักทายปกติธรรมดา หากแต่น้ำอิงก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ จะเรียกว่าเป็นความชินก็คงไม่ผิดนัก เพราะเธอมักจะเป็นคนขึ้นมาตามอรรณพเสมอ และภาพที่เธอเจอก็คือ...ทุกครั้งเขาล้วนแต่มีหญิงสาวเปลื้องผ้านอนข้างกาย
“อิงลงไปก่อนนะคะ ธุระของอิงเสร็จแล้ว” บอกเสียงเรียบทั้งที่ใบหน้าแดงก่ำ
“พี่ว่าเรามาคุยกันก่อนดีกว่าไหม จ้องคู่นอนของพี่แบบนี้ทุกครั้งไป พวกเธอจะเข้าใจผิดเอาได้นะว่าพี่ไม่โสด” ถามเสียงเย้านึกอยากแกล้งหญิงสาวขึ้นมาทันที
‘ฮึ!...ก็โสดซะที่ไหนล่ะ เมียยืนอยู่ตรงหน้าตัวเองแท้ๆ ยังบอกว่าโสด พี่ณพนะพี่ณพ’
หญิงสาวเพียงค่อนขอดในใจ หันกลับไปพูดตอบชายหนุ่ม “คงไม่มีสาวคนไหนเข้าใจผิดหรอกมั้งคะ เพราะถ้าเข้าใจว่าไม่โสดพวกเธอก็คงไม่ตามพี่ณพกลับมาบ้านเศวตรัตน์หรอกค่ะ”
“น้ำเสียงแบบนี้อย่าบอกนะว่า...” ใบหน้าหล่อขยับเข้าไปใกล้จนน้ำอิงรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นของเขา “ภรรยาพี่กำลังหึงสามีตัวเองอยู่”
มือบางกำเข้าหากันแน่น อยากตะโกนต่อหน้าเขาตรงนี้นักว่า ‘ใช่! เธอกำลังหึงเขา และหวงมากด้วย’
ทว่าในความเป็นจริง...
“พี่ณพกับอิงต่างรู้ดีว่าการแต่งงานของเราเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะอีกไม่กี่เดือนอิงก็จะเรียนจบแล้ว และเมื่อเวลานั้นมาถึงพี่ณพก็จะได้อิสระคืน”
“หมายความว่าอิงจะหย่า...” น้ำเสียงเริ่มกลับมาห้วนอีกครั้ง
“ใช่ค่ะ...เมื่อถึงเวลาอิงพร้อมจะคืนอิสระให้พี่ณพทันที ไม่ต้องห่วงเรื่องแม่บัวนะคะ อิงจะเป็นคนอธิบายให้แม่บัวเข้าใจเองค่ะ” กล่าวเสียงเจือเศร้าแววตาหม่นลง
เพราะเธอไม่ได้อยากหย่ากับเขาเลยสักนิด แต่จะให้เธอรั้งเขาไว้ด้วยทะเบียนสมรสใบเดียว...เธอก็ไม่อาจเห็นแก่ตัวและทนรับความเจ็บปวดที่ต้องเจอตลอดชีวิตได้
“เรื่องนี้...ค่อยพูดกันอีกทีตอนเธอเรียนจบก็แล้วกันออกไปได้แล้วฉันจะอาบน้ำ”
ประตูห้องนอนถูกปิดลงพร้อมกับหัวใจที่แหลกสลายของน้ำอิง เขาคงรอเวลานี้มานานแล้วสินะ ร่างเล็กยืนพิงกำแพงห้องรับรองแขกช้าๆ ปล่อยน้ำตาให้ไหลรินออกมาด้วยความปวดใจ
เกือบสี่ปีแล้วสินะที่เธอกับอรรณพแต่งงานกันมา ถึงเวลาที่เธอควรต้องยอมรับความจริงได้แล้ว...
