บทที่ 1.1 เด็กขยะ
บ่ายวันศุกร์ในช่วงฤดูฝน ร่างผ่ายผอมของสุภาพสตรีสภาพมอมแมมเดินโผเผไปตามทางหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในมือเธอโอบอุ้มห่อผ้าสีน้ำตาล กวาดสายตามองรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง โชคดีที่ฝนตกจึงไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น หากโชคไม่ดีสำหรับหนูน้อยคนหนึ่งที่กำลังถูกมารดาในไส้ทอดทิ้ง
“ถ้าโชคดีมีคนเก็บไปเลี้ยงก็นับว่าเป็นบุญของแก แต่ถ้าโชคร้ายก็ขอให้ตายตามฉันไปแล้วกัน”
เพราะไม่สามารถกลั้นใจฆ่าลูกไปพร้อมกับตนได้จึงตัดสินใจทิ้งอีกหนึ่งชีวิต หญิงสาววางห่อผ้าสีน้ำตาลลงในถังขยะ
“อย่าโกรธฉันเลย ชีวิตเรามันต่ำต้อยเหลือเกิน”
จะแทนตัวเองว่าแม่ยังไม่กล้า มือคว้าร่มสภาพหักงอวางบังฝนให้สิ่งมีชีวิตในกองขยะ นัยน์ตาโศกเศร้าจ้องลูกน้อยเป็นครั้งสุดท้าย ทารกแรกเกิดแผดเสียงร้องแข่งกับสายฝน และยิ่งเห็นลูกร้องไห้เธอจึงกลั้นใจพูดว่า...
“ไม่ว่าชาติหน้าหรือชาติไหนอย่าได้เกิดมาเป็นลูกคนใจโฉดแบบฉันอีก”
“ฝนตกหนักนะครับคุณท่าน”
นายหอมคนขับรถคุณอัษฎาเอ่ย หนุ่มใหญ่สวมแว่นสายตามองไปยังนอกรถ
“มองเห็นไหม ถ้ายังไงจอดพักก่อน”
“สบายมากครับ”
นายหอมตั้งหน้าตั้งตาขับรถ จนกระทั่งถึงทางเข้าหมู่บ้าน... อัษฎาหรี่ตามองทางข้างหน้า ในใจนึกเป็นห่วงหลานชายคนเล็ก ไม่รู้ว่ารถโรงเรียนจะดูแลเรื่องความปลอดภัยดีหรือเปล่า
“เฮ้ยยยย....”
เอี้ยดดดด!
เสียงนายหอมตามด้วยแรงเบรกยานพาหนะดึงสติอัษฎา หนุ่มใหญ่หายใจหายคอแทบไม่ทันเงยหน้าถามอีกฝ่าย ปรากฏว่า...
“ร่มปลิวครับ เดี๋ยวผมไปจับออกก่อนนะครับ”
“อือ ระวังด้วย”
ร่มสภาพหักงอลอยละลิ่วปลิวแหมะติดหน้ากระจกรถ นายหอมกางร่มเดินลงไปเก็บสิ่งกีดขวางเตรียมนำไปทิ้งขยะ
“เดี๋ยวก็เที่ยวปลิวใส่ชาวบ้านอีก”
ขณะที่กำลังจะหย่อนร่มพังๆ ลงถังขยะปรากฏว่าต้องใช้ร่มที่กำบังตัวเองรักษาบางอย่างไว้ นายหอมลนลานเดินกลับมาที่รถสภาพเปียกชุ่ม
“มีอะไรหรือ...” อัษฎาเลื่อนกระจกถามเมื่ออีกฝ่ายเคาะเรียกถี่
“คุณท่านครับ คุณท่าน! เชิญทางนี้ครับ”
คุณท่านลงจากรถเดินไปยังกองขยะ หรี่ตามองถังใบหนึ่งที่มีร่มนายหอมวางอยู่
“มีอะไรกันแน่”
“เด็กครับ...มีเด็กทารกอยู่ในนั้น”
อัษฎาคิ้วผูกปมสาวเท้าไปยังที่หมาย ค่อยๆ ยกร่ม เพ่งสายตามองเด็กทารกที่ว่า...
