1.1 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
เขากลับมาแล้ว!
เพียงแค่เห็นแสงไฟที่ระเบียงห้องจากตึกหรูฝั่งตรงข้ามสว่างขึ้นหัวใจที่เหี่ยวเฉาของฉันก็เต้นแรงขึ้นมาในทันทีและเป็นตามที่ฉันคาดไว้ไม่มีผิด เขาหายไปสิบสี่วันและจะกลับมาในวันที่สิบห้าเหมือนเคย ตลอดเวลาห้าปีที่เขาย้ายมาอยู่ที่ตึกฝั่งตรงข้าม เขาทำแบบนี้เสมอ และเพราะฉันว่างมากพอที่จะสนใจเรื่องของเขา ฉันเลยได้รู้ว่าเขาน่ะโสดแถมรวยมาก เพราะใครก็ตามที่อาศัยอยู่ที่นั่นก็ต้องได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีอยู่แล้ว...แม่ฉันบอกว่าราคาห้องที่แพงที่สุดของตึกนั้นไม่ต่ำกว่าร้อยล้านด้วยซ้ำ ซึ่งตอนแรกฉันก็สงสัยว่าทำไมคอนโดหรูหราแบบนั้นถึงได้มาสร้างที่ย่านแออัดซอมซ่อแห่งนี้ แทนที่จะเป็นริมแม่น้ำหรือใจกลางเมือง แล้วคำตอบที่ได้จากแม่ก็คือ...เหล่านายทุนเคยมีความคิดที่จะกวาดล้างที่แห่งนี้แล้วเปลี่ยนให้เป็นย่านไฮโซ จากนั้นก็สร้างห้างสรรพสินค้าและสถานที่อำนวยความสะดวกมากมาย แต่ติดตรงที่เจ้าของโรงพยาบาลที่แม่ฉันทำงานอยู่ไม่ยอมขายที่พักนี้สักทีน่ะสิ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะถ้าเขาเกิดเปลี่ยนใจขายขึ้นมา ฉันกับแม่ก็ไม่มีที่อยู่ เหนือสิ่งอื่นใด...ชายหนุ่มที่ตึกฝั่งตรงข้ามนั่น เขาน่ะหล่อสุดๆ ไปเลย!
และเพราะเหตุผลข้อหลังเลยทำให้ตลอดเวลาสิบสี่วันที่เขากลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ฉันแทบไม่เปิดโทรทัศน์เลย เพราะดูเขาสนุกกว่าเยอะ ถึงแม้วันๆ เขาจะแทบไม่ทำอะไรเลยก็เถอะ ต้องบอกก่อนว่าระเบียงห้องของเขาห่างจากระเบียงห้องฉันไม่มากนัก ฉันจึงสามารถใช้สายตาอันดีเลิศของตัวเองแอบส่องจนเห็นไปถึงข้างในได้ แต่การได้ดูเขาเดินไปเดินมาในห้องน่ะมันเพลิดเพลินต่อฉันสุดๆ และฉากพีคของวันที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ เขาจะออกมาที่ระเบียงทุกๆ สี่ชั่วโมง แต่ฉันก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเขาออกมาทำอะไร เพราะเขาไม่ได้ปลูกต้นไม้ บุหรี่เขาก็ไม่สูบ สิ่งที่เขาทำก็แค่ออกมายืนนิ่งๆ เท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว แค่เขายืนเฉยๆ ให้ฉันแอบมองก็พอ
ฉันเฝ้ามองเขามานาน...จากความสงสัยมันกลายเป็นว่าฉันน่ะเสพติดการเฝ้ามองเขาเข้าแล้วล่ะ
“ข้าวผัด”
