โซ่การุณย์...1
เด็กหญิงสองคนวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่อีกคนไม่ทันระวังจึงสะดุดล้มลงบนพื้น ก่อนจะแผดเสียงร้องไห้ดังทั่วบริเวณ
“คุณเมเป็นอะไรไหมคะ”
‘ปานชีวา’ หรือ ‘มะยม’ รีบเข้าไปประคองคุณหนูของบ้านเพราะรู้ดีว่าหาก ‘คุณเม’ หรือ ‘เมลินดา’ ยังไม่ยอมหยุดร้องคนที่ซวยก็จะต้องเป็นเธอ
“แกแกล้งลูกฉันอีกแล้วเหรอฮะ! อีเด็กเหลือขอ!”
ยังไม่ทันที่ความคิดของเด็กหญิงจะสิ้นสุดเสียงแหลมของคุณมาลินีก็แผดลั่น
“คุณแม่!... ฮือ ๆ”
คุณมาลินีตรงเข้ากอดประคองลูกสาวที่นั่งร้องไห้อยู่บนพื้นแล้วปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ
“โอ๋... คนดีของแม่ไม่ร้องนะคะลูก”
“ฮือ ๆ”
“บอกแม่สิคะลูก ว่านังเด็กเหลือขอนี่มันแกล้งอะไรหนู”
“ฮึก... ฮึก... มะยมวิ่งไล่เม... ฮึก... เมวิ่งหนีเลยล้มค่ะ”
“นั่นไง! ฉันคิดอยู่แล้วเชียวอีนี่!”
พอได้ยินที่ลูกสาวบอกหญิงวัยกลางคนก็รีบลุกขึ้นพร้อมเงื้อมือหมายจะฟาดเด็กหญิงที่ตอนนี้กำลังถอยหนีอย่างลนลาน
“คุณเมล้มเองนะคะ! หนูไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะคุณป้า!”
ปานชีวารีบร้องบอกในขณะที่ขาเล็ก ๆ ยังคงก้าวถอยหลังไม่หยุด
“อย่ามาสะเออะนับญาติกับฉันนะ! แกต้องรับผิดชอบที่ทำลูกเมเจ็บตัว!”
ดวงตากลมโตของเด็กหญิงปิดสนิทรอรับแรงปะทะจากฝ่ามือของคุณมาลินี แต่แล้วเสียงทุ้มที่ดังขึ้นด้านหลังก็ทำให้ปานชีวาดีใจสุดขีด
“คุณอาจะทำอะไรครับ!”
คุณมาลินีลดมือลงเมื่อเห็นหลานชายเดินเข้ามาพร้อมมองด้วยแววตาตำหนิติติง
“อาจะตีอีเด็กเหลือขอนี่โทษฐานที่มันทำน้องเมเจ็บ”
“แค่เด็กเล่นกันครับคุณอา จะโทษมะยมก็ไม่ถูกนะครับ”
“นี่เสือเห็นนังเด็กนี่ดีกว่าน้องเชียวเหรอ!”
“เปล่าครับคุณอา ผมพูดตามความเป็นจริง อีกอย่างถ้าคุณอาตีมะยม ผมคิดว่าคุณย่าต้องไม่พอใจแน่ ๆ”
คนถูกเตือนชักสีหน้าก่อนจะคว้าแขนลูกสาวเดินออกไปอย่างโกรธเคือง
“มะยม...”
“คะ...”