“อุ้มขึ้นมา”
เขาสั่งทันที เพราะเด็กเปียกมากมายเหลือเกิน นายหอมอุ้มยายหนูไว้แนบอก
“เอาไงดีครับคุณท่าน”
“พากลับบ้านก่อน”
ที่บ้านเลิศวีรภูมิ อัษฎาเรียกจำปาเมียนายหอมให้จัดการพายายหนูไปล้างเนื้อล้างตัว นั่งรออยู่ร่วมชั่วโมงจำปาก็เดินกลับมารายงาน...
“เด็กยังเล็กเหลือเกินเจ้าค่ะ โดนมดกัดหลายจุด และเหมือนจะเป็นไข้เพราะตากฝนด้วย อิฉันเกรงว่า...”
“พาไปโรงพยาบาล”
“มีอะไรเหรอครับ”
อาชว์ เลิศวีรภูมิถามปู่ด้วยความสงสัย ทำไมทุกคนพากันทำหน้าตึงเครียดขนาดนี้
“ปู่เก็บเด็กได้น่ะ”
“เด็ก?”
“อือ เด็กทารกตัวแดงๆ เลย”
“ที่ไหนครับ”
“ถังขยะหน้าหมู่บ้าน”
“จงใจทิ้งชัดๆ”
ชายหนุ่มวัย 20 ปีค่อนข้างโมโหเพราะเกิดเรื่องอำมหิตในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยคนมีฐานะ เขานั่งหารือกับปู่
“แล้วจะเอายังไงต่อครับ ตอนนี้เด็กอยู่ไหน”
“อาการไม่ค่อยดี ปู่ว่าจะพาไปหาหมอ”
“ผมไปด้วยครับ”
จำปาอุ้มยายหนูมาที่ห้องรับแขก อาชว์ยืนมองทารกตัวน้อยนัยน์ตาเป็นประกาย เขาจับแก้มแดงเบาๆ
“ผู้หญิงเหรอครับ”
“อือ”
“รีบไปเถอะครับ”
อาชว์กังวลกลัวยายหนูจะไม่สบายหนัก จึงรีบชวนปู่ไปโรงพยาบาล ใช้เวลาตรวจร่างกายอยู่เกือบชั่วโมง แพทย์จึงกลับออกมารายงานผล
“เด็กต้องอยู่ในตู้อบสักสัปดาห์นะคะ จากที่ดูแล้วเหมือนแกเพิ่งคลอดค่ะ สายสะดือยังไม่แห้งเลย”
“แล้วมีอาการอื่นแทรกซ้อนมั้ยครับ” อาชว์ถาม
“ไม่มีค่ะ แต่ระวังอย่าให้โดนฝนอีก จุดที่โดนมดกัดเราทายาให้แล้ว”
เขาและปู่มองหน้ากันด้วยความรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก แพทย์หญิงถามต่อว่า
“จะให้ส่งเรื่องนี้กับทางตำรวจหรือทางมูลนิธิมั้ยคะ หรือคุณจะ...”
“ไม่เป็นไรครับ เด็กคนนี้ผมเจอ ผมจะดูแลแกเอง”
อาชว์พยักหน้าเห็นด้วย อัษฎาจ้องยายหนูที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ในตู้อบ...ใครกันหนอใจร้ายใจดำทอดทิ้งหนึ่งชีวิตน้อยๆ ได้ลงคอ
“ไม่เป็นไรนะ ฉันจะดูแลหนูเอง”
ขณะนั้น 18.15 น. มีข่าวประจำชั่วโมง ซึ่งในโรงพยาบาลเปิดโทรทัศน์ไว้ ข่าวแรกของวันชวนหดหู่ใจยิ่งนัก
“พบหญิงนิรนามกระโดดน้ำฆ่าตัวตายที่แม่น้ำเจ้าพระยา ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังงมหาร่างอยู่ แต่เนื่องจากพายุฝนที่โหมลงมาทำให้การทำงานล่าช้า...”
