เจ้าจันทร์เมียยักษ์ บทที่ ๑ ต่อให้มีมนตรากี่คาถา นางก็มิรัก (๑)
ณ วิมานฉิมพลี
หลังจากขึ้นเป็นพระชายาของอาณาจักรครุฑ ก็มีเรื่องให้ทำมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือการร่วมหลับนอนกับสวามี การบ้านการเมืองที่หาได้เข้าใจกับมันไม่ อีกหนึ่งหัวใจหลักก็คือการนั่งเป็นแม่เมืองให้แก่อาณาจักร น่าแปลกที่อาณาจักรครุฑนี้ร้างลาจากมเหสีมานานเหลือเกิน หรืออาจเพราะท้าวไกรสิงห์นั้นไม่มีวี่แววว่าจักเคยมุ่งหมายผู้หญิงคนไหน เมื่อท่านประกาศว่ามีพระชายา ชาวครุฑาครุฑีทั้งเมืองจึงพร้อมใจกันยินดีโดยไม่มีสงครามการเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเพื่อต่อต้านฝั่งพระชายา
เรียกได้ว่าสามีใหม่ของเธอนั้นไม่ต่างจากเนิร์ดในชีวิตจริง ที่รักไม่ยุ่งมุ่งแต่งานบ้านงานเมืองโดยแท้จริง
แต่ว่ากันว่ายิ่งไร้ประสบการณ์ เมื่อมีใครได้เปิดผนึกที่เก็บซ่อนเอาไว้ ความปรารถนาในสวาทสตรีก็ยิ่งสูง ยิ่งเมื่อเจอผู้หญิงที่ถูกใจด้วยแล้ว เมื่อเขาได้เริ่มมีสัมพันธ์กับกรรณิกาอัปสร ท้าวไกรสิงห์ก็มิต่างจากหนูที่หลงอยู่ในวังวนของกรงจั่น เขาปรารถนา ต้องการจะมีหล่อนอยู่ใต้ร่างทุกค่ำคืน และการที่เรือนกายของชายแลหญิงที่แม้นมิใช่มนุษย์แต่ก็ให้ความรู้สึกแลสัมผัสมิต่างกันนัก การได้ร่วมรักกับเขาและใช้ชีวิตกับคนที่พร้อมจักทำความเข้าใจทุกการกระทำของนาง ทำให้กรรณิกาอัปสรรู้สึกแตกต่างจากความรู้สึกที่มีต่อพระสวามีคนเดิม
แต่ก็ยอมรับว่ายังคงคิดถึงบ้านหลังเก่า คิดถึงน้ำพริกถ้วยเดิมที่เย็นชืดติดถ้วยไปแล้ว แม้จักไม่มีหวังว่าจะได้กลับมาเจอกันอีก
ความรู้สึกผูกพันจนไม่สามารถควบคุมมันเอาไว้ได้นี่มันคืออะไรกัน ทั้งๆ ที่ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้แล้ว แลตอนนี้พระสวามีใหม่ของหล่อนนั้นช่างเอาอกเอาใจรักใคร่เธอมิต่างจากของที่ถูกยกเอาไว้บนหิ้ง แต่หาได้ลืมกษัตริย์ยักษ์ตนนั้นได้ลงไม่
ไม่ต่างกับเดินหลงอยู่ในวังวนแห่งเขาวงกตที่ไม่มีทางออกอยู่จริง
แต่ท้าวไกรสิงห์ที่แอบลอบสังเกตกิริยาวาจาของพระชายาก็มิได้โง่เขลาจนไม่สามารถล่วงรู้ว่าหล่อนกำลังเฝ้าคิดถึงใคร เมื่อเห็นว่าแววตาหวานซึ้งนั้นหมองเศร้าลงในบางที ท่านจึงรับรู้ได้ว่าถ้าจักต้องการให้นางรัก คงต้องใช้เวลายิ่งกว่าค่อนครึ่งชีวี รักที่หล่อนมีให้ศัตรูของเขานั้นมันฝังลึกตรึงใจจนยากจักหลุดพ้นได้ด้วยวิธีการนุ่มนวลจากความใส่ใจไม่ว่าจะเรื่องน้อยใหญ่
