บทที่ 1 : Part 1
“จะเอายังไงครับคุณลุง” ชายหนุ่มหน้าตาดี ใบหน้าคมคาย เอ่ย ถามคู่สนทนาที่มีอายุสูงกว่าอย่างไม่กลัวเกรง
“ใจเย็นๆ ก่อนนะดล ยังไงลุงก็จะตามหารวีให้เจอ” คนพูดรู้ดีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีอารมณ์อย่างไรในตอนนี้ แต่ตนเองก็คงทำได้เพียงแค่เอ่ยปลอบเขาให้มีอารมณ์เย็นลงเท่านั้น เพราะรู้ว่าเนื้อแท้ของชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร
ธาราดล ศรัณย์ธร ชายหนุ่มหน้าตาดีอายุสามสิบสามปีเต็ม เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของเพื่อนเขา เด็กหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่เก่งกาจในวงธุรกิจรอบตัวจนเขาเองอยากได้มาเป็นลูกเขย เพื่อพยุงธุรกิจของตนเองที่เริ่มขาดทุนมาได้ระยะใหญ่ๆ แล้ว
หากได้เด็กหนุ่มตรงหน้ามาเป็นลูกเขย และขอร้องให้เขาช่วยบริหารงานในตอนนี้ เขาเองคงวางใจเรื่องงานได้มากขึ้น แม้จะคิดผิดไปที่ธาราดลเลือกศึกษาดูใจกับลูกสาวคนเล็กที่เกิดจากภรรยาใหม่แทนที่จะเป็นศจีมาศลูกสาวคนโตที่มีอายุใกล้เคียงกับชายหนุ่ม
เพราะเขาเห็นคนตรงหน้ามองลูกสาวคนโตของตัวเองบ่อยๆ แต่เขาก็คิดเอาเองว่ารวีลูกสาวคนเล็กของตัวเองคงชอบพอกับชายหนุ่มตรงหน้ามากกว่า จึงมีการพูดคุยและคบหากันจริงจังมากขึ้น ขนาดเขาขอให้มีการแต่งงานเกิดขึ้น ธาราดลยังยอมตกลงแต่งงานกับรวีมาศเลย
คุณเอื้อทวีมีลูกสาวสองคน คนโตนั้นเกิดกับภรรยาเก่าคือศจีมาศ มารดาของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่ศจีมาศมีอายุได้เพียงแค่เกือบสามขวบเท่านั้น
หลังจากนั้นสองปีคุณเอื้อทวีก็แต่งงานใหม่กับคุณรศิตานักธุรกิจสาวที่มีดีกรีเป็นถึงนักเรียนนอก และมีลูกกับรศิตาเป็นเด็กผู้หญิงอีกคน ชื่อรวีมาศ ซึ่งมีอายุห่างจากพี่สาวคนโตต่างสายเลือดถึงหกปี แต่สองพี่น้องที่เติบโตมาต่างกันก็มีนิสัยที่ต่างกันสุดขั้วเหมือนขั้วบวกและขั้วลบเลยทีเดียว
ศจีมาศพี่สาวคนโตเติบโตมากับปู่และย่าที่อาศัยอยู่จังหวัดแพร่ เนื่องจากหลังจากลูกสะใภ้คนแรกเสียชีวิตลงสองคนเฒ่าคนแก่จึงเลือกที่จะเอาหลานสาวคนเดียวมาเลี้ยงที่บ้านหลังเดิมของคนเป็นย่าเพราะไม่ค่อยชอบใจที่คุณเอื้อทวีคบหากับรศิตา
ยิ่งตกลงปลงใจแต่งงานใหม่ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ปู่กับย่าของศจีมาศถึงขั้นเกือบตัดขาดลูกชายคนเดียวเลยก็ว่าได้ เด็กสาวใช้ชีวิตธรรมดาแบบคนปากกัดตีนถีบ เธอเริ่มหารายได้เองตั้งแต่เรียนมัธยมต้น แม้ว่าพ่อของตัวเองจะเพียรส่งเงินทองไปให้ใช้จ่ายในบ้านมากแค่ไหนก็ตาม ศจีมาศไม่เคยสนใจและไม่เคยคิดจะนำออกมาใช้ด้วยซ้ำ
ศจีมาศอยู่กับปู่และย่ามาจนถึงอายุเกือบสิบเก้าปี ท่านทั้งสองก็จากไปด้วยโรคชราในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้คุณเอื้อทวีต้องรับตัวเด็กสาวมาอยู่ที่บ้านตนเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ บ้านเดิมที่จังหวัดแพร่ถูกปิดเอาไว้เพราะไม่มีคนอยู่อีกต่อไป เขาบังคับให้ลูกสาวคนโตมาอยู่กับตนเองแม้จะไม่เต็มใจนักก็ตาม
