บุคคลในความทรงจำ
เสียงสุนัขตัวน้อยร้องอิ๋ง ๆ อย่างดีใจ เมื่อมันได้กลิ่นอบอุ่นคุ้นเคยของเจ้านาย ม่านไหมเดินไปเปิดกรงรั้วเล็ก ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ามันมาแนบอก ทั้งสองหยอกล้อกันเล่นอย่างแสนคิดถึง ทั้ง ๆ ที่ห่างกันเพียงแปดชั่วโมง เวลาระหว่างวันที่หญิงสาวไปทำงาน
“กลับมาแล้วหรือ ลูก”
ม่านไหมหันไปมองบิดา ที่ค่อย ๆ เดินออกมาสู่ชานบ้าน ด้วยเก้าอี้ฝึกเดิน
“ไหมเพิ่งถึง พ่อหิวหรือยังคะ” ม่านไหมก้าวขึ้นบันไดเตี้ย ๆ เพียงสามขั้นของบ้านปูนชั้นเดียวดีไซน์ง่าย ๆ ไม่ลืมที่จะอุ้มเจ้าโก๋แก่ติดมือมาด้วย
“พ่อยังไม่หิว ไหมพักก่อนก็ได้” อดีตเสี่ยใหญ่มองลูกสาวอย่างสงสาร ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าลูกสาวเหนื่อยล้าแค่ไหน ที่ต้องดิ้นรน หารายได้มาจุนเจือครอบครัว
ม่านไหมส่ายหน้าเร็วปรื๋อ พลางอวดรอยยิ้มสดใสให้บิดา “พ่อรอแป๊บนะคะ วันนี้ไหมจะทำฉู่ฉี่ปลาซาบะ ให้พ่อทาน”
เจ้าโก๋แก่ดิ้นรนออกจากอ้อมกอดหญิงสาว พลางวิ่งวุ่นดมกลิ่นไปทั่วบ้าน ม่านไหมหยิบถุงผ้า ข้างในมีทั้งของสดและวัตถุดิบ ที่ใช้ในการประกอบอาหาร เธอแวะจ่ายตลาดหลังเลิกงานอาทิตย์ละสองครั้ง เพื่อกักตุนสิ่งของ เผื่อวันไหนต้องทำงานล่วงเวลาแทนเพื่อนร่วมงาน
ร่างเล็กของม่านไหมก้าวผ่านห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ เดินทะลุไปด้านหลัง ภายในครัวเล็ก บนเคาน์เตอร์มีเพียงอุปกรณ์ที่จำเป็น กับเตาแก๊สเล็กๆ ราคาถูก ม่านไหมใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง อาหารสองสามอย่างก็ขึ้นโต๊ะพร้อมรับประทาน
นายกำธรเดินพยุงตัวเองช้าๆ มายังโต๊ะกินข้าว เขาเอื้อมมือไปหยิบรีโมททีวีมาเปิดดูเพื่อฆ่าเวลา
“สาว ๆ อกหักกันถ้วนหน้าค่ะ เมื่อพ่อเลี้ยงหนุ่มรูปหล่อ เตชิต รัฐกูล ควงสาวสวยออกงานเปิดตัว ดิ แกรนด์ กลอเรียส ฮอลล์ ธุรกิจโครงการใหม่ในเครือแสงตะวัน กรุฟ งานนี้สาวเจ้า มิใช่ใครที่ไหน น้องแก้ม ยุลดา นางเอกสาวสุตฮอตของวงการบันเทิง” นายกำธรกำรีโมทในมือแน่น ก่อนจะรีบเปลี่ยนช่อง
“อาหารอร่อย ๆ มาแล้วค่ะ ม่านไหมขอนำเสนอ”
น้ำเสียงสดใสของลูกสาวทำให้เขาต้องรีบหันหน้าไปมอง เห็นอีกฝ่ายยิ้มแย้ม พลางมองจานอาหารในมือตนอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะค่อย ๆ เดินมาวางเรียงรายบนโต๊ะพับเล็ก ๆ
“ทำเยอะจังเลยลูก” ม่านไหมยิ้มหวาน
“ไหมทำจริง ๆ แค่ฉู่ฉี่อย่างเดียวค่ะ นอกนั้นไหมห่อกลับจากที่
ทำงาน”
หญิงสาวตอบอย่างไม่รู้สึกอะไร ที่ต้องห่ออาหารเหลือรับประทาน จากที่ทำงานกลับมาทานต่อที่บ้าน เธอไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นสิ่งน่าอาย การกินทิ้งกินขว้างทั้ง ๆ ที่ลำบากอยู่ต่างหาก ถึงเป็นสิ่งไม่น่าทำ สองพ่อลูกนั่งทานอาหารกันเงียบ ๆ มีเสียงทีวีเปิดทิ้งไว้เบา ๆ พอให้บ้านหลังน้อยไม่เงียบเหงาจนเกินไป