แต่แม้ดวงใจจักเจ็บช้ำกับการที่ชายาของตนนั้นไม่เคยมีตนเองอยู่ในหัวใจก็ตาม แต่เรียวแขนแกร่งก็โอบรัดเอวบางนั้นมาแนบอิงแผ่นหลังนวลกับอกแกร่งอันผ่าเผยอบอุ่น กรรณิกาอัปสรคว้าหลังมือที่อุ่นวาบของพระสวามีเอาไว้ บีบมันแน่นด้วยความคลุมเครือในจิตใจที่แสนสิ้นหวัง
ตั้งแต่แรกที่ทะลุมิติมาจุติที่ร่างของเจ้าจันทร์จนมาถึงวันนี้... เธอผ่านอะไรมามากมายจนคุ้นชินกับความอัศจรรย์ในโลกใบใหม่ และบางคราก็ลืมตัวตนเดิมที่ไม่เคยเป็นที่รักของใครเอาไว้ด้านหลัง
แต่ไม่ว่าจักมาเกิดใหม่สักกี่ภพกี่ชาติ สุดท้ายแล้วแม้แต่ชายผู้เป็นที่รักโดยแท้จริงก็มิอาจครอบครองได้ มีเพียงชายที่ไร้รักคอยอยู่เคียงข้าง
นั่นคงเป็นสิ่งที่ท่านรู้สึกกับข้ามาโดยตลอดงั้นสิหนา พระสุวรรณราพณ์
“พี่ไกรสิงห์”
“ว่ากระไรแม่กรรณิกาน้อยของพี่” ดวงหน้างามเหลียวกลับมาสบตาอีกฝ่ายด้วยความลังเล นางรู้ดีว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ต่างกับการหลอกใช้เขา แต่ถึงกระนั้นท้าวไกรสิงห์ก็ยังเต็มใจที่จักเป็นผู้ชายบำเรอและที่พักพิงยามที่เธอไม่เหลือใครข้างกายอีกแล้ว แม้แต่คำเรียกที่หวานเสนาะหูนั้น กลับไม่เติมเต็มได้เท่ากับยามที่พระสุวรรณราพณ์เรียกนางว่า ‘เจ้าจันทร์’ ของพี่เลย
“แม้นข้าจักมีใครในใจ... แต่เหตุใดพี่ยังคงยอมเป็นที่พักพิงให้ข้าอยู่เล่า” หากแต่คำถามที่แท้จริงนั้นคือ ‘เพราะเหตุใดถึงยังโง่เขลาให้กับผู้หญิงเช่นข้าอยู่ แม้ว่าจักรู้ว่าข้าจงใจใช้ท่านเป็นเครื่องมือเพื่อลืมชายอีกคน’
ท้าวไกรสิงห์ที่กอดรัดนางแนบชิดรัดรึงอ้อมแขนแน่นขึ้น หล่อนคงคิดว่าเขาโง่เขลา แต่ไม่มีใครโง่เขลาเพราะความรัก เรามันก็แค่คนที่มันพันธะเดียวกัน เพราะเขารักนางจนยอมแม้กระทั่งเป็นใครอีกคนที่นางไม่เห็นค่า และนางก็รักกษัตริย์ยักษ์ตนนั้นจนไม่เห็นค่าตนเอง
“ข้าเพียงตอกย้ำให้บาดแผลของเจ้ามันบาดลึกน้อยลงเท่านั้น” แต่นั่นก็แค่คำพูดประโลมโลก ลึกๆ ในใจของเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าถึงพระสุวรรณราพณ์จักมากอดขาอ้อนวอนขอให้นางกลับไป เขาก็จักมิมีวันส่งนางกลับไปหามันอีกแล้ว
เขาไม่ได้โง่เขลา... มิเคยมีโอกาสโง่เขลามาตั้งแต่แรก
ในขณะเดียวกัน ณ ราชวังต้องห้ามกลางป่าหิมพานต์ของพระราชโอรสอินทร์มุก
“อะ... พระโอรสเพคะ” เสียงหวานครวญครางก้องไปทั่วห้องบรรทมอันโอ่อ่า พระสนมเนตรเกล้าที่หลวมตัวมาเป็นคนของอินทร์มุกได้ตกเป็นเมียของเขา แต่อนิจจา... พระโอรสที่หลงคิดไปว่าตนเองนั้นชำนาญการในเรื่องสวาท ยังสู้ความร้อนเร่าจากสตรีนางนี้มิได้เลยสักนิด