เด็กหญิงเงยหน้าจนคอตั้งบ่าเพื่อมองหน้าคุณเสือผู้ที่เป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเธอ
“ต่อไปถ้าหลีกเลี่ยงการเล่นกับน้องเมได้ก็หลีกเลี่ยงนะ เพราะฉันคงไม่ได้มาช่วยเธอได้ทุกครั้ง”
“ค่ะคุณเสือ ขอบคุณนะคะ”
“ไปเถอะ แล้วอย่าเอะอะแถวนี้ฉันจะอ่านหนังสือ”
“ค่ะ”
แถวนี้ที่เขาว่าคือสวนหลังบ้านคุณย่าประภาผู้ที่มีอุปการะคุณต่อเธอ
ปานชีวารีบหายตัวไปจากสายตาของศราทันทีที่เขาบอกว่าต้องการอ่านหนังสือ แต่เธอไม่ได้หายไปไหนหรอกเพียงแต่แอบอยู่หลังต้นไม้เพื่อมองเขาเงียบ ๆ
ศรา... คือทายาทคนโตของ ‘พิริยะสกุล’ เขามีอายุมากกว่าเธอถึงสิบปี นอกจากเขาจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวสำหรับเด็กหญิงวัยสิบขวบแล้ว ก็ยังเป็นไอดอลในด้านการเรียนของเธออีกด้วย ในวัยเพียงสิบขวบปานชีวาไม่รู้อะไรมากนัก เธอรู้เพียงว่าทุก ๆ คนต่างชื่นชมในการเรียนดีของศรา จึงอยากที่จะได้รับคำชมแบบนั้นบ้าง
ปานชีวา... ถูกพ่อแท้ ๆ ทอดทิ้งเมื่อตอนแปดขวบ มันเป็นความทรงจำที่เจ็บปวด และหยั่งรากฝังลึกในใจของเด็กหญิง จนต้องนอนร้องไห้ทุกคืนเพราะเหตุการณ์นั้นยังตามหลอกหลอน และถ้าหากไม่ได้คุณย่าประภาหญิงชราเจ้าของบ้านสวนริมน้ำ เธอก็คงไม่แคล้วถูกส่งไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
และเพราะคุณย่าประภาโอบอุ้มชีวิตน้อย ๆ ของเธอเอาไว้ ปานชีวาจึงเทิดทูนท่านเหนือทุกสิ่งรวมทั้งทุกคนในพิริยะสกุลด้วย แต่มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสงสารและเอ็นดูเด็กกำพร้าอย่างเธอ
(2 ปีก่อน)
เด็กหญิงวัยแปดขวบมองดูบิดาที่ยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าด้วยความสงสัย มารดาของเธอตายจากไปได้เกือบปีทิ้งเธอให้อยู่กับบิดาเพียงลำพังในบ้านสังกะสีหลังน้อย ทำให้ปานชีวาเหลือเพียงบิดาเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งทั้งกายและใจ
“พ่อจะไปไหนจ๊ะ”
“เปล่า... เก็บเอาไว้ก่อน พ่อว่าอีกสองสามวันจะพามะยมไปเที่ยว”
พอได้ยินอย่างนั้นเด็กหญิงก็ยิ้มร่าด้วยความดีใจ เพราะช่วงหลังบิดาไม่ค่อยมีเวลาให้เธอเลย
“จริงเหรอจ๊ะ!”
“อื้อ... จริงสิลูก”
“แต่คืนนี้มะยมต้องไปอยู่กับป้าพรก่อนนะ”
“ทำไมล่ะพ่อ คืนนี้พ่อไม่ไปทำงานไม่ใช่เหรอ”
เด็กหญิงทำหน้าสลดเมื่อรู้ว่าคืนนี้เป็นอีกคืนที่ต้องไปนอนบ้านป้า เนื่องจากบิดาของเธอมีอาชีพเป็นนักดนตรีจึงต้องทำงานกลางคืน เวลาที่ไปทำงานจึงเอาเธอไปฝากนอนที่บ้านของป้าซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพ่อ
“พ่อมีงานด่วนน่ะ ไปเถอะเสร็จละ”
นายชัยพัชลุกขึ้นยืนพร้อมหิ้วกระเป๋าที่เพิ่งรูดซิปด้วยท่าทางเตรียมพร้อม
“พ่อจะเอากระเป๋าไปทำไมล่ะจ๊ะ”
“อ้อ... งานด่วนต้องไปสองวัน พ่อจะเอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยน”
“อ้าว... แต่เมื่อกี้พ่อบอกว่าเก็บกระเป๋าเตรียมไว้พา...”
“เงียบสักทีเถอะมะยม จะสงสัยอะไรกันนักกันหนาฮะ!”
พอถูกบิดาตวาดใส่เด็กหญิงก็ปิดปากเงียบแล้วเดินตามแรงจูงมาถึงที่บ้านของป้า ซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอเท่าไหร่นัก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“พี่พร! พี่!”
