ตอนที่1. พบเจอ
เอี๊ยดดด!!!!
เสียงเบรครถดังสนั่น
“เฮ้ย!นั่นคนใช่มั้ย เป็นไรป่าววะ”
เสียงผู้เป็นพ่อร้องถามลูกสาวอย่างตกใจ ตอนนี้เป็นเวลาโพล้เพล้แล้วจึงมองเห็นอะไรไม่ค่อยชัดนัก
“เราลงไปดูกันดีมั้ยพ่อ”
ผู้เป็นลูกสาวเอ่ยชวนอย่างอยากรู้
“จะดีเหรอวะไอ้หนึ่ง”
“เถ่อะน่าพ่อ ยังไงก็ยังไงแล้วเราก็ลงไปดูเขาหน่อย”
“แต่เราเหยียบเบรคทันใช่มั้ยวะ”
พ่อเธอยังถามอีกด้วยความไม่แน่ใจ แอ๊ดกรึบ! นับหนึ่งลงจากรถ เธอค่อย ๆ เดินย่องไปดูคนที่ล้มฟุบอยู่หน้ารถของเธอ ผู้เป็นพ่อเดินตามเธอมา นับหนึ่งค่อย ๆ จับตัวเขาพลิกหงายขึ้นและยื่นนิ้วมือไปอังที่จมูกดูว่าเขายังหายใจอยู่หรือเปล่า
“พ่อ เขายังหายใจอยู่” เธอหันไปบอกผู้เป็นพ่อ
“เฮ้ย!เลือด”
พ่อเธอร้องตกใจเมื่อเห็นเลือดไหลจากหัวของคนตัวโตที่ตอนนี้หมดสติอยู่
“โธ่พ่อ!ก็พ่อเหยียบเบรคทัน เราไม่ได้ชนเขาหรอกน่า เขาอาจจะไปโดนอะไรบาดเจ็บมาก่อนหน้านี้ก็ได้”
“เอาไงดีวะ แถวนี้มีแต่ป่า ถ้าขืนปล่อยไว้ไอ้หนุ่มนี่ตายแน่”
“เราช่วยเขาไปก่อนดีมั้ยพ่อ ยังไง ๆ ก็เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”
“เออ เอาไงก็เอาวะ”
“ฮึ๊บบบ..ฮึ๊บ” สองพ่อลูกช่วยกันพยุงลากคนตัวโตไปขึ้นท้ายรถกระบะคันเก่า ตึ้ง! ผู้เป็นพ่อปิดท้ายรถ
“เฮ้อ! คนอะไรตัวหนักเป็นบ้า”
นับหนึ่งพึมพำกับตัวเอง
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวใครผ่านมาเห็นเข้าจะคิดว่าเราเป็นคนทำร้ายไอ้หนุ่มนี่เข้าล่ะ จะซวยกันไปใหญ่”
“จ้ะพ่อ ไปกัน”
บรื้นนน…
-----
บ้านนับหนึ่ง(หมู่บ้านแสงดาว)
ที่นี่คือหมู่บ้านหลังเขา เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีชื่อว่าหมู่บ้านแสงดาว มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่กี่สิบครัวเรือนรวมทั้งครอบครัวของนับหนึ่งด้วย ทุกคนที่นี่ส่วนมากก็มีอาชีพทำไร่ ทำสวน หาของป่าเข้าไปขายที่ตลาดในเมือง หรือออกไปไกลอีกนิดก็ไปหางานทำเป็นลูกจ้างที่รีสอร์ทที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของภูเขาลูกนี้ ส่วนบ้านนับหนึ่งเองทำไร่ข้าวโพดรายได้ก็ไม่ค่อยดีนัก และเมื่อว่างจากงานไร่ก็จะไปหาของป่าขาย เหมือนวันนี้ที่เธอขอพ่อติดสอยห้อยตามไปด้วยและก็มาเจอกับเหตุการณ์นี้เข้า
“ฮึ๊บ ๆ อึก! เฮ้อทำไมมันหนักอย่างนี้วะ”
“เอ้า! นั่นแกสองคนไปพาใครมาด้วยวะน่ะ แล้วนั่นเขาเป็นอะไร”
เสียงของสมทรงแม่เลี้ยงของนับหนึ่งร้องถามขึ้น เมื่อเห็นสองพ่อลูกช่วยกันพยุงร่างคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน
“แกอย่าเพิ่งถามมากเลยน่า ไปเตรียมที่นอนให้ไอ้หนุ่มนี่หน่อย”
เอนกบอกสมทรงไป
“เออ ๆ ๆ”
สมทรงรับคำแล้วรีบกุลีกุจอจัดที่ให้ และเมื่อวางร่างสูงให้นอนลงเรียบร้อยแล้ว
