บทนำ
“ผมต้องการให้ครูใหญ่หาครูพิเศษมาสอนลูกชายผม”
น้ำเสียงหนักแน่นของบุรุษหนุ่มรูปงามดังก้องมาจากห้องพักครูที่ตั้งอยู่สุดมุมทางเดินจนสนั่นไปทั่วอาคาร ป้ายชื่อและตำแหน่งที่ติดอยู่ด้านบนวงกบของประตูนั้น ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มวัยสี่สิบนึกเกรงใจผู้เป็นเจ้าของห้องเลยสักนิด!
ตรงกันข้าม...กลับฟังดูดุดันและเอาแต่ใจจนน่ากลัวมากกว่า
“ต้องเสียเงินจ้างพิเศษเท่าไหร่ผมไม่เกี่ยง ขอแค่เป็นครูที่ดี มีจิตสำนึกของความเป็นครูเต็มร้อย และรับมือกับอินทัชได้ก็พอ”
รับมือกับอินทัชได้งั้นเหรอ...
ดูเหมือนจะเป็นโจทย์ยาก ที่ครูในโรงเรียนต่างก็รู้ดีว่าไม่มีใครสามารถรับมือกับเด็กเจ้าอารมณ์ซ้ำยังนิสัยเสียคนนั้นได้
ไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้หรืออย่างไร ทายาทเพียงคนเดียวของไร่ ‘อังควรา’ ถึงได้ถูกเชิญให้ออกจากโรงเรียนเอกชนชั้นนำหลายแห่ง จนต้องย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเล็กๆ ที่มีเด็กเพียงไม่กี่คนเช่นนี้
หากไม่ใช่เพราะเกรงใจและเกรงในบารมีของ ‘พ่อเลี้ยงอธิศ’ แล้วล่ะก็... จ้างให้ท่านก็คงไม่รับเด็กชายเข้ามาเรียนเด็ดขาด!
“ผมยังไม่รับปากได้ไหมครับพ่อเลี้ยง”
“ทำไมล่ะครับ ติดปัญหาอะไรงั้นเหรอ?”
แม้เขาจะถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ ใบหน้าเรียบเฉย แต่ครูใหญ่ทวีที่รู้จักมักจี่กับคนในครอบครัวนี้มานาน ก็สัมผัสถึงเค้าลางความไม่พอใจของอีกฝ่ายได้ แต่จะให้ท่านทำอย่างไร... เมื่อตลอดเทอมที่ผ่านมา ไม่มีครูคนไหนทนฤทธิ์เดชและความเอาแต่ใจของนายน้อยอินทัชได้เลยสักคน
ไม่มีใครเห็นแก่เงินจำนวนมากที่อธิศเสนอ ไม่มีใครนึกอยากไปสอนพิเศษให้เจ้าเด็กจอมเกเร ที่ไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหนนอกจากบิดาของตนเท่านั้น
“คือ...คุณครูหลายคนเขาติดธุระช่วงปิดเทอมน่ะครับ”
“ในโรงเรียนนี้มีครูตั้งเกือบยี่สิบคน ติดธุระกันหมดเลยเหรอครับครูใหญ่?” อธิศไม่ลังเลที่จะถามให้ตรงเป้า
ใช่ว่าเขาอยากบังคับอีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีเสียที่ไหน แต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นให้เลือกนอกจากใช้วิธีที่แสนคุ้นเคยของตน
“ถ้าจะให้ผมเรียนตามตรงล่ะก็...”