“เออ ๆ”
นางพรเปิดประตูออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าบูดบึ้งเช่นเคย
“ฝากมะยมหน่อยนะพี่ แล้วก็... อย่างที่บอกอะ”
“เออ! แค่ให้มันจริงอย่างที่พูดนะ!”
“จริงแน่นอนพี่”
“อืม...”
นายชัยพัชทรุดลงนั่งแล้วดึงร่างผอมบางของลูกสาวเข้ามากอดเพียงครู่เดียวก็ผละออก
“อย่าดื้อกับป้านะมะยม”
“จ้ะ”
ถึงแม้ในใจจะเกิดความสงสัยแต่เธอก็ไม่กล้าที่จะถามอะไรอีกแล้ว
“ไป ๆ เข้าบ้าน”
นางพรดึงหลานเข้าบ้านแล้วปิดประตูแทบจะทันที แต่เด็กหญิงที่ยังรู้สึกอาลัยกับอ้อมกอดของบิดาไม่ยอมขยับออกจากหน้าประตู
“เอ้า! มานอนสิอีมะยม จะยืนตรงนั้นทั้งคืนหรือยังไง!”
“เปล่าจ้ะ”
“เปล่าก็มานอน บอกเอาไว้ก่อนนะว่าถ้าต่อไปนี้มึงดื้อกับกูละก็มึงโดนแน่”
“หนูแค่ขอนอนด้วยจ้ะ ไม่ดื้อกับป้าหรอก”
“แค่ขอนอนด้วยอะไรของมึง ต่อไปนี้มึงต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปนั่นแหละ”
“พ่อไปแค่สองวันจ้ะ เดี๋ยวก็มา”
“นี่มึงไม่รู้เลยเหรออีมะยม พ่อมึงน่ะเขาไปมีเมียใหม่ เมียรวยได้ดิบได้ดีแล้ว และเมียรวยของเขาไม่เอามึงเขาถึงได้เอามาทิ้งไว้กะกูนี่ไง!”
“ไม่จริง! ป้าโกหก!”
“อ้าวอีนี่ เดี๋ยวกูตบปากแตก! กูพูดจริงทุกคำโว้ย!”
“หนูจะไปถามพ่อ!”
ไม่ทันที่นางพรจะได้ห้ามปรามคนตัวเล็กก็เปิดประตูแล้ววิ่งออกไปจากบ้านทันที
สองเท้าเล็ก ๆ ที่ไร้รองเท้าสวมใส่เหยียบหินลูกรังบนถนน แต่ความเจ็บปวดไม่อาจหยุดเธอได้ เพราะสิ่งที่คิดตอนนี้คือต้องตามบิดาไปให้ทัน
“พ่อ! พ่อจ๋า!”
เด็กหญิงตะโกนเรียกสุดเสียงเมื่อเห็นร่างสูงของบิดากำลังจะเปิดประตูรถเบนซ์คันหรู
“พ่อ!”
เมื่อเห็นว่าบิดาหันกลับมามองเธอก็ชะลอฝีเท้าลงเพราะทั้งเหนื่อยทั้งเจ็บ อีกทั้งยังมั่นใจว่าบิดาจะต้องหยุดรอเพราะเห็นเธอแล้ว
แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น...
“พ่อ!!!!”
เสียงเล็กเรียกดังกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าบิดาเปิดประตูขึ้นไปนั่งในรถราวกับไม่เห็นเธอ
“พ่อจ๋า! รอหนูด้วย! พ่อ!!!”
ร่างเล็กล้มกลิ้งบนพื้นถนนลูกรังเมื่อสองขาหมดเรี่ยวแรง ในขณะที่ปากยังร้องเรียกบิดาและดวงตาก็ยังจับจ้องไฟท้ายรถที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ
“พ่อ! ฮือ ๆ... พ่อทิ้งหนูทำไม... ฮึก... หนูจะอยู่กับใครล่ะพ่อจ๋า... ฮือ ๆ...”
เสียงร่ำไห้คล้ายใจจะขาดเกิดขึ้นจากหัวใจที่อาวรณ์และว้าเหว่ แต่นางพรซึ่งเป็นป้าแท้ ๆ ไม่ได้นึกสงสารเด็กหญิงผู้อาภัพคนนี้เลยแม้แต่น้อย
“หนอย... อีมะยม! มึงมานี่เลย!”
