บทที่ 1
“กรี๊ดดดดดด”
เสียงกรีดร้องทำคนนั่งอยู่ด้านล่างของบ้านต่างตกอกตกใจ ทั้งคู่มองหน้ากันก่อนลุกจากห้องรับแขกไปยังต้นเสียงคือห้องลูกสาวคนรอง เมื่อไปถึงสิ่งที่เห็นเบื้องหน้าทำให้บุพการีเข่าทรุด มารดาเดินเข้าไปกอดลูกที่ข้อมือโชคไปด้วยโลหิตแดงฉาน
“ออ ไปเตรียมรถ!”
คนใช้วิ่งหลุนๆ ทำตามคำสั่งทั้งที่ยังสะอึกสะอื้น บิดาตาแดงก่ำใจหวิวไหว ร่างสูงใหญ่วัยกลางคนรู้สึกกลัวจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ท่านเดินไปหาลูกที่อยู่ในอ้อมกอดคู่ชีวิต ช้อนแก้วตาดวงใจไว้ในอ้อมอก
“ฮือๆ...ลูกจะเป็นอะไรมั้ย”
พิมพ์นาราถามสามีเพราะเลือดที่ข้อมือซึมออกมาไม่หยุด อดิศวรช็อกจนพูดไม่ออก ก้มมองดวงหน้าซีดที่หลับตาพริ้มแล้วรีบหันหลังเดินออกจากที่เกิดเหตุ
โรงพยาบาล...ผู้เป็นแม่ยังคงร้องไห้ในขณะที่เดินวนไปวนมา พิมพ์นาราแทบทรุดยามนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับลูกสาวคนรอง เธอใจจะขาดเมื่อภาพพิมพ์มาดานอนจมกอดเลือดผุดขึ้นมาในหัวตลอด อดิศวรมองภรรยาด้วยความสงสาร เขาเดินเข้าไปสวมกอดแม่ของลูก
“ฮือๆ พี่ภีม” อ้อมกอดเขายังอบอุ่นทุกอณู เธอร้องไห้คล้ายจะขาดใจเสียให้ได้
“ลูกต้องไม่เป็นอะไร อย่าร้องไห้นะ”
ปากบอกภรรยาว่าอย่าร้องแต่ในใจอดิศวรร่ำไห้ร้าวระทม เหมือนโดนของมีคมกรีดกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่กล่องดวงใจให้เกิดแผลเหวอะหวะ จะอยู่ต่อไปก็ทรมานเหลือร้าย หากจะตายจากก็ทำไม่ได้ เพราะเขาคือกำลังสำคัญของครอบครัว อดิศวรคือสามีที่ดีสำหรับพิมพ์นารา และเป็นคุณพ่อที่ประเสริฐสำหรับลูกๆ มาตลอดชั่วชีวิต
“ญาติคุณพิมพ์มาดาใช่มั้ยคะ”
ตี๊ดดด! ตี๊ดดด! เสียงโทรศัพท์ดังเป็นรอบที่สามทำให้คนนอนพักผ่อนรำคาญใจ ร่างหนาที่สวมเสื้อกล้ามท่อนบน และสวมกางเกงวอร์มขายาวบิดขี้เกียจอย่างหงุดหงิด เขาสลัดหัวตั้งสติก่อนลุกขึ้นนั่ง
ตี๊ดดด! ตี๊ดดด! ดวงตาคมภายใต้ใบหน้าหล่อเข้มมองโทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารยังคงดังเจื้อยแจ้วโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
“เออๆ รู้แล้วๆ” ยีหัวตัวเอง แล้วหยิบโทรศัพท์ข้างหัวนอนแนบหู
“ไอ้ภาค ทำไมรับช้าจังวะ!”