“ลาก่อน... ไม่ว่าชาติหน้าหรือชาติไหนอย่าได้เกิดมาเป็นลูกคนใจโฉดแบบฉันอีกเลย”
10 ปีต่อมา
“ตาเล็กกลับมาหรือยัง” อัษฎาถามจำปา นางวางน้ำชาลงตรงหน้าท่าน
“กลับมาได้สักพักแล้วค่ะ เล่นเกมอยู่บนห้อง”
ปู่ส่ายหัวระอา ทำไมหลานคนนี้ไม่เคยทำให้เขาวางใจได้เลย
“ไปตามลงมาที”
อัษฎาหยิบแก้วน้ำชา ปรายตามองจำปาที่กำลังเดินพ้นเขตประตู ทว่าเด็กหญิงคนหนึ่งที่ยืนรออยู่ด้านนอกทำให้ท่านชะงัก
“แก้วเอ๊ย เข้ามานี่มา”
จำปาพยักหน้าอนุญาต เรือนแก้วยิ้มหวานคลานเข่าไปยังคุณท่าน
“เป็นไงลูก ขึ้นป.4 ยากไหม” แกส่ายหัว
“ไม่ยากเลยค่ะ แก้วชอบภาษาอังกฤษ”
“งั้นเรอะ...อยากเรียนพิเศษหรือเปล่า ฉันจะให้คุณใหญ่พาไปสมัคร...”
“ไม่ค่ะ เสาร์ อาทิตย์แก้วต้องช่วยป้าจำปาทำงาน”
อิฐ เลิศวีรภูมิ ก้าวฉับๆ ตามป้าจำปาไปยังห้องนั่งเล่น เขาหงุดหงิดไม่น้อยที่ถูกปู่เรียกหาหลังเลิกเรียนทุกวัน
“ป้ารู้ไหมปู่มีอะไรกับผม”
“ไม่ทราบค่ะ ป้าไปทำกับข้าวก่อนนะคะ คุณเล็กอยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ย”
“ไม่อะ”
น้ำเสียงเด็กชายห้วนแสนห้วน หากจำปาชินเสียแล้ว...ทุกคนในบ้านเลิศวีรภูมิไม่มีใครคิดโกรธเคืองคุณเล็ก เสียงพูดคุยระหว่างปู่กับเด็กผู้หญิงพานให้ฝีเท้าอิฐหยุดลง เขาแนบตัวติดบานประตู หากแอบชะโงกหน้าเมียงมอง
“โตไปอยากเป็นอะไร หืมม์”
“แก้วอยากเป็นแอร์โฮสเตสค่ะ”
“งั้นเรอะ แล้วไปรู้จักแอร์โฮสเตสได้ยังไง รู้หรือเปล่าว่าเขาทำงานกันยังไง”
“รู้ค่ะ แก้วเห็นใน...”
อิฐฟังเด็กขยะฉอเลาะคุณปู่ด้วยความหมั่นไส้ เขายืนรอจนกระทั่งยายนั่นเดินออกมาจึงยื่นขาขวาไปด้านหน้าตั้งใจให้เรือนแก้วล้มหน้าคะมำริมฝีปากกระแทกพื้น
“อื้อ...”
เด็กหญิงกลั้นใจไม่ร้องสักแอะ พยายามยันกายลุกขึ้นโดยมีเด็กชายปรายตามอง
“เด็กขยะ! เด็กกำพร้า”
เมื่อเห็นเธอเซื่องลง เขาจึงแกล้งดึงหางผมเปีย คราวนี้เรือนแก้วร้องระงมด้วยความเจ็บปวด อัษฎาได้ยินรีบเดินมายังต้นเสียง
“มีอะไร...”