คืนนั้นเป็นคืนที่ปานชีวาจำได้ไม่มีวันลืม เธอถูกบิดาทิ้งและยังถูกป้าแท้ ๆ ตีจนเนื้อตัวแตกยับ เรียกได้ว่าทั้งกายและใจของเธอบอบช้ำอย่างแสนสาหัส จนเกิดเป็นบาดแผลในใจที่ไม่สามารถจะลบเลือน
(2 เดือนต่อมา)
“ออกไป! มึงออกไปเลย!”
ตุบ!
กระเป๋าเสื้อผ้าถูกโยนใส่จนร่างผอมบางของเด็กหญิงล้มลง
“ฮึก... ป้า... แล้วหนูจะไปอยู่ที่ไหน... ฮือ ๆ”
เธอพยายามยกมือไหว้อ้อนวอนผู้เป็นป้า ถึงจะไม่ได้อยากอยู่ด้วยแต่เธอไม่มีที่พึ่งที่ไหนอีกแล้ว
“กลับไปอยู่บ้านมึงไง! ไป! ออกไปให้พ้นบ้านกู!”
นางพรขับไล่อย่างไม่ปรานี สาเหตุก็เพราะบิดาของเด็กหญิงซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ ของเธอผิดสัญญา ที่บอกว่าไปได้ดิบได้ดีมีเมียรวยจะส่งเงินกลับมาเป็นค่าเลี้ยงดู แต่นี่เงียบไปถึงสองเดือนซ้ำเบอร์โทรที่ให้ไว้ยังไม่สามารถติดต่อได้ นางจึงโกรธและไล่เด็กหญิงออกจากบ้านโดยไม่คิดสงสาร
“อะไรกันนังพร ไล่มันกลับไปอยู่บ้านแล้วมันจะอยู่กินยังไง”
ยายมาซึ่งเป็นคนในละแวกบ้านเดินออกมาดูอย่างอดไม่ไหว ทั้งสงสารและเวทนาเด็กหญิงผู้อาภัพคนนี้
“จะกินยังไงก็เรื่องของมัน หรือจะอดตายก็ช่างมัน! แกสงสารก็เอามันไปอยู่ด้วยสิยายมา!”
“ฮือ ๆ... ป้าจ๋า...”
“ไป! อย่ามาเกะกะหน้าบ้านกู!”
นางพรผลักหลานสาวแล้วเข้าบ้านปิดประตูทันที
“เฮ้อ... มากับยายเถอะมะยม”
ยายมาถอนใจแล้วพยักหน้าเรียกเด็กหญิง
“ยายมา... ฮึก... จะให้หนูไปอยู่ด้วยเหรอจ๊ะ”
เสียงถามเจือสะอื้นและแววตาเดียงสาที่จ้องมองอย่างมีความหวังทำเอาหญิงชราน้ำตารื้น
“ยายจะมีปัญญาที่ไหนเลี้ยงเอ็งล่ะ แต่เอ็งไปกับยายเถอะ ยายจะพาเอ็งไปหาคุณท่าน”
“ใครจ๊ะ”
“มาเถอะน่า...”
ยายมาพาเด็กหญิงไปยังบ้านสวนของคุณย่าประภาซึ่งอยู่ห่างออกไปห้ากิโลเมตร เพราะลูกหลานรวมทั้งสามีที่ตายจากไปแล้วของนางล้วนเป็นคนงานที่บ้านนี้ จึงรู้ว่าคุณท่านหรือคุณย่าประภาเป็นคนใจดี ยายมาจึงได้แต่หวังว่าคุณท่านจะเมตตาเลี้ยงดูเด็กหญิงเอาไว้
“มะยม... ขยับเข้ามากราบคุณท่านสิ”
“สวัสดีค่ะคุณท่าน”
ทันทีที่มือน้อยกราบลงบนพื้นตรงหน้าของคุณท่าน ยายมาก็รู้ได้จากแววตาของอีกฝ่ายว่ามีหวัง
“นี่มะยมค่ะ ที่ฉันเล่าให้ฟังเมื่อหลายวันก่อน”
“แล้ววันนี้พามายังไงล่ะ”
“พ่อมันที่ทิ้งไปไม่ยอมส่งเงินกลับมา นังพรมันเลยไล่หลานออกจากบ้านค่ะ”
“โธ่เอ้ย... เวรกรรมจริง”
“ค่ะ ฉันเองก็ไม่มีปัญญาจะเลี้ยงดูมัน เลยพามันมาหาคุณท่านเผื่อคุณท่านจะเมตตา”
“บ้านนี้ไม่มีใคร ลูกหลานก็นานทีกว่าจะแวะเวียนมา เอาเป็นว่ามาอยู่เป็นเพื่อนย่าแล้วกันนะมะยม พ่อเขากลับมารับเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับ”
“เอ้า! นั่งอึ้งอยู่นั่นล่ะ กราบขอบคุณคุณท่านสิมะยม!”