เสียงแม่เรียกชื่อฉันดังมาจากในห้องนอน ใช่...ชื่ออาหารสิ้นคิดนั่นคือชื่อฉันเองและฉันคือยัยหมาหัวเน่าที่โลกลืม ฝังตัวรอวันตายอยู่ในหอพักพยาบาล ตึกเก่าๆ ที่หากมีแผ่นดินไหวเพียงสามริกเตอร์ก็คงถล่มจมลงใต้ดินเป็นที่แรก
“ข้าวผัดลูก”
“ค่ะแม่”
ฉันตอบรับก่อนจะใช้มือปลดที่ล็อกล้อแล้วหมุนวีลแชร์กลับตัวเคลื่อนไปด้านหน้าเพื่อไปหาแม่ที่กำลังเร่งเก็บของใส่กระเป๋าเตรียมจะออกไปทำงาน
“แม่ทำข้าวผัดไว้ให้ กินด้วยล่ะ อย่าปล่อยให้มันเสียอีก คืนนี้แม่เข้ากะดึกจะกลับมาอีกทีก็เช้า จำที่แม่บอกได้ใช่ไหม” แม่มองฉันรอฟังคำตอบ อืม...ก็เหมือนทุกครั้งก่อนที่แม่จะไปทำงานนั่นแหละ
“ใครเคาะห้องห้ามเปิด มีอะไรให้โทรหาแม่ ห้ามออกไปไหน กินข้าวแล้วกินยา อย่านอนดึก” ฉันตอบแม่น้ำเสียงเบื่อหน่าย
“ดีมาก สิ้นเดือนนี้เงินเดือนออกแม่จะออกรถใหม่ให้ลูกเป็นของขวัญเกิด” แม่มองดูรถหรือวีลแชร์แสนเก่าก่อนจะเอื้อมมือมาลูบแก้มฉันพร้อมรอยยิ้มหวาน
“ค่ะแม่” ฉันตอบรับตามที่คิดว่าแม่อยากได้ยิน เพราะการไม่ทำให้แม่คิดมากหรือเป็นห่วงอาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ฉันจะช่วยแม่ได้
“แม่ไปทำงานล่ะ”
“เดินทางปลอดภัยค่ะแม่” ฉันโบกมือให้แม่ก่อนจะหมุนวีลแชร์พาตัวเองกลับมาที่ระเบียง ที่จริงฉันไม่อยากได้วีลแชร์คันใหม่นักหรอกเพราะฉันมีสิ่งที่อยากได้มากกว่าแต่รู้ว่ามันเกินความสามารถของแม่ที่จะหามาให้ได้...ขาใหม่ไงล่ะ
แปดปีก่อน ตอนนั้นฉันอายุสิบสอง ที่จริงฉันจำอะไรไม่ได้เลย แต่จากที่แม่เล่าคือฉันตกลงมาจากตึกสี่ชั้น แม่สวดมนต์ขอพรให้ฉันไม่ตายและมันได้ผลคือฉันรอด เพียงแต่แค่ครึ่งเดียวเท่านั้นเพราะฉันหลับไม่ตื่นเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่เป็นเดือน แม่ที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวใช้เงินที่มีทั้งหมดไปกับการรักษา มีบ้านขายบ้านมีรถขายรถ พอฉันฟื้นขึ้นมาจากอาการครึ่งเป็นครึ่งตายหมอก็ดันบอกแม่ว่าขาทั้งสองข้างของฉันใช้การไม่ได้ เหอะ...อย่างที่ผู้ใหญ่หลายคนชอบพูดไง ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง
แต่อย่าคิดว่าเรื่องของฉันมันเศร้าขนาดนั้นนะ เพราะฉันไม่ได้เศร้านักหรอกที่เดินไม่ได้ หากไม่นับว่ามันอาจเป็นสิ่งเดียวที่นำพาฉันไปเคาะประตูห้องเขาได้...