อิฐรีบปล่อยมือทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ เรือนแก้วก้มหน้าสะอื้น ชายชราตกใจยามเห็นเด็กหญิงปากแตกเลือดซึม
“แก้ว ไปโดนอะไรมา” แกส่ายหัวเบาๆ กัดฟันโกหกเหมือนที่เคย
“แก้วล้มค่ะ”
“งั้นหรือ?...ไปๆ รีบไปทำแผล”
อิฐยิ้มมุมปาก กอดอกดูเด็กขยะยืนน้ำตานอง อัษฎาฉงนใจหันขวับไปยังหลานชาย รายนั้นรีบปรับสีหน้า หากไม่ทันสายตาชายชราไปได้
“ให้ป้าจำปาจัดการนะ...เล็ก ตามปู่มา”
ท่านเดินนำหากหลานยังไม่เดินตาม อิฐประชิดตัวเด็กน้อยกระตุกหางเปียเป็นการตักเตือน
“ไอ้เด็กกำพร้า อย่าเสนอหน้ามายุ่งกับปู่ฉัน...แกควรอยู่ในที่สกปรกๆ ต่อไป สร้างบ้านในกองขยะเป็นไง...ฮ่าๆ”
หนูเรือนแก้วสะอื้น จ้องแผ่นหลังอิฐเดินหายเข้าห้องนั่งเล่น ทำไมคุณเล็กต้องตั้งแง่รังเกียจเธอด้วย จำความได้เขาก็ไม่เคยพูดดีกับเธอสักครั้ง แถมยังทำร้ายกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนักเข้าถึงขนาดเลือดตกยางออก
10 ปีต่อมา
“แก้วเอ๊ย ไปช่วยพี่ชุปั้นบัวลอยไป”
“จ้า ขอแก้วเก็บหนังสือแป๊บนะจ๊ะ”
เรือนแก้วกระวีกระวาดเก็บตำราเรียนวางบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ ร่างอรชรส่องกระจกรวบผมยาวมัดครึ่งหัวเหมือนทุกวัน
“ป้า...ให้แก้วมันอ่านหนังสือเถอะ ฉันทำได้”
ชุเอ่ยขณะนั่งปั้นแป้งบัวลอย หากหญิงร่างท้วมโบกมือ
“ไม่ได้ ข้าให้เวลามันมาครึ่งวันแล้ว ยังไงก็ต้องออกมาช่วยคนอื่นบ้าง”
“มาแล้วจ้า ไหนให้แก้วทำอะไร”
ชุมองหญิงสาวนัยน์ตาเอ็นดู ตบเก้าอี้ข้างตัว ส่งสัญญาณให้นั่ง
“แกนี่สวยขึ้นทุกวันๆ เลยนะแก้ว มีหนุ่มมาจีบบ้างมั้ยล่ะ”
ป้าจำปาอยากรู้เหมือนกันว่าเรือนแก้วมีผู้ชายมายุ่มย่ามบ้างหรือเปล่า นางยืนทำกับข้าวเงียบๆ ปล่อยให้ทั้งสองคุยกัน
“ก็มีบ้างจ้ะ” เธอตอบพลางล้างมือแล้วหยิบแป้งมาปั้นเป็นเม็ดกลมๆ
“ก็น่าอยู่หรอก ถ้าไม่มีสิแปลก...สวยขนาดนี้ ผิวพรรณก็ดี งานบ้านงานเรือนก็คล่อง...”
ชุอดชื่นชมไม่ได้ ตั้งแต่เล็กจนโตเรือนแก้วไม่เคยทำให้ผู้ใหญ่ผิดหวังสักคน
“เออ! ป้าจำปา...เมื่อวานฉันเห็นคุณใหญ่ยืนมองรูปคุณขวัญกับลูกสาวแน่ะ”
“ที่ไหนเรอะ” ป้าถามกลับ
“โรงรถ เหมือนรูปถ่ายจะยังอยู่ในกระเป๋า”
“เฮ้อ...อย่างว่า รักมาก เจ็บมาก ก็ต้องลืมยากเป็นธรรมดา”
เรือนแก้วฟังผู้ใหญ่คุยเงียบๆ ไม่ออกความเห็น ไม่มีปาก ไม่มีเสียง ผ่านไปร่วม 15 นาทีบรรยากาศในครัวเริ่มครึกครื้น ป้าจำปาลงมือปั้นบัวลอยเป็นเพื่อนทั้งสอง