“ไอ้หนึ่ง เอ็งไปทำแผลให้ไอ้หนุ่มนั่นหน่อยแล้วกัน”
เอนกบอกลูกสาว
“จ้ะพ่อ”
แล้วเธอก็ไปค้นหาอุปกรณ์ทำแผลและยาเท่าที่จะหาได้ในบ้านตอนนี้ มาปฐมพยาบาลให้คนตัวโตที่นอนไม่ได้สติอยู่ เมื่อเสร็จแล้วทุกคนก็มานั่งคุยถามไถ่และปรึกษากัน
“ยังไง ตกลงพวกเอ็งสองคนพาใครที่ไหนมาด้วยวะ”
สมทรงเอ่ยถามสองพ่อลูกขึ้นอีกครั้ง
“ไม่รู้เหมือนกันจ้ะแม่”
นับหนึ่งเป็นคนเอ่ยตอบแม่เลี้ยงของเธอไป
สมทรงคือภรรยาใหม่ของเอนกซึ่งก็รักและเลี้ยงนับหนึ่งมาเหมือนลูกในไส้ นับหนึ่งเองก็รักและเคารพสมทรงเหมือนแม่แท้ ๆ เช่นกัน แม่ของนับหนึ่งเสียไปด้วยโรคไข้ป่าตั้งแต่เธอยังเด็ก ๆ เธอจึงเรียกสมทรงว่าแม่
“อยู่ ๆ ไอ้หนุ่มนี่มันก็วิ่งลงมาจากเขามาตัดหน้ารถของเราเข้า”
เอนกบอกเล่าให้ผู้เป็นภรรยาฟังต่อ
“หา!! นี่แกอย่าบอกนะว่าแกขับรถชนไอ้หนุ่มนั่นเข้า แล้วเดี๋ยวถ้ามันฟื้นขึ้นมามันจะไม่กลับไปแจ้งความเอาตำรวจมาจับแกเอาเรอะตาเหนก”
สมทรงโวยวายร้องถามขึ้นมาอย่างตกใจ
“เฮ้ย! แกก็ฟังข้าพูดให้จบก่อนสิวะ ข้าน่ะไม่ได้ชนไอ้หนุ่มนี่หรอก ข้าเหยียบเบรคทัน ข้ากับไอ้หนึ่งก็งงอยู่ว่าไอ้หนุ่มนี่มันสลบไปได้ยังไง ไม่รู้มันหนีอะไรมารึเปล่าจากบนเขานั่น”
“จริงเหรอวะ”
สมทรงถามเอนกเพื่อความแน่ใจ เพราะเป็นห่วงเอนกว่ากลัวจะโดนเอาเรื่อง
“จริงจ้ะแม่ หนึ่งกับพ่อก็เลยลงไปช่วยเขามานี่แหล่ะ ก็ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิด”
นับหนึ่งพูดสำทับขึ้นมา
“เออ..เอาน่ายังไงก็ช่วยมันมาแล้ว เดี๋ยวรอให้พ่อหนุ่มนั่นฟื้นก่อน เราค่อยสอบถามว่ามันไปไงมาไง หรือหนีอะไรมาถึงได้มาโผล่แถวนี้ได้ แล้วเราค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน”
เอนกเป็นคนเอ่ยสรุปทั้งหมด
“เออ ข้าละเป็นห่วงเอ็งสองคน กลัวเขาจะเข้าใจผิดแล้วไปแจ้งตำรวจมาจับพวกเอ็งสองคนเข้านี่ละวะ แต่ดูท่าทางมันจะเป็นผู้ดีมีเงินรึเปล่าวะนั่น”
“เอ๊อะ! จะเป็นใครมาจากไหนเดี๋ยวรอมันฟื้น เราก็รู้เองล่ะ ว่าแต่เอ็งทำอะไรไว้ให้พวกข้ากินวะ ข้าชักเริ่มจะหิวแล้วล่ะ”
“ปะ..งั้นเราไปกินข้าวกันก่อนก็แล้วกัน”
แล้วทั้งสามก็เข้าครัวไปกินข้าวกัน
--
อีกฟากหนึ่งของภูเขา(ขุนเขารีสอร์ท)
“โธ่!มึงไม่น่าพลั้งมือไปฟาดหัวคุณวายุเลย ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง นายก็อุตส่าห์สั่งไว้แล้วแท้ ๆ ว่าให้ทำแค่สั่งสอนแค่ขำ ๆ ก็พอ”
“เออ ก็กูไม่ได้ตั้งใจนี่หว่า ก็คุณวายุเขาเกือบได้เห็นหน้าพวกเรากูก็พลั้งมือป้องกันสิวะ ถ้าได้เห็นหน้าพวกเราแย่กันหมดแน่”
“แล้วนายจะว่ายังไงมั่งวะเนี่ย”
“กูว่าเรารีบไปจากตรงนี้กันก่อนเถ่อะ เดี๋ยวเกิดมีใครมาเจอพวกเราเข้า ซวยแน่”
“เออ ไป!”