แต่ทุกอย่างที่ทำไปก็ไม่ใช่เพราะไม่รักลูก แต่เพราะกลัวเกิดปัญหาระหว่างลูกเลี้ยงและแม่เลี้ยงมากที่สุด เพราะคุณรศิตาและเด็กหญิงรวีมาศนั้นเป็นคนเอาแต่ใจ และค่อนข้างมีนิสัยการเอาชนะ ต้องการเป็นที่หนึ่งอยู่มาก
เด็กหญิงรวีมาศถูกแม่สั่งสอนให้เกลียดชังพี่สาวต่างสายเลือดมาตลอดตั้งแต่จำความได้ จึงไม่น่าแปลกที่จะเกิดเรื่องเกิดราวกับศจีมาศอยู่บ่อยๆ หลังจากที่เธอเดินเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้ บ้านที่ศจีมาศเรียกมันว่านรก
ศจีมาศได้นอนในห้องชั้นล่างที่มีไว้สำหรับคนรับใช้ที่อยู่ค่อนไปทางหลังบ้าน เพราะรศิตาแม่เลี้ยงของเธอไม่ยอมให้เด็กสาวขึ้นไปอยู่บนชั้นสองของบ้านด้วย คนเป็นพ่อจึงจนใจและลำบากใจเป็นอย่างมาก ประกอบกับที่ศจีมาศเป็นคนถือกระเป๋าเดินเข้าไปในห้องนั้นอย่างว่าง่าย เขาที่เป็นพ่อจึงทำได้แค่ซื้อข้าวของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่และติดแอร์ให้ที่ห้องนอนของศจีมาศเท่านั้น
แต่ชีวิตของศจีมาศก็ไม่ได้ราบรื่นมากนัก เพราะเธอก็โดนแกล้งให้ทำงานบ้านอยู่บ่อยๆ เนื่องจากแม่บ้านหนึ่งในสองคนเกิดลาออกไปกระทันหันหลังจาากที่ศจีมาศมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงเดือน และคุณรศิตาก็จ้างแม่บ้านแค่หนึ่งคนเท่านั้นไม่ยอมรับเพิ่มตามที่คุณเอื้อทวีสั่ง
แม่บ้านวัยกลางคนที่อยู่มานานจึงต้องทำงานหนักเป็นสองเท่า ด้วยความที่ศจีมาศเกิดสงสารขึ้นมา เธอจึงช่วยทำงานบ้านเหมือนตัวเองเป็นคนรับใช้คนหนึ่งด้วยซ้ำ นั่นเป็นสิ่งที่คุณรศิตาพึงพอใจมากที่สุด
“อีกสองวันก็ถึงงานแต่งงานแล้วนะครับ แต่เจ้าสาวมาตัดสินใจเอานาทีสุดท้าย ว่าไม่อยากแต่งงานกับผม...แบบนี้คุณลุงคิดว่าผมควรจะใจเย็นไหมครับ” คนพูดพยายามข่มอารมณ์เดือดเต็มที่
“โธ่! ใจเย็นๆ สิจ๊ะตาดล ป้ามั่นใจว่ายังไงพรุ่งนี้ยายรวีต้องกลับมาแน่นอนจ้ะ น้องยังเด็กก็อาจจะสับสนบ้างเท่านั้นเอง” คุณรศิตาเอ่ยบอกชายหนุ่มตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม แม้จะมองเห็นแววตาโกรธเคืองจากสายตาคมๆ คู่นั้นอยู่มากมายก็ตาม
“เด็ก?”
“จ้ะ” รศิตาตอบกลับด้วยรอยยิ้มเหมือนไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร
“อายุยี่สิบสามนะครับคุณป้า เรียนจบแล้วคิดจะแต่งงานทันที แบบนี้ไม่น่าจะเป็นความคิดของเด็กไปได้ ผมเคยบอกแล้วว่าไม่เคยคิดจะแต่งงานด้วย แต่เป็นรวีนะครับ ที่เซ้าซี้เรื่องนี้ตลอดมา” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเครียด และจ้องหน้าสตรีสูงวัยตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง เขาไม่กลัว ไม่ได้สนใจว่าใครจะว่ายังไง แต่ตอนนี้เขาโมโหที่ถูกหักหน้าแบบนี้