“ขอบคุณค่ะคุณท่าน”
“คุณย่า... ต่อไปเรียกย่าว่าคุณย่า”
ทั้งน้ำเสียงและแววตาเอื้อเอ็นดูทำให้เด็กหญิงรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะตั้งแต่มารดาตายจากก็ไม่มีใครมองเธอด้วยแววตาเช่นนี้อีกเลย ส่วนชาวบ้านที่รู้จักก็จะมองด้วยความสมเพชเวทนาเสียส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสายตาที่ปานชีวาไม่ชอบเอาเสียเลย
(ปัจจุบัน)
ถึงแม้ชีวิตจะพบเจอแต่เรื่องที่ชวนให้เศร้าหมอง แต่เด็กหญิงก็เก็บทุกความเจ็บปวดเอาไว้ในใจ ซ่อนน้ำตาเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มสดใส ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ต้องการให้ใครมาสมเพชหรือเวทนาเธอ
“มะยม มะยม!”
“จ้ะป้าเนียน”
ร่างเล็กที่ยืนแอบอยู่หลังต้นไม้สะดุ้งเมื่อถูกป้าเนียนเรียกเสียงดัง
“เอ็งไปหาคุณท่านเร็ว ๆ เลย!”
“มีอะไรเหรอป้า”
“เออน่ะ ไปถึงก็รู้เอง”
เด็กหญิงเกาหัวแกรกด้วยความสงสัยว่าเพราะเหตุใดพวกผู้ใหญ่ถึงชอบใช้คำนี้กันนัก จะเสียเวลาสักครึ่งนาทีบอกให้เธอรู้หน่อยไม่ได้หรือยังไง
เธอเดินตามหลังแม่บ้านมาจนถึงเรือนไม้ทรงไทยหลังใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่ของคุณท่าน และตอนนี้ก็เป็นที่อยู่ของเธอด้วยเพราะคุณท่านเมตตา
พอขึ้นถึงโถงรับแขกเด็กหญิงก็แทบจะก้าวขาไม่ออก เมื่อเห็นว่าป้าแท้ ๆ ของเธอนั่งอยู่ที่นั่นด้วย พร้อมทั้งคุณท่าน คุณมาลินีและเมลินดา
“เข้ามานี่สิมะยม”
น้ำเสียงที่แฝงด้วยความปรานีของคุณท่านทำให้เท้าเล็กก้าวต่อไปข้างหน้าก่อนจะนั่งลงบนพื้นไม้ขัดมันเช่นเดียวกับป้าของเธอ
“อ้าว... ยังไงล่ะ มาธุระอะไรพูดอีกทีสิ”
“ฉันจะมารับหลานกลับไปอยู่ด้วยกันค่ะ”
พอได้ยินอย่างนั้นดวงตากลมของเด็กหญิงก็มีประกายตื่นตระหนก พร้อมมองไปที่คุณท่านของเธอราวกับกำลังขอความช่วยเหลือ
“ทำไมล่ะ ตอนแรกที่เด็กมาอยู่ที่นี่เธอก็สนับสนุน ฝากเอกสารจำเป็นมาให้ฉันพามะยมเข้าโรงเรียนใหม่ไม่ใช่หรอกเหรอ”
“ค่ะ แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันควรเอาหลานไปเลี้ยงเอง”
“ทำไมล่ะ พ่อเขากลับมาแล้วเรอะ”
“ยังค่ะ พ่อนังมะยมมันไม่เคยติดต่อมา”
คำตอบนั้นของป้าเปรียบได้กับแส้ที่โบยตีหัวใจดวงน้อยจนเกิดแผลเหวอะหวะ ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริงที่เธอถูกบิดาทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี แต่ทุกครั้งที่ได้ยินก็อดที่จะรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้
“เอาไว้พ่อเขากลับมาให้พ่อเขามารับก็แล้วกัน”
คำตอบของคุณย่าประภาทำให้เด็กหญิงรู้สึกใจชื้น เพราะเธอไม่ต้องการกลับไปอยู่ในความดูแลของป้าอีก
“ถ้าคุณไม่ให้นังมะยมมันกลับไปกับฉันก็ต้องจ่ายมาสามหมื่น”
“อย่าไปจ่ายนะคะคุณแม่ ให้มันกลับไปกับญาติมันซะ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเสียเงินเสียทองให้พวกมัน!”