หลังจากที่พานางหนีมาที่ราชวังเล็กที่สร้างอยู่กลางป่าหิมพานต์เนื่องจากอีกฝ่ายต้องโทษจากเสด็จพ่อ เยื้องไปทางสระอโนดาตที่พำนักของเหล่าปักษาและกินรี ห้องบรรทมที่ไร้ความหรูหรา เต็มไปด้วยซากสัตว์ต่างจากห้องกว้างใหญ่โอ่โถงภายในราชวังมรกตที่เต็มไปด้วยเพชรนิลจินดา แน่นอนว่าหญิงที่เติมเต็มด้วยบารมีอย่างพระสนมเนตรเกล้าย่อมไม่พึงพอใจกับมันสักเท่าไรนัก ยามเมื่อกลิ่นสาประคายจมูกหล่อนก็ขมวดคิ้วอย่างนึกรังเกียจเดียดฉันท์ ไม่แปลกใจหากพระโอรสที่เป็นครึ่งอสุราจะชื่นชอบการเสวยเนื้อสัตว์ที่เพิ่งล่ามาได้สดๆ เนื่องจากข่าวคราวการกินเนื้อและเลือดสดๆ ของอินทร์มุกมักจะลอบมาเข้าหูอยู่เสมอ แต่เผ่าพันธุ์อสุรามีกฎเกณฑ์กันมาอย่างยาวนานว่าจักกินเนื้ออย่างไร ก็ละเว้นเนื้อมนุษย์ เนื่องจากเป็นผู้สร้างเช่นเดียวกัน
แตกต่างจากพระบิดามากเหลือเกิน ทั้งความคิด แลจิตใจที่หยาบช้านี้
แต่ในตอนนี้หล่อนมีทางเลือกด้วยหรือ?
คนที่คุ้มเกล้านางมีเพียงพระโอรสอินทร์มุกเท่านั้น ส่วนพระสุวรรณราพณ์คงลอยแพกันสิ้นแล้ว ที่กล้าดีลักลอบร่วมหลับนอนกับบุตรตนเอง
หากแต่จิตใจที่บิดเบี้ยวนั้นจึงทุ่มโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดพลาดของพระโอรส เพราะเขาเหลวไหล จึงทำให้หล่อนนึกริษยาแลไร้ทางเลือก
การร่วมเสพสังวาสครั้งนี้ จึงเต็มไปด้วยความเนรคุณและชิงชังของพระสนม แม้กายบุรุษจักล่ำสันองอาจ แต่เขามิใช่พระสุวรรณราพณ์ แม้ดวงหน้าจักมีความคล้ายคลึง แต่พระสุวรรณราพณ์คงไม่หยาบคายเช่นนี้หรอก ยามเมื่อได้สัมผัส มันทั้งรุ่มร้อนและเจ็บปวด
เพราะมัน หากมิใช่เพราะมัน จักเป็นเพราะใครกัน
ตัวปัญหาของราชวังตอนนี้ก็คือมัน เป็นบุตรชายที่สร้างเรื่องราวให้พระสุวรรณราพณ์ปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
พระโอรสอินทร์มุกนั้นสบมองเรือนกายที่เปล่าเปลือยปรากฏเป็นครั้งแรกเสียเต็มสายพระเนตร คราแรกเขาคิดว่าถ้าได้นางสักคราคงเบื่อหน่ายอย่างรวดเร็ว นี่มันก็เป็นเพียงแค่ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กหนุ่มที่กำลังกลัดมันเท่านั้น
แต่ทว่า... สรีระสะโอดสะองนั้นราวกับถูกเสริมสร้างปันแต่งมาจากสวรรค์หรืออย่างไร ผิวกายขาวเนียนละเอียดไม่มีแม้แต่รอยด่างแลจุดที่มีตำหนิเลยแม้แต่น้อย รวมทั้งกลิ่นหอมหวานแปลกประหลาดราวกับดอกไม้นานาพันธุ์ที่โอบล้อมรอบกายนาง มันช่างหอมล้ำยวนจิตจนนึกพิสมัย ฝ่ามือหนากอบกุมบั้นสะโพกของหล่อนที่เป็นรูปทรงโค้งเว้าสวยงาม บีบเน้นเคล้าคลึงอย่างตั้งใจ