นาฬิกาบอกเลยเวลาเข้านอนมากว่าชั่วโมงแล้ว แต่ร่างน้อยยังคงนอนเบิกตากว้าง ท่ามกลางเสียงสายฝนตกกระทบหลังคาดังเปาะแปะ ทั้งที่ร่างกายแสนจะเหนื่อยล้า แต่ตายังไม่หลับเมื่อสมองเอาแต่คิดถึงภาพข่าวในทีวีเมื่อตอนเย็น เตชิต รัฐกูล หลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนชีวิตเขาจะรุ่งโรจน์ขึ้นเรื่อย ๆ แตกต่างจากเธอและครอบครัว ที่ชีวิตแทบจะมอดไหม้ ไม่เหลืออะไร
“ผู้หญิงสารเลว เห็นแก่เงิน ชีวิตนี้อย่าหวังเลยว่าจะมีชีวิตที่ดี”
คำประกาศกร้าวของเขายังคงก้องกังวาน ดวงตาคมกล้าจ้องมองเธออย่างเกลียดชัง เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ม่านไหมหลับตาลง ปล่อยน้ำตารินไหล แต่ไร้เสียงสะอื้น
เธอรักเขา เธอยังรักเขา
หัวใจดวงน้อยเต้นแผ่วเบา เมื่อคิดถึงเจ้าของดวงตาคมลึกซึ้ง ไม่ว่านานแค่ไหนมันยังคงชัดเจนใน
ความทรงจำของเธอ
กว่าจะหลับได้สนิท เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ แต่เธอยังต้องตื่นแต่เช้า เพื่อเตรียมอาหารไว้ให้บิดา ทั้งอาหารเช้าและกลางวัน อาหารเช้าถูกวางไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย เหลือเพียงอาหารกลางวัน หญิงสาวเอาไปวางใกล้ๆ กับไมโครเวฟ เพื่อให้บิดานำมาอุ่นอาหารได้สะดวก
“พ่อคะ ไหมไปทำงานแล้วนะคะ” หญิงสาวเข้าไปปลุกบิดาถึงบนเตียง หลังจากลังเลใจอยู่นานเมื่อเห็นท่านยังไม่ตื่น ร่างบางเอื้อมมือไปคลุมผ้าห่มที่หลุดรุ่ย เธอสะดุ้งเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนบนผิวกายบิดา
“พ่อคะ”
นายกำธรปรือตามองลูกสาวอย่างยากลำบาก ไอฝนเมื่อเย็นวานทำพิษเขาจนได้
“พ่อไม่สบายนี่ค่ะ ทำไมไม่บอกไหม” นายกำธรฝืนยิ้มแห้งๆ
“พ่อแค่ตัวรุม ๆ เป็นไข้หวัดนั่นแหละ” เขาบอกลูกสาวเสียงแหบแห้ง
ม่านไหมเทน้ำจากเหยือกให้บิดา
“ไหมไปทำงานเถอะ พ่อกินข้าวกินยา เดี๋ยวก็ดีขึ้น”
เมื่อได้ดื่มน้ำ น้ำเสียงบิดาถึงได้ฟังสดใสขึ้น
ม่านไหมลังเล ห่วงพ่อก็ห่วง งานวันนี้ก็สำคัญ
“ไปเถอะลูก ถ้าพ่อไม่ไหว พ่อจะโทรหา”
เพราะบิดายืนกรานไม่ยอมให้เธอลางาน วันนี้เธอเลยต้องมาทำงานด้วยใบหน้าวิตกกังวล จนเพื่อนร่วมงานสังเกตได้ เกศรินมองใบหน้าซีดเผือด ที่แม้วันนี้จะแต่งหน้าเข้มขึ้นกว่าทุกวัน แต่ไม่อาจปกปิดดวงตาอิดโรยได้เลย
“ไหมไม่สบายหรือเปล่า”
ม่านไหมเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์มองเกศริน พลางส่ายหน้า
“ไหมห่วงพ่อ เมื่อเช้าพ่อมีไข้นิดหน่อย”