เพียงแค่ถูกแม่สามีปรายตามองลูกสะใภ้อย่างมาลินีก็รีบหุบปากฉับ
“สรุปที่เธอมาใจจริงไม่ได้อยากได้หลานแต่ต้องการเงินสินะ”
“ไม่...”
“อายุของฉันเกินครึ่งคนมามากแล้วเธอไม่จำเป็นต้องโกหก แต่เสียใจด้วยนะเพราะวันนี้เธอจะไม่ได้ทั้งเงินและก็หลานกลับไป”
“ไม่ได้! นังมะยมมันเป็นหลานฉัน ยังไงฉันก็จะพามันกลับ!”
“ถ้าพ่อของมะยมมารับเมื่อไหร่ฉันจะให้กลับ”
“ก็ได้! ฉันจะไปแจ้งตำรวจว่าพวกคุณกักขังหน่วงเหนี่ยวหลานของฉัน!”
“ก็เอาสิ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าระหว่างเธอกับฉัน ใครกันที่จะต้องเข้าตะราง!”
น้ำเสียงของหญิงชราเข้มขึ้นเพราะนึกรังเกียจความเห็นแก่ตัวของคนตรงหน้า
“คุณน่ะสิที่ต้องติดคุก! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดจะติดคุกเรื่องอะไร!”
“ก็เรื่องที่คุณทารุณกรรมเด็กไงล่ะ...”
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของหญิงชรา แต่เป็นเสียงของศราที่เดินเข้ามาสมทบ
“คุณคงนึกไม่ถึงหรอกว่าตอนที่มะยมมาถึงมือคุณย่า ร่างกายของมะยมยังคงมีบาดแผลจากการถูกทำร้าย และเราถ่ายภาพพวกนั้นเก็บไว้เป็นหลักฐาน รวมทั้งถ่ายคลิปวิดีโอที่มะยมเป็นคนพูดเอง ว่าเธอถูกใครทำร้ายและทารุณยังไงบ้าง”
นางพรหน้าซีดเผือดเพราะคาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะพลิกผันเป็นเช่นนี้ นอกจากพลาดหวังจากเงินก้อนโตแล้วก็ยังเสี่ยงต้องติดคุกอีกด้วย ความเป็นจริงสิ่งจูงใจที่ทำให้กล้ามาที่นี่ก็คือเงินล้วน ๆ แต่ไม่คิดว่าจะถูกสวนกลับจนหมดทางเดิน
“กลับไปซะ แล้วอย่ามาวุ่นวายที่นี่อีก ถ้าพ่อของมะยมต้องการรับลูกสาวให้เขามารับด้วยตัวเองได้ทุกเมื่อ แต่ตอนนี้... เชิญ!”