น้ำเสียงเพื่อนสนิทดูร้อนรน หากคนทางนี้เริ่มร้อนใจ ตีสามคือเวลานอน ถ้าเรื่องที่ติดต่อมาไม่สำคัญละน่าดู…
“ที่บ้านมึงไม่สอนมารยาทเหรอวะ กูเรียนมาเหนื่อยๆ นะเนี่ย เอ้า! มีอะไรว่ามาเลย”
เปลือกตาทั้งสองข้างปิดลง ทิ้งกายแผ่หลากลางที่นอนนุ่ม แล้วใช้เท้าเขี่ยผ้าห่มขึ้นมาบังครึ่งล่างของตนไว้ในขณะที่มือยังถือโทรศัพท์ ปลายสายถอนใจแล้วถอนใจอีก ท่าทางสบายอารมณ์ของเพื่อนทำให้เขามั่นใจว่าไอ้เจ้าตัวดียังไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับแฝดของมันแน่นอน
“มึงจะถอนหายใจให้กูฟังเรอะ ว่าไงวะ?...มีเรื่องอะไรก็พูดมาเลย ถ้าไม่สำคัญละมึง...น่าดู”
“คนที่บ้านมึงได้ติดต่อมาบ้างมั้ยวะ”
น้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ ทำคิ้วเข้มจัดขมวดยุ่งเหยิง จากที่นอนอยู่กลายเป็นต้องลุกขึ้นมาอีก
“ทำไม! ที่บ้านกูมีอะไร”
“เอ่อ...” เสียงใหญ่เอ่ออ่าลังเลใจ อารมณ์เพื่อนเขายิ่งกว่าไฟใครๆ ก็รู้
“ถ้ามึงไม่พูดสิ่งที่กูต้องการจะฟังออกมาละก็...มึงตาย!”
อธิป ภัทรกาญจน์ ลุกจากที่นอนมานั่งยังคอมพิวเตอร์ประจำตำแหน่งโดยที่มือขวายังแนบโทรศัพท์ติดใบหู เขาทำตามคำสั่งเพื่อนที่อยู่เมืองไทยด้วยการเปิดอีเมล์ที่ถูกส่งมาหมาดๆ เมื่อสามนาทีที่แล้ว
“มึงบอกกูไม่ได้หรือไงว่าเกิดเรื่องอะไร ทำไมต้องให้กูลุกมาทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ”
“เรื่องบางเรื่องมันก็ยากที่จะอธิบาย มึงดูเอาเองเถอะ อ้อ! กูจะวางนะ ถ้าสงสัยอะไรโทรไปถามที่บ้านมึงเลย แต่จำไว้อย่างนึงก็พอ กูจะอยู่ข้างมึงเสมอ”
อธิปงุนงงกับประโยคสั่งลาของเพื่อน เขาร้อนใจรีบวางโทรศัพท์แล้วหันมาจับเมาส์แทน ดวงตาทั้งสองจดจ้องหน้าจอคอมไม่กะพริบ คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างใคร่รู้ และเมื่อคลิกเข้าไปจนสุด ไฟล์ที่แนบมากับอีเมล์ก็ถูกเซฟไว้ในเครื่องอย่างรวดเร็ว มันเป็นไฟล์วีดีโอ
“อะไรของมันวะ”
เสียงห้าวบ่นกับตัวเอง ดับเบิ้ลคลิกเปิดไฟล์วีดีโอ หลังหนาพิงพนักเก้าอี้ผ่อนคลายความเมื่อยขบในขณะที่ดวงตายังจดจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ ภาพในนั้นเหมือนถูกตั้งกล้องแอบถ่ายอะไรสักอย่าง ไม่นานอธิปถึงกับบางอ้อเมื่อเห็นผู้ชายคนนึงนอนนิ่งอยู่ที่เตียง
“ไอ้เล่! มึงส่งหนังโป๊มาให้กูอีกแล้วหรือวะ ถ้าไม่เด็ดนะมึง!”
ปากบ่นเพื่อนแต่ตายังคงลุ้นระทึกกับวีดีโอคลิป ปกติเพื่อนสนิทของเขามักจะสรรหาสื่อต่างๆ มาให้ความบันเทิงกันเป็นประจำ ไม่ว่าจะเพลง หนัง หรือละครที่ประเทศไทย ซึ่งคลิปอย่างว่าก็รวมอยู่ในนั้นด้วย มันเยอะเสียจนเขาบอกให้เลิกส่งเพราะดูไปก็ไม่รู้จะไปลงกับใคร
“ชักช้าจริง! ...”
คนรอดูชักหงุดหงิด มือจับเมาส์แล้วคลิกทำท่าจะเลื่อนเวลาในคลิป ทว่ายังไม่ทันเริ่มจู่ๆ มือที่กุมเมาส์ก็สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ฝ่ามือใหญ่กำมันแน่