เกศรินมองใบหน้าหม่นหมองของอีกฝ่ายอย่างเห็นใจ ม่านไหมมีพี่สาวที่ทำงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับภายในโรงแรมเดียวกัน แต่ฝ่ายนั้นเลือกเช่าคอนโดหรูอยู่ตามลำพัง ในขณะที่ม่านไหมต้องเป็นฝ่ายไปกลับบ้านเช่ากับที่ทำงานทุกวัน เพื่อได้ดูแลบิดาที่ไม่ค่อยแข็งแรง “แล้วพ่อเป็นอะไรมากไหม”
ม่านไหมส่ายหน้า
“เดี๋ยวเบรกไหมจะลองโทรหา”
เพราะรู้ว่าบิดาเกรงใจที่จะโทรหาเธอในเวลางาน หากไม่สุด ๆ จริง ๆ ไม่กล้าโทรมารบกวนเธอเลย
“เออนี่ ไหมรู้มั้ย โรงแรมเราถูกเทคโอเวอร์แล้วนะ”
ม่านไหมพยักหน้า เธอได้ข่าวว่าทุกแผนกต่างก็ถูกเรียกตัวไปรับทราบนโยบายใหม่หมดแล้ว เหลือแค่แผนกเธอ ที่ฝ่ายบุคคลเรียกเป็นรายบุคคล
“เมื่อวานเอชอาร์ เรียกไปคุยว่าอะไรบ้าง” เธอหันหน้ามาถามเพื่อนสนิท ที่ถูกเรียกตัวตั้งแต่เมื่อวาน
“หลัก ๆ ก็เซ็นสัญญาใหม่ ห้ามลาออกก่อนหกเดือนที่ต้องประสานงานให้ผู้ตรวจทีมใหม่”
แค่นั่นเองหรือม่านไหมแปลกใจ “แล้วทำไมเรียกทีละคน เรียกพร้อมกันน่าจะไวกว่ามั้ย”
“เขาเห็นช่วงนี้พวกเราเร่งปิดงบ เร่งยื่นภาษี กลัวงานจะชะงัก”
ม่านไหมเห็นด้วย งานบัญชีมีให้ทำทุกวัน เพราะรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นทุกวัน กว่าจะเคลียร์ให้ตัวเลขตรงกัน ต้องอ้างอิงเอกสารหลายอย่างหลายฝ่าย พูดคุยเรื่องนี้กันได้สักพัก เสียงโทรศัพท์ออฟฟิศบนโต๊ะทำงานม่านไหมก็ดังขึ้น ฝ่ายบุคคลนั่นเอง
“ได้ค่ะ สะดวกค่ะ” หญิงสาวหันมาบอกเพื่อน หลังจากวางสายลง “เอชอาร์เรียกแล้ว”
เกศรินพยักหน้ารับรู้ ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์เลยด้วยซ้ำ เพราะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ทั้งแผนกเหลือม่านไหมเพียงคนเดียวที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา ม่านไหมลุกขึ้นในจังหวะที่โทรศัพท์มือถือส่วนตัวมีสายเรียกเข้าพอดี มือเรียวหยิบออกจากกระเป๋าใบเก่า ก่อนรีบกดรับด้วยหัวใจเต้นแรง
“ไหมค่ะ ป้ายา” หญิงสาวใบหน้าซีดเผือดลงเรื่อย ๆ ขณะฟังปลายสาย
“ขอบคุณมากนะคะ เดี๋ยวไหมจะรีบตามไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ค่ะ”
เกศรินละสายตาจากหน้าจอหันมาถาม เมื่อได้ยินเพื่อนพูดถึงโรงพยาบาล
“ใครเป็นอะไร”
“พ่อนะ ป้ายาบอกว่าพ่อไข้ขึ้นสูงมาก ตอนนี้กำลังพาไปโรงพยาบาล” หญิงสาวบอกอย่างร้อนใจ
“งั้นไหมรีบไปเถอะ” เกศรินบอกอย่างกังวลไปกับเพื่อนด้วย
“แล้วเรื่องเอชอาร์” ม่านไหมคิดไม่ตก ความวิตกกังวลฉายชัดบนใบหน้า
“ไหมแวะเซ็นก่อน ทำเรื่องลากิจกะทันหันแล้วออกไปเลย เราจะบอกพี่จีนเอง”
ม่านไหมพยักหน้า จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะห่วงบิดา โชคดีของเธอเหลือเกินที่ได้เพื่อนบ้านเอื้อเฟื้อมีน้ำใจช่วยดูแลกัน หากอีกฝ่ายไม่เอาขนมไปแบ่งให้ เธอก็คงไม่รู้ว่าบิดานอนซมลุกไม่ขึ้นด้วยพิษไข้