ทั้งน้ำเสียงและแววตาเอาจริงของหลานชายเจ้าของบ้าน ทำให้นางพรได้แต่ขบฟันแน่นแล้วกอบเศษหน้าที่เเตกยับก่อนจะเดินกระแทกเท้าจากไป
“อันที่จริงก็น่าจะให้มันกลับไปอยู่กับญาติมันนะคะคุณแม่ เปลืองข้าวเปลืองน้ำ ไหนจะค่าเล่าเรียน”
“ทุกวันนี้ฉันขอเงินแม่ม่านมาซื้อข้าวหรอกเหรอเนี่ย”
“ปะ... เปล่าค่ะ”
“แล้าค่าเล่าเรียนของมะยมล่ะ ค่าเทอม ค่าเสื้อผ้า สมุดดินสอ แม่ม่านออกให้หรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ”
“นั่นสิ แล้วแม่ม่านจะเดือดร้อนอะไรล่ะ”
คุณมาลินีหน้าม้านเมื่อถูกแม่สามีตอกกลับ ส่วนศราก็ได้แต่ซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย เพราะไม่อยากให้อาสะใภ้อับอายไปมากกว่านี้
ในเวลามื้อค่ำทุกคนนั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร รวมทั้งเด็กหญิงปานชีวาที่ประมุขของบ้านให้ร่วมโต๊ะด้วย ถึงแม้จะมีคนไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะขัดใจ
“เรื่องโอนที่เสร็จแล้วนะครับคุณแม่”
คุณพายัพซึ่งเป็นลูกชายคนโตของบ้านบอกกับมารดาในขณะที่กินมื้อค่ำ
“อืม... แล้วแบบนี้จะอยู่ต่อไหม หรือจะกลับเลย”
“กลับพรุ่งนี้ครับคุณแม่ ที่บริษัทยังมีเรื่องต้องจัดการหลายอย่าง”
“พักบ้างก็ได้นะลูก เอาสุขภาพไว้ก่อน”
“ผมยังแข็งแรงครับ คุณแม่ก็พูดเหมือนลูกชายขี้โรคไปได้”
“รออีกหน่อยตาเสือเรียนจบ คุณพี่ก็คงมีคนแบ่งเบาค่ะ”
“เสียดายนะที่แม่ญาดาไม่มีลูกอีก ไม่งั้นบ้านเราคงคึกคักกว่านี้”
“หนูขอโทษค่ะคุณแม่”
“ขอโทษทำไม ไม่ใช่ความผิดอะไรสักหน่อย”
คุณมาลินีกำด้ามช้อนแน่นเมื่อได้ยินน้ำเสียงของแม่สามีที่พูดกับลูกสะใภ้อีกคนซึ่งต่างจากเธออย่างเห็นได้ชัด
“ยังดีนะที่ยังมีหลานชายคนหนึ่ง หลานสาวคนหนึ่งให้ย่าได้พอชื่นใจ”
เมลินดาฉีกยิ้มหวานให้คุณย่าอย่างประจบพร้อมออดอ้อนเสียงหวานทันที
“คุณย่าพูดแบบนี้แสดงว่าคุณย่ารักน้องเมใช่ไหมคะ”
“รักสิ... หนูเป็นหลานของย่าทำไมย่าจะไม่รัก”
“ดีจังค่ะที่คุณย่ารักน้องเม”
คุณมาลินีลอบมองเด็กหญิงที่นั่งตรงข้ามด้วยแววตาสะใจ แต่การกระทำนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของคุณย่าประภาไปได้
“อะ... กินนี่สิ ของโปรดเราไม่ใช่เรอะ”
หญิงชราตักทอดมันกุ้งใส่ในจานข้าวของปานชีวาเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงนั่งกินข้าวเปล่าเงียบ ๆ โดยไม่ยื่นมือออกมาแตะต้องกับข้าวหลายอย่างที่อยู่บนโต๊ะ เพราะความเจียมตัวซึ่งจะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งยามที่ลูกชายและลูกสะใภ้มาเยี่ยมนาง
“ขอบคุณค่ะคุณย่า”
คุณมาลินีกัดฟันกรอดเมื่อเห็นแม่สามีเอ็นดูหลานนอกไส้อย่างออกนอกหน้า