เสด็จพ่อทรงปล่อยนางมาได้อย่างไรเป็นเวลาหลายสิบปี แม้จักเคยมีสัมพันธ์สวาท แลมั่นอกมั่นพระทัยว่าพระบิดาต้องพลั้งเผลอให้นางเข้าสักวัน แต่ก็ดูเหมือนเจ้าหล่อนจักโหยหาความหลงใหลกับบุรุษอยู่ในที เหมือนปล่อยให้ร้างลาจากการเสพสังวาสมานานพอดู
“หึ... ท่านดูจักทานทนแรงกามามิไหวแล้วใช่หรือไม่เพคะ?” ดวงตาสีครามหยอกเย้าข้างริมกกหูชวนให้เด็กหนุ่มลูกครึ่งอสุราสั่นระทวย เรือนกายใหญ่โตล่ำสันนั้นเมื่อลูบไล้ไปแล้วเต็มไปด้วยมัดกล้ามหนั่นเนื้อ พระสนมไม่ได้นึกแปลกใจนัก เพราะเขาออกล่าสัตว์รวมถึงกินรีไว้บำเรอทุกค่ำคืน ใช้เรี่ยวแรงมากกับการฝึกสัตว์ดุร้ายในป่าหิมพานต์ให้เชื่องพอจักเป็นพาหนะของตน พระโอรสสนุกสนานกับการจับกินรีมากินให้อิ่มหนำ แต่ส่วนลึกๆ ในใจเขาก็รู้ว่า... มันไม่เพียงพอ
“เพราะเจ้าเอาแต่ยั่วยวนมิยอมตกเป็นของข้าเสียที” กลีบปากงามชิดกับลมหายใจของเขาเพียงเสี้ยววินาที เขี้ยวโค้งงอมหาเสน่ห์นั้นทำให้นึกถึงผู้เป็นพ่อ หล่อนลูบไล้ดวงหน้าคมคร้ามของเขา พลางจุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปากหยัก
แต่เมื่อพระโอรสพยายามแยบพระชิวหาออกมาเพื่อดูดรึงกลีบปากนุ่ม หล่อนกลับใช้ปลายนิ้วบังรอยจูบของเขาเอาไว้
“เจ้าคิดเย้าข้า แลจักทิ้งข้าเอาไว้กระนั้นหรือ?”
“ข้ามิอาจหาญทำเช่นนั้นกับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ดอกเพคะ”
“งั้นอย่ารอช้าสิ สัมผัสข้า... สัมผัสข้ามากกว่านี้ เนตรเกล้า” “งั้นอย่ารอช้าสิ สัมผัสข้า... สัมผัสข้ามากกว่านี้ เนตรเกล้า” เพราะต้องการแก้แค้นเนรคุณ พระสนมเนตรเกล้าคาดหวังจักเป็นผู้กุมบังเ**ยนในใจของพระโอรส ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ได้ซื่อสัตย์กับหล่อนหรือช่วยเหลือกันเพราะโชคชะตาหรือเรื่องน้ำเน่าอย่างเช่นรักแท้ แต่ดวงตาสีชาดนั้นกลับเต็มไปด้วยมารยาชาย เล่ห์เพทุบายหวังเพียงร่างกายนี้เท่านั้น
เด็กก็คือเด็ก แลเจ้าจักได้รู้ว่าข้าจักสามารถกุมชะตาชีวิตของเจ้าได้อย่างไร
ตั้งแต่แรกนางหวังจักเป็นพระมเหสี และตอนนี้ก็ยังไม่เลิกล้มความคิดนั้น ใช่… ในเมื่อพ่อไม่ได้ ข้าก็ต้องได้ลูกอยู่ดี การที่มันคิดช่วยข้า นับว่าสำเร็จไปอีกหนึ่งก้าวแล้ว
เจ้าโง่เขลาเองที่คิดช่วยงูพิษเช่นข้า พระโอรสเอ๋ย