Prologue
Prologue | อารัมภบท
ต้นฤดูฝน
เชียงราย
บนดอย
ไร่วิศิษฐ์ศักดิ์เดชา
บ้านไม้หลังงามท่ามกลางต้นกาแฟหลายร้อยไร่
หกโมงครึ่ง (06.30 น.)
"ไม่ครับ ผมจะไม่แต่งงานกับใครนอกจากมิก้า" เจตนิพัทธ์ไม่ได้โวยวายลั่นบ้านหลังจู่ ๆ มารดาก็เอ่ยปากบอกกลางโต๊ะทานอาหารว่าจะให้แต่งงานกับลูกสาวเพื่อนสนิท น้ำเสียงสีหน้าจืดชืดสไตล์เขา มีเพียงแววตาที่สื่อว่าไม่เข้าใจเอามาก ๆ
สมจินตนาทอดถอนใจแผ่วเบา “ม้าก็เห็นใจเจตนะ”
“…” เจตนิพัทธ์ยังคงเงียบ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาฝ่ายตรงข้าม ก้มหน้าก้มตาตักข้าวต้มเข้าปากอย่างเดียว
ผู้เป็นแม่เอ่ยต่อ “แต่ม้าเห็นด้วยกับป๊า ถ้าได้ผู้หญิงดี ๆ อย่างหนูวิรินเป็นคู่ครอง ชีวิตเจตก็จะดี” ส่งมือไปกุมหลังมือลูกชายที่วางนิ่งอยู่บนโต๊ะ แววตาอ่อนลงขั้นสุด "นะเจตนะ แต่เล็กจนโตม้าไม่เคยขอหรือบังคับให้เจตทำอะไรเลย มีเรื่องนี้เรื่องเดียวที่ม้าจะขอ แต่งงานกับหนูวิรินเถอะนะ"
เจ้าของมือเรียวสวยหยุดคนข้าวต้ม วางช้อนลง หยิบแก้วที่มีน้ำอยู่ค่อนแก้วขึ้นดื่ม น้ำพร่องไปครึ่งแก้วก็หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดปาก ทุกการกระทำเป็นไปอย่างไม่รีบร้อน…ตรงข้ามกับใจที่เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข
คราวนี้ลูกชายสบตาผู้เป็นแม่อย่างจริงจัง "แล้วเรื่องที่ม้าขอก็ดันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตผมด้วยนะครับ"
ยังไม่ทันได้ตักข้าวต้มเข้าปากสมจินตนาก็ต้องวางช้อนลง "ม้ารู้แต่..."
"ม้ากับป๊าแต่งงานกันด้วยความรักไหมครับ? "
"..." คำถามของลูกทำแม่ชะงัก สมจินตนาเงียบทว่าสายตาหล่อนได้ให้คำตอบแก่ลูกแล้ว
"แล้วทำไมถึงยังจะจับผมคลุมถุงชนอีกครับ"
"ม้าเข้าใจแต่ม้าไม่อยากขัดป๊าเรา"
เจตนิพัทธ์ยิ้มจาง ๆ ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น "เอาเป็นว่าต่อไปนี้ม้าบังคับผมได้ทุกเรื่องเลยนะ ผมยอมทุกอย่าง..."