หลังจากที่จบมื้อค่ำทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าห้อง เหลือเพียงคุณพายัพและภรรยาที่ยังนั่งอยู่ที่โถงรับแขก
“คุณง่วงก็ไปนอนก่อนได้นะ วันนี้นั่งรถมาทั้งวันแล้วคงเพลียแย่”
คุณพายัพเงยหน้าขึ้นจากเอกสารเพื่อบอกภรรยาด้วยความอาทร และสิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มบาง ๆ
“ดาอยากนั่งเป็นเพื่อนคุณค่ะ”
“งั้นผมขออ่านเอกสารนี่อีกสักครู่”
“ค่ะ”
ในระหว่างที่สองคนคุยกันคุณมาลินีก็เดินเข้ามาพร้อมถาดใส่ถ้วยกาแฟ
“เห็นคุณพี่ทำงานต่อม่านเลยชงกาแฟมาให้ค่ะ ของพี่ดาก็เป็นน้ำผลไม้ค่ะ”
เธอวางถาดลงพร้อมรอยยิ้มประจบเอาใจจนสองสามีภรรยาหันมองหน้ากัน เพราะต่างคนต่างรู้ดีว่าหากเป็นเช่นนี้คงไม่แคล้วถูกอ้อนวอนให้ช่วยอะไรสักอย่าง
“ขอบใจ แต่พี่ไม่ดื่มกาแฟแล้วล่ะ จะนอนแล้ว”
“อ้อ... ค่ะ ม่านลืมดูเวลา”
“ไม่เป็นไรจ้ะ”
คุณญาดาบอกปัดแล้วหยิบแก้วน้ำผลไม้ขึ้นจิบเพื่อไม่ให้คนยกมาเสียน้ำใจ
“คุณพี่เห็นวันนี้ที่โต๊ะอาหารไหมคะ ที่คุณแม่ตักอาหารให้นังหลานนอกไส้ทั้ง ๆ ที่หลานแท้ ๆ นั่งอยู่ตั้งสองคน”
“มะยมนั่งใกล้คุณแม่น่ะ เธออย่าคิดมากเลย”
“ม่านไม่ได้คิดมากนะคะ แต่มันหลายครั้งแล้ว เวลาม่านได้ยินมันเรียกคุณแม่ว่าคุณย่า ม่านแสลงหูเหลือเกิน”
“ใจเย็น ๆ เถอะน้องม่าน มะยมก็แค่เด็กอาภัพคนหนึ่ง น่าสงสารออก”
“ไม่น่าสงสารสักนิดค่ะ ที่ม่านมาหาคุณพี่ก็เพราะ...”
คุณพายัพวางเอกสารแล้วเอนหลังพิงโซฟาเพื่อรอฟังน้องสะใภ้
“คุณแม่เชื่อคุณพี่พายัพ ม่านอยากให้คุณพี่ไปบอกคุณแม่ให้ส่งนังเด็กมะยมกลับไปอยู่บ้านป้ามันค่ะ”
“เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าก่อนมาอยู่ที่นี่เด็กถูกป้าทำร้าย ถ้ากลับไปจะไม่โดนอีกเหรอ”
“โดนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรานี่คะ ลูกหลานก็ไม่ใช่”
คำพูดที่แสดงถึงความใจดำนั้นทำเอาคนฟังถึงกับลอบถอนหายใจ
“พี่ว่าม่านอย่าไปยุ่งเรื่องมะยมเลย ดูคุณแม่จะเอ็นดูแกมาก อีกอย่าง... เวลาพวกเราไม่อยู่มะยมก็อยู่เป็นเพื่อนคลายเหงาให้คุณแม่”
“พี่ดาคะ พี่ดาอย่ามองโลกในแง่ดีเกินไปนะคะ ถ้าเกิดคุณแม่คลุกคลีหรือรักมันมาก ๆ ท่านอาจจะยกอะไร ๆ ที่ลูกของพวกเราควรได้ให้มันก็ได้นะคะ”
“อ้อ... เป็นห่วงเรื่องนี้เองหรอกเหรอ เธอไม่ต้องห่วงหรอกเพราะฉันเชื่อว่าแม่ฉันรักลูกหลานมากพอ แต่ถ้าเธออยากพูดก็ไปพูดกับท่านเองเลย ไปเถอะดา...”
คุณพายัพตัดบทด้วยการชวนภรรยาลุกออกไปโดยไม่สนใจใบหน้าที่แดงก่ำของน้องสะใภ้เลยแม้แต่น้อย
“โง่ทั้งผัวทั้งเมีย! วันหนึ่งนังมะยมมันฮุบไปหมดอย่ามาหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน!”
เธอเข่นเขี้ยวไล่หลังอย่างเดือดดาล ทั้งอับอายที่ไม่มีใครสนใจคำพูดของเธอ รวมทั้งคับแค้นใจที่ไม่สามารถทำอะไรกับเด็กที่มองว่าเป็นคู่แข่งของลูกสาวได้