แสงสีทองอ่อนละมุนในยามเช้าตรู่สาดกระทบผิวถนน รวมไปถึงต้นไม้เล็กใหญ่และรถที่ขับสัญจรไปมา หญิงสาวตัวเล็กรูปร่างสมสัดส่วนในชุดนักศึกษาฝึกงานของโรงแรมกรีนสตาร์กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาภายในอาคารด้วยท่าทีรีบเร่งไม่น้อย
“ทำไมวันนี้สายได้ล่ะอิง ประเมินการฝึกงานรอบแรกเชียวนะ” หญิงสาวร่างอวบที่ยืนรออยู่ก่อนหน้าต่อว่าเพื่อนรักของเธอเล็กน้อย
น้ำอิงถอนหายใจ “โทษทีสร แต่ฉันรีบที่สุดแล้วนะ”
“ช่างเถอะ ไม่สายกว่านี้ก็ดีแล้ว...อ่ะนี่ลาเต้หวานน้อย ฉันซื้อมาให้” ยื่นแก้วกาแฟแบรนด์ดั่งส่งให้
“ขอบใจนะ ไปกันเถอะ” สองสาวเดินเคียงกันเข้าไปด้านในท่ามกลางสายตาสามคู่ที่มองอยู่อย่างสนใจ
หลังจากส่งน้ำอิงตรงหน้าโรงแรมเสร็จอรรณพก็ขยับรถเดินหน้าไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร หยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งออกจากกระเป๋ายื่นให้คู่นอนรายวันของเขาที่นั่งมาด้วย ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามทางของตน ซึ่งฝ่ายหญิงก็ก้าวลงจากรถแล้วกลับที่พักเองด้วยความเต็มใจ
ร่างสูงในชุดสูทหรูก้าวเท้าลงจากรถเดินตามภรรยาไปเงียบๆ ก่อนจะหยุดลงในมุมหนึ่งที่มีระยะห่างพอสมควรเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพบเพื่อนของเธอแล้ว และเขาก็ไม่ได้ทำให้เธอมาสายในวันสำคัญ
เรียนจบแล้วจะหย่าเรอะ...เหอะ ฝันไปเถอะคุณภรรยาคนสวย!
รอยยิ้มกรุ้มกริ่มปรากฏบนใบหน้าอย่างมีความสุข ก่อนจะค่อยๆ เลือนราง ย้อนนึกไปถึงวันที่เขากับน้ำอิงถูกบังคับให้จดทะเบียนสมรสแล้วก็น่าขำ ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นเขาถึงคล้อยตามความคิดมารดา...เป็นเพราะสงสารหญิงสาวที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในช่วงเวลามืดมนอย่างนั้นหรือ อาจถูกต้องในส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมดแน่
เพราะถ้าแค่ความสงสาร ทำไมเมื่อใกล้ถึงเวลาที่น้ำอิงจะเรียนจบเขาถึงรู้สึกไม่มีความสุขเลย...ไม่ใช่เพราะว่าเธอกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่มันเป็นเพราะว่าหัวใจเขารู้สึกเจ็บแปลบเมื่อคิดว่าอีกไม่นานก็ถึงเวลาที่ทั้งคู่ต่างต้องแยกย้ายไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง
ระหว่างที่ร่างสูงกำลังหมุนตัวเดินกลับออกไป สายตาคมก็มองเห็นผู้ชายรูปร่างหน้าตาดี ท่าทีน่าเกรงขามคนหนึ่งเดินผ่านไปพร้อมกับผู้หญิงอายุประมาณสามสิบกลางๆ หนึ่งคน เขาคงจะไม่สนใจหรอกหากทั้งสองคนไม่ได้คุยกันเรื่องนักศึกษาฝึกงานของโรงแรม
แค่ชื่อ ‘น้ำอิง’ เพียงแค่สองคำนี้สามารถหยุดเท้าที่กำลังเดินของนายแพทย์อรรณพ เศวตรัตน์ ลงได้อย่างรวดเร็ว หูก็คอยเอียงพยายามฟังรายละเอียดที่ชายหญิงคู่นั้นคุยกัน จนในที่สุดก็จับใจความได้ว่า กำลังมีผู้ชายอีกคนให้ความสนใจในตัวภรรยาของเขา และไม่ได้สนใจเธอเฉพาะแค่เรื่องของการทำงาน...
“สรุปในที่ประชุมให้นักศึกษาฝึกงานที่ชื่อนภสร เข้ารับการฝึกงานในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ตามที่ยื่นเรื่องเข้ามาก็แล้วกัน แต่ของคนที่ชื่อน้ำอิง...ดึงตัวมาให้เป็นผู้ช่วยคุณนะ ให้เธอมาฝึกงานกับคุณ แล้วผมจะเป็นคนอนุมัติการผ่านฝึกงานให้เธอเอง”