--
หมู่บ้านแสงดาว(บ้านนับหนึ่ง)
“อ๊ะ โอ๊ะ โอ้ย!”
วายุค่อย ๆ ลืมตาตื่น และกวาดตามองไปรอบ ๆ ที่นี่ที่ไหนนะ มันเป็นที่ ๆ เขาไม่คุ้นเคยเลย แล้วทำไมเขาถึงรู้สึกปวดหัวรุนแรงขนาดนี้ วายุพยายามพาตัวเองลุกขึ้นเดินเปะปะไปทั่ว ปึก! อึก!
“โอ้ย!”
เขาเดินมาชนเข้ากับนับหนึ่งที่ได้ยินเสียงเขาก็เลยเดินมาดู วายุล้มทับนับหนึ่ง
“อึ๊ อึก! ออกไปนะ ตัวหนักชิบเป๋งเลย”
นับหนึ่งพยายามยันตัวเขาที่ล้มทับเธออยู่ให้ออกพ้นจากตัวเธอ
“พ่อ แม่ ช่วยด้วย!”
เธอตะโกนเรียกพ่อกับแม่
“เฮ้ย!”
เอนกและสมทรงรีบวิ่งมายังที่นับหนึ่งร้องเรียกทันที และช่วยกันจับพยุงวายุให้ลุกออกจากตัวนับหนึ่ง
“โอ๊ะ ปวด โอ้ย!ปวดหัวอะไรอย่างนี้”
วายุร้องขึ้นอีก
นับหนึ่งค่อย ๆ พยุงตัวลุก แล้วทุกคนก็หันไปมองที่วายุเป็นตาเดียว
“พ่อหนุ่มใจเย็น ๆ นะ เอ็งค่อย ๆ ตั้งสติก่อน”
เอนกบอกเขาเป็นเชิงให้ผ่อนคลาย
“เอ็งเป็นใคร มาจากไหน แล้วไปโดนอะไรมา”
สมทรงเอ่ยถามสมทบ
วายุกวาดตามองรอบ ๆ ไปด้วยดวงตาเคว้งคว้างแล้วกุมหัว
“ไม่รู้ ผมไม่รู้ ผมนึกไม่ออก ปวดหัว!โอ้ย!”
เขาร้องขึ้นมาอีกด้วยความเจ็บปวด
“งั้นเอ็งอย่าเพิ่งคิดอะไรตอนนี้เลย ข้าว่าเอ็งไปนอนพักก่อนดีมั้ย พรุ่งนี้แล้วค่อยว่ากัน”
เอนกบอกเขา
“เอ้อ แล้วเอ็งหิวรึเปล่า”
สมทรงถามเขา
“เอ็งก็ไปหาข้าวหาปลามาให้มันกินก่อนก็แล้วกัน แล้วหายาแก้ปวดมาให้มันกินด้วย”
เอนกบอกสมทรง
“เออ ๆ รอแป๊บนะ”
วายุนั่งกุมขมับไม่ตอบ
“ไอ้หนึ่ง แล้วเอ็งเป็นไงมั่งวะ”
เอนกหันมาถามลูกสาว
“โธ่! พ่อก็ถามได้ ก็เจ็บน่ะสิเล่นล้มทับมาทั้งตัวขนาดนั้น คนอะไรตัวหนักชะมัด!”
แล้วสมทรงก็ยกสำรับกับข้าวมาให้วายุแล้วปล่อยให้เขานั่งกินไป
ทั้งสามก็มานั่งปรึกษากันอีกครั้ง
“ตกลงจะเอายังไงดีวะเนี่ย ดูเหมือนไอ้หนุ่มนั่นมันจะจำอะไรไม่ได้เลย นี่เราคิดดีแล้วใช่มั้ยเนี่ยที่เอามันกลับมาบ้านด้วย”
เอนกบ่นพึมพำออกมา
“เออน่า ยังไงก็ช่วยมาแล้ว เอ้า!แยกย้ายกันไปนอนเถ่อะ พรุ่งนี้ค่อยถามพ่อหนุ่มนั้นดูอีกที”
สมทรงพูดขึ้น
แล้วทุกคนก็พากันแยกย้ายไปนอน