ฉันคิดดังไปหรือเปล่านะ? อย่าหมั่นไส้กันเลย ฉันก็ทำได้แค่คิดนั่นล่ะ มีปัญญาทำให้มันเกิดขึ้นจริงเสียที่ไหน แต่ก็นั่นล่ะ ถึงฉันจะพิการเดินไม่ได้แต่ฉันก็เป็นวัยรุ่นอายุยี่สิบคนหนึ่งที่อยากจะเจอสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต อยากรู้อยากลองเหมือนคนทั่วไป แต่สิ่งที่ทำได้คือการดูทีวี เล่นมือถือ เสิร์ชอินเทอร์เน็ตเท่านั้น เพราะแบบนี้ผู้ชายคนหนึ่งเลยน่าสนใจมากสำหรับฉันยังไงล่ะ และเวลานี้สิ่งที่ดึงดูดวัยรุ่นเพศหญิงอย่างฉันมากก็คือการเฝ้ามองเขาที่อยู่ตรงข้ามนั่นเอง อย่ามองแรง ฉันแค่ชอบเขานิดหน่อย…นิดหน่อยจริงๆนะ เชื่อฉันสิ และมันก็ช่วยไม่ได้ที่นอกจากมองเขาแล้วไม่มีอะไรสนุกๆ ในชีวิตให้ฉันทำเลยจริงๆ
และด้วยความที่กระจกบานเลื่อนของห้องเขามันใสเสียจนมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ฉันเลยเห็นว่าเขากำลังจะเดินออกมาที่ระเบียง จังหวะนั้นฉันจึงรีบคว้ากระบอกฉีดน้ำจากโต๊ะไม้ริมระเบียงห้องแสร้งทำเป็นว่ารดน้ำต้นไม้ ทั้งๆ ที่เมื่อเช้าก็เพิ่งรดมันไป ประตูระเบียงเปิดออก เขามองมาที่ฉัน ถึงสายตาฉันไม่ได้จ้องเขาตรงๆ ก็รู้ว่าเขากำลังมองมา ในมือของเขาเหมือนมีเครื่องอะไรสักอย่าง จากตรงนี้มันไกลเกินกว่าจะเห็นชัดแต่คงเป็นโทรศัพท์มือถือของเขา เขาเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยจากเมื่อห้าปีก่อนที่ฉันได้เจอเขาครั้งแรก ตอนนั้นเขาหล่อยังไง ผ่านไปห้าปีมันก็เป็นแบบนั้น ถึงแม้สายตาและท่าทางของเขาจะดูเงียบขรึมและดุดันก็เถอะ
ใจฉันเต้นถี่แรงไม่เป็นจังหวะเมื่อเราสบตากันอย่างไม่ตั้งใจ เพราะฉันเผลอจ้องมองความหล่ออันน่าประหลาดใจนั้นไม่วางตาเลยทำให้เขารู้ตัวแน่ๆ บางครั้งฉันก็คิดว่าฉันอาจจะบ้าผู้ชายจริงๆ
เขากลับเข้าไปข้างในจนได้! เป็นแบบนี้ทุกครั้งเลยให้ตายเถอะ! ทุกครั้งที่เราสบตากันเขาไม่เคยยิ้ม ไม่เคยมองฉันเกินสามวิเลยสักครั้ง เขาจะกลับเข้าไปด้านในทันที เพราะแบบนี้ไงฉันถึงทำได้แค่เพ้อถึงเขา
ตือดึ๊ง...
เสียงข้อความดังขึ้น ฉันละสายตาจากระเบียงห้องเขาแล้วหยิบมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะริมระเบียงมากดอ่าน เป็นข้อความจากครูแม็กซี่ ครูสอนพิเศษที่แม่จ้างมาสอนฉันให้มีความรู้ทันเด็กคนอื่นๆ นั่นเอง
T.Maxxie : ข้าวผัดจ๊ะ อยู่ห้องหรือเปล่าลูก
FriedRice : อยู่ค่ะครู มีอะไรเหรอคะ
T.Maxxie : พอดีครูหาหนังสือแกรมม่าไม่เจอ ไม่แน่ใจว่าลืมไว้ที่ห้องข้าวผัดหรือเปล่า
FriedRice : ใช่ค่ะ ข้าวเก็บไว้ให้แล้วค่ะครู
T.Maxxie : ดีเลย งั้นอีกสักพักครูเข้าไปเอานะ พรุ่งนี้ครูต้องใช้สอน
FriedRice : โอเคค่ะครู