ถ้อยคำประชดประชันเป็นเหตุให้สีหน้าของบุพการีจืดเจื่อน ซ้ำยังเจื่อนลงกว่าเดิมเมื่อลูกเอ่ยต่อ "ยอมทุกเรื่องยกเว้นเรื่องนี้เรื่องเดียว"
ดับฝันเสร็จเจตนิพัทธ์ก็ยกขาที่ไขว่ห้างลง เดินออกไปยังรถตัวเองซึ่งคนขับรถของบ้านอย่างสมปองได้นำรถออกจากโรงรถมาจอดรอเจ้านายก่อนหน้านี้แล้ว
"วันนี้ไปไหนดีครับคุณเจต~" เสียงอ่อยถามขึ้น มีความสนิทสนมตามประสาลูกน้องที่เกิดและโตมาพร้อมเจ้านาย สมปองเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแฉ่งแทบจะตลอดเวลา ใครอยู่ใกล้เป็นอันต้องยิ้มตาม
เจ้านายยิ้มแฉ่งตอบ ก่อนจะหุบยิ้มแล้วบอกแกมออกคำสั่ง "วันนี้ไม่ต้องขับรถให้ผมนะ ผมจะขับเอง"
"รับทราบครับ ว่าแต่คุณเจตจะไปไหนครับ" คนตัวเล็กกว่าเอียงคอถาม คนตัวสูงยิ้มแฉ่งล้อเลียนอีกหน เขาโน้มหน้าลงไปใกล้ผู้ที่เอียงหูเตรียมฟังอยู่ก่อนแล้ว แล้วจึงตอบคำถามเสียงเบาราวกระซิบ "เรื่อง ของ ผม"
ดวงตาของสมปองเบิกกว้าง ครั้นจะเรียกกลับมาถามให้รู้ความ คุณเจตของเขาก็ฉวยเอากุญแจรถในมือและสตาร์ตรถขับออกไปก่อนเสียแล้ว
สมปองมีสีหน้ายุ่งยากใจ มือเกาหัวแกรก ๆ ยืนบ่นเป็นหมีกินผึ้งอยู่คนเดียว "เฮ้อ~ คุณเจตนะคุณเจต คงออกไปหาคุณมิก้าตามเคย แล้วสมปองจะเรียนคุณผู้หญิงว่ายังไงล่ะทีนี้”
“ช่วงนี้ทำยังไงก็ได้อย่าให้คุณเจตขับรถเองโดยเด็ดขาด สมปองต้องเป็นคนขับรถให้คุณเจตเท่านั้น แล้วถ้าเกิดว่าคุณเจตให้สมปองขับรถพาไปหาเปรมิการ์ สมปองก็ต้องทำยังไงก็ได้ไม่ให้สองคนนั้นได้เจอกัน”
คำสั่งของเจ้านายแล่นเข้ามาในโสตประสาท สมปองโอดครวญกว่าเก่า “ไม่น่าเลยสมปองเอ๊ย ไม่น่าหลงกลไปกับยิ้มกว้าง ๆ ของคุณเจตเลย โดนฉวยเอากุญแจรถทีเผลอเลยเนี่ย”
คล้อยหลังที่เจ้าลูกชายตัวแสบลุกเดินออกไปจากโต๊ะกินข้าวแบบมึน ๆ ก็มีคนถอนหายใจขนานใหญ่อยู่ทางนี้
“ลูกคนเดียวนี่มันเอาแต่ใจจังเลยเนอะ” สมจินตนาระบายความในใจกับแม่บ้านอย่างสมใจ สมใจเป็นแม่ของสมปอง หล่อนก็รุ่นราวคราวเดียวกับคุณผู้หญิง มีลูกในเวลาไล่เลี่ยกัน
“ปล่อยคุณเจตไปก่อนดีไหมคะ ถึงคุณเจตเธอจะไม่ค่อยพูดแต่ก็เป็นคนหัวรั้นพอตัว” สมใจสนิทกับคุณผู้หญิงอยู่พอควรเลยกล้าออกความคิดเห็น
“อืม ที่สมใจพูดก็เข้าท่านะ ถ้าเราทำในรูปแบบของการฝืนใจเจตนิพัทธ์อยู่ท่าเดียวมีหวังชวดสะใภ้บ้านจิตประภัสสรแน่”
แล้วเสร็จจากมื้อเช้าสมจินตนาจึงชวนแม่บ้านคนสนิทออกไปนอกไร่วิศิษฐ์ศักดิ์เดชา นำกระเช้าผลไม้กับผลิตภัณฑ์จากชากาแฟไปเยี่ยมบ้านจิตประภัสสร ดูเหมือนจะมีเรื่องแฝงใช่ไหม…ใช่ ที่กล่าวมาเป็นเหตุผลรอง เหตุผลหลักคือสมจินตนาตั้งใจไปหาพ่อแม่ของวิรินเพื่อร่วมกันหารือเรื่องการแต่งงานของลูก ๆ นั่นแหละ
ฝ่ายหญิงก็ใจแข็งเป็นหิน ฝ่ายชายก็รั้นที่หนึ่ง พ่อพ่อแม่แม่จึงต้องใช้ไม้อ่อน หากใช้ไม้แข็งไม่มีใครยอมแน่ หารือกันไปมาเลยได้ข้อสรุปว่าควรให้สองคนนั้นค่อย ๆ ทำความรู้จักกัน…
