
“วันนี้ดอกกุหลาบของแม่เริ่มบานแล้วนะคะ สีชมพูสวยมาก ๆ เลยล่ะค่ะ”
เสียงใสราวระฆังแก้วของหญิงสาววัยยี่สิบปีพูดกับมารดาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในสวน มือเธอจับกับมารดาพลางบีบเบา ๆ ให้ท่านรับรู้ว่าเธอยังอยู่ข้าง ๆ
“แล้วดอกบานชื่นล่ะ โรยหรือยัง”
“ยังเลยค่ะแม่ บานชื่นยังบานชื่นตาชื่นใจเหมือนเดิม”
“ฟังแล้วสดชื่นดีจริง ๆ ตอนนี้กี่โมงแล้วลูก”
“เกือบเก้าโมงเช้าค่ะ”
“อืม... ทำไมแม่ถึงรู้สึกง่วงก็ไม่รู้นะ”
“ง่วงแล้วเหรอคะ ยังเช้าอยู่เลย หรือว่าจะกินมื้อเช้าจนอิ่มไปหน่อย”
“จะเช้าหรือค่ำสำหรับแม่ไม่มีผลหรอกลูก เพราะตอนนี้สำหรับแม่เหมือนมีแต่กลางคืน”
คุณบัวรินแย้มยิ้มในขณะที่ลูกสาวน้ำตาซึม หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความสงสารสุดหัวใจ ถึงแม้คนเป็นแม่จะไม่เคยพูดถึงความทุกข์ระทม แต่เธอเข้าใจดีว่าการที่จู่ ๆ ต้องกลายเป็นคนตาบอด ถูกขังอยู่ในความมืดนั้นรู้สึกเช่นไร
“งั้นแม่เข้าบ้านเอนหลังนะคะ หนูจะเปิดนิยายให้แม่ฟัง”
“เปิดนิยายให้ฟังงั้นเหรอ...”
“ค่ะ”
มินตา พาแม่เข้าบ้านแล้วจัดการเปิดนิยายเรื่องโปรดของมารดาให้ท่านฟัง ซึ่งเสียงของคนอ่านคือเสียงของเธอเองไม่ใช่ใครอื่น ทำเอาคุณบัวรินถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“หนูเห็นว่าแม่ชอบอ่านเรื่องนี้ เลยอ่านแล้วอัดเสียงไว้ให้แม่ฟังค่ะ”
“ขอบใจนะลูก... ขอบใจ”
“แม่นอนเถอะค่ะ”
หญิงสาวนั่งปักลายผ้าซึ่งเป็นงานที่เธอถนัด พลางเหลือบมองมารดาเป็นระยะ ก่อนจะวางงานในมือลงหลังจากที่มารดาหลับสนิทไปแล้ว
“หนูขอโทษนะคะแม่”
เสียงสั่นเครือพึมพำเบา ๆ แล้วเดินออกจากบ้านเงียบ ๆ มารดาของเธอเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มทำให้ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง ส่งผลให้เส้นประสาทกระทบกระเทือนจนสูญเสียการมองเห็น และทางเดียวที่จะรักษาได้ก็คือการผ่าตัดซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก และถึงแม้เธอจะอ้อนวอนผู้เป็นบิดาหลายต่อหลายครั้งให้ช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคำปฏิเสธที่ไร้ซึ่งเยื่อใย
มินตาต้องทนเห็นมารดากลายเป็นคนตาบอดมาเป็นเวลาเกือบเดือน จนวันนี้เธอตัดสินใจที่จะไปยังคฤหาสน์หลังงามเพื่อขอร้องบิดาอีกสักครั้ง ทั้ง ๆ ที่มารดาห้ามปรามมาโดยตลอดแต่เธอก็ยังดึงดัน เพราะคาดหวังว่าบิดาจะยอมใจอ่อนช่วยเหลือ
“หนูมิน... ไปไหนล่ะ”
“คุณพ่ออยู่ไหมคะ”
“อยู่ค่ะ คุณท่านอยู่ในห้องทำงาน”
“ขอบคุณค่ะป้าแจ่ม”
หญิงสาวรวบรวมกำลังใจและหอบความหวังเต็มเปี่ยมไปหาบิดาที่ห้องทำงาน แต่แล้วเสียงพูดคุยที่ค่อนข้างดังก็ทำให้เท้าบางหยุดอยู่กับที่
“คุณราเชนทร์ดูเหมือนจะพอใจยายอ้อนนะคะ”
“หึ หึ หึ ผมก็คิดแบบนั้น คุณราเชนทร์ต้องการแม่พันธุ์ที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ยายอ้อนสวยสง่าการศึกษาก็ระดับเกียรตินิยมต่างประเทศใครจะไม่สน ลูกสาวคนนี้ถูกใจผมจริง ๆ”
“แน่ล่ะค่ะ ยายอ้อนเป็นลูกของฉันก็ต้องเก่งต้องดีเหมือนฉัน”
“ถ้าเขาเลือกยายอ้อนปัญหาการเงินของเราก็จะหมดไป”
“ฉันก็หวังจะให้มันเป็นอย่างนั้นค่ะ หรือว่าเราจะช่วยให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้นดีคะ”
“ยังไงเหรอคุณ”
“จัดทริปเที่ยวทะเลสักทริป บางทีบรรยากาศสุดโรแมนติกอาจจะช่วยทำให้อะไร ๆ ชัดเจนขึ้นนะคะ”
“อืม... เป็นความคิดที่ดี แต่ว่าคุณราเชนทร์น่ะคงไม่ว่างง่าย ๆ ยังไงผมจะลองชวนเขาดู”
“คุณจัดการเลยนะคะ ฉันเชื่อว่ายายอ้อนนี่แหละที่จะพาครอบครัวเราพ้นวิกฤตนี้ไปได้”
“ผมก็หวังอย่างนั้น ไม่งั้นเราล้มละลายแน่”
มินตายืนลังเลไม่กล้าที่จะยกมือขึ้นเคาะประตู เพราะไม่รู้เลยว่าเรื่องที่เธอได้ยินเป็นความลับมากน้อยแค่ไหน แต่ที่จับใจความได้คือบิดาและแม่เลี้ยงของเธอกำลังอยากได้ผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นลูกเขย และเขาคนนั้นก็ร่ำรวยมากพอที่จะเข้ามาช่วยพยุงฐานะที่คลอนแคลนของครอบครัวเธอได้
บิดาของเธอกำลังจะล้มละลาย!
นี่คือสิ่งที่มินตาเพิ่งรู้ เพราะถึงจะไปมาหาสู่อยู่บ้างแต่เธอก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกับบิดา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เธอตัดสินใจเคาะประตูหลังจากเสียงสนทนาเงียบลงครู่หนึ่ง ไม่นานก็ได้ยินเสียงของบิดาอนุญาตให้เข้าไปพบ โดยมีสายตามาดร้ายของคุณยุพาซึ่งเป็นแม่เลี้ยงจับจ้องอยู่ตลอด
“มีอะไรเหรอมิน”
“คือ...”
“ก็คงจะเรื่องแม่เธออีกแล้วสินะ”
คุณยุพาชิงพูดขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ตอบคำถามใด ๆ
“พูดมาสิมิน มาหาพ่อมีเรื่องอะไร”
“คือ... เรื่องแม่ค่ะ มินสงสารแม่ค่ะ อยากให้พ่อช่วย...”
“ครั้งก่อนเราก็พูดเรื่องนี้กันไปทีหนึ่งแล้วนะมิน พ่อพูดตรง ๆ เลยแล้วกันว่าพ่อกำลังมีปัญหาอยู่ไม่สามารถช่วยแม่ของหนูได้ อย่าให้พ่อต้องพูดซ้ำเลย เพราะยิ่งพูดมันก็ยิ่งดูเหมือนพ่อเป็นคนใจร้าย”
คุณวันชัยพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานโดยไม่สนใจใบหน้าที่ซีดเผือดของลูกเลยแม้แต่น้อย
“ค่ารักษาหลักล้านนะไม่ใช่บาทสองบาท แกคิดว่าดวงตาทั้งสองข้างของแม่แกมันมีราคามากขนาดนั้นเลยหรอ ถ้าอยากรักษาแม่แกนักก็หัดช่วยเหลือตัวเองบ้างเถอะ! อย่าทำตัวเป็นภาระคนอื่นเขานักเลย หึ! พวกปลิง!”
คุณยุพาถากถางด้วยสายตาและคำพูดชนิดที่คนฟังทั้งจุกทั้งเจ็บ เพียงแต่การมาครั้งนี้ทำให้เธอเข้าใจว่าสาเหตุที่บิดาไม่ช่วยเป็นเพราะสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ ไม่ใช่เพราะไร้เยื่อใยกับมารดาอย่างที่เธอเข้าใจในตอนแรก
มินตาหอบความผิดหวังกลับบ้านอีกครั้งหลังจากบิดาปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ คนตัวเล็กก้าวลงจากรถเมล์ที่มีผู้คนเบียดเสียดด้วยท่าทางอ่อนแรง เท้าบางแทบจะก้าวไม่ออกเพราะความรู้สึกสิ้นหวัง เธอเดินฝ่าเปลวแดดที่ร้อนเปรี้ยงในเวลาเที่ยงวันอย่างไม่อนาทร เพราะมีเรื่องอื่นให้คิดกังวลอยู่ในใจ
เธอจะทำอย่างไร...
คำถามนี้ผุดขึ้นในใจซ้ำ ๆ แต่มินตาไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้
แต่ทันทีที่เหยียบย่างเข้าบ้านใบหน้าหมองเศร้าก็ถูกปรับให้สดชื่นขึ้น เพราะถึงแม้มารดาจะมองไม่เห็นแต่ก็ยังได้ยินชัดเจน มินตาเชื่อว่าเมื่อใบหน้ามีรอยยิ้มน้ำเสียงก็จะสดใสตามไปด้วย ทุกครั้งที่อยู่ใกล้มารดาเธอจึงมีรอยยิ้มเสมอถึงแม้ในใจจะทุกข์ตรมเต็มที
“มิน...”
“แม่ตื่นนานแล้วเหรอคะ”
เธอรีบเข้าไปนั่งข้าง ๆ มารดาแล้วจับมือท่านไว้
“หนูไปไหนมา”
“มิน... ไปซื้อผลไม้มาค่ะ”
“มินอย่าโกหกแม่ มินไปหาพ่อมาใช่ไหม”
มินตาตกใจไม่น้อยที่จู่ ๆ มารดาก็ถามข