“ผมรู้ว่าเจ้าทัชดื้อด้านจนเกินเยียวยา และรู้ครับ...ว่าครูใหญ่เองก็ลำบากใจที่ต้องหาครูพิเศษให้ผม แต่ผมไม่มีทางเลือกอื่น”
“พ่อเลี้ยงครับ” คนสูงวัยกว่าพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
“ผมไม่อยากให้ลูกมีนิสัยเกเรแบบนี้จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่”
แววตาของคนเป็นพ่อจดจ้องคู่สนทนานิ่ง ราวกับต้องการย้ำให้คนตรงหน้าเชื่อ ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาอื่นนอกเหนือจากนี้
“ถ้าขัดเกลาได้ตั้งแต่เขาอายุยังน้อย ผมเองก็อยากทำ”
“ผมคิดว่าพ่อเลี้ยงควรเริ่มจากการมีเวลาให้แกมากๆ”
ช่างเป็นคำที่กล่าวออกมาได้ยากเย็น แต่ครูใหญ่ทวีก็เลือกพูดออกมาตรงๆ เพื่อให้คนตรงหน้าทราบปัญหาของตัวเองสักนิด
“มีเวลาให้มากๆ งั้นเหรอ?” เขาถามราวกับคนสงสัย “ผมไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับการที่เด็กคนหนึ่งจะดื้อหรือไม่ดื้อ”
“เกี่ยวสิ...ทำไมจะไม่เกี่ยว”
เสียงเล็กๆ พึมพำ แต่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องอยู่อย่างนั้น ข้าวของพะรุงพะรังที่หอบไว้ทำให้เธอเกิดอาการเมื่อยขบ ต้องสลับน้ำหนักไปซ้ายทีขวาทีเพราะทนแบกนานๆ ไม่ไหว
และเพียงไม่นาน...บาดแผลทั้งใหม่และเก่าบนข้อมือของเธอก็เริ่มออกแรงประท้วงเบาๆ จนทำให้มีเลือดไหลซึมออกมา แต่เธอก็ไม่ได้ให้ความสนใจ ยังคงตั้งใจฟังบทสนทนาของผู้ปกครองหนุ่มที่เธอไม่เคยเห็นหน้าอยู่อย่างนั้น
จึงไม่ทันระวัง...ว่าใครจะวิ่งมาหาเรื่องแกล้งตนเอง
“คนนิสัยไม่ดี มาแอบฟังคนอื่นคุยกัน!”
เสียงเล็กๆ ของเด็กชายวัยแปดปีทำให้อลินาต้องก้มหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความทุลักทุเล มือข้างหนึ่งพยายามปัดป้องกำปั้นน้อยๆ ที่ทุบอยู่บริเวณต้นขาออกอย่างระมัดระวัง
เจ้าเด็กที่ชื่ออินทัชนั่นเอง...
สาวลูกครึ่งพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ พร้อมกับย่อตัวลงเพื่อวางเอกสารลงกับพื้น พยายามรั้งมือเด็กแสบเอาไว้ แต่อีกฝ่ายก็แรงดี ทุบเอาๆ ชนิดที่เธอเองก็ยังรั้งเอาไว้ไม่อยู่
“อินทัช อย่าทำแบบนี้กับครูสิครับ!”
“คนนิสัยไม่ดี ต้องถูกลงโทษ!” เด็กชายไม่พูดเปล่า แต่ยังรัวกำปั้นใส่อลินาเป็นพัลวัน คนที่ตั้งตัวไม่ทันจึงยกแขนขึ้นมาปัดป้องใบหน้าของตัวเองเอาไว้ จนกระทั่งหมัดน้อยๆ โดนเข้าที่บาดแผลที่ข้อมือของเธอ
“โอ๊ย!” เสียงร้องของคนตัวเล็กทำให้อธิศรีบปรี่มารั้งตัวลูกไว้
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณ?”
“ไม่...ไม่เป็นไรค่ะ แค่เจ็บนิดหน่อยเท่านั้น”
“ผมต้องขอโทษด้วยที่อินทัช...”
อธิศพูดไม่ออกไปร่วมนาทีเมื่อได้สบตากับคนตรงหน้า คล้ายกับมีกระแสไฟแรงสูงแล่นผ่านก้อนเนื้อหัวใจ เพราะตอนนี้มันกำลังกระตุกวูบอย่างรุนแรงจนเขาแทบตั้งตัวไม่อยู่
นานแค่ไหนแล้ว...ที่เขาไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับใครสักคน
มันนาน...เสียจนไม่มั่นใจนัก ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ จะเรียกว่ารักแรกพบได้หรือเปล่า?