หากปล่อยให้เจตนิพัทธ์กับวิรินไปทำความรู้จักกันเองแน่นอนว่าความเป็นไปได้เท่ากับศูนย์ คนในบ้านวิศิษฐ์ศักดิ์เดชากับคนในบ้านจิตประภัสสรจึงต้องร่วมมือกันเป็นกามเทพ หาโอกาสให้สองคนนั้นได้ใกล้ชิดกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
มุมมองเจตนิพัทธ์
ถูกหม่าม้าคะยั้นคะยอจนหมดมู้ด…เมื่อคืนผมอารมณ์ดีมากเนื่องจากพระพิรุณพรมน้ำมนต์ให้ซะชุ่มฉ่ำ คุณสายฝนกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ใครจะเป็นยังไงไม่รู้แต่เจตนิพัทธ์หลับสบายและหลับลึกสุด ๆ
สวรรค์ของผมคือการได้นอนเต็มอิ่มในคืนวันฝนตก แหม ว่าแล้วก็นึกถึงเพลงฝนตกที่หน้าต่างของพี่เสกโลโซนะครับ อารมณ์เพลงโคตรเข้ากับเชียงรายช่วงนี้ (ᵔᴥᵔ)
ฝนหยุดตกตอนตีห้า เป็นเวลาที่ผมตื่นพอดี จัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็เดินผิวปากฮัมเพลงลงมายังชั้นล่าง แล้วก็นั่นแหละครับ...ลิ้มรสข้าวต้มป้าสมใจได้สองคำก็ต้องจำใจอิ่ม
ทำไมถึงว่าจำใจอิ่มน่ะเหรอ ก็อยากทานต่อน่ะสิอร่อยขนาดนั้น แต่อยู่ต่อไม่ได้เพราะต้องหนีหม่าม้า! เฮ้อ~ เสียดายจัง ตอนนี้ข้าวต้มในชามผมคงขึ้นสวรรค์ไปแล้ว
เป็นที่นิสัยผมแหละ ปัญหาอะไรที่ยากจะจัดการผมก็มักจะแก้ปัญหาด้วยการหนี! การวิ่งหนีปัญหาอาจเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดูไม่ฉลาดที่สุดสำหรับใครบางคน แต่สำหรับผมมันคือวิธีการที่แจ่มว้าวสุด ๆ ได้หลบไปอยู่เงียบ ๆ คนเดียวโดยที่ไม่ต้องถกเถียงกับใครให้ปวดหัวเล่น เป็นการพาหัวใจของเรากลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง
หลังจากหนีแม่ออกมา เมอร์เซเดส-เบนซ์คันฟ้าก็พาผมแล่นมาเรื่อย ๆ ตามทางไปบ้านมิก้า บ้านมิก้ากับบ้านผมอยู่ห่างกันเก้ากิโลเมตร อยู่ไม่ไกลกันมากเลยได้ไปมาหาสู่กันบ่อย
ขณะควบคุมพวงมาลัยรถอยู่มีแวบหนึ่งที่ในหัวของผมนึกถึงเรื่องอื่นมากกว่าจุดหมายปลายทาง ก็เรื่องที่หม่าม้าจะให้ผมแต่งงานกับเด็กที่ชื่อวิรินอะไรนั่นแหละ
เฮอะ! อันที่จริงผมไม่ได้ใส่ใจจำชื่อเด็กนั่นหรอก แต่เผอิญว่าชื่อเด็กนั่นเชยสะบัดมันเลยฝังอยู่ในหัว วิรินเหรอ...ชื่อโคตรน้ำเน่าเลย ได้ยินชื่อจากหม่าม้าแล้วก็นึกถึงนางเอกในละครหลังข่าว แต่โทษทีครับ ผมชอบนางร้ายแซ่บ ๆ อย่างเปรมิการ์
:
:
:
:
นกกลับมาแล้วค่ะหลังจากที่ห่างหายไปนาน คราวนี้กลับมาพร้อมแนวโรมานซ์ แนวคลุมถุงชนค่ะ เราเขียนแนวนี้หลายเรื่องมาก >< ช่วงนี้เปิดให้อ่านฟรีอยู่ค่ะ หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะคะ ท้ายนี้สวัสดีปีใหม่ 2568 ค่า~ ขอให้คุณนักอ่านที่รักโชคดีและร่ำรวยเงินทองทั้งปีเลยนะคะ
เกือบลืมแน่ะค่ะ!!! เราจะอัปฯ นิยายทุกวัน เวลา 17.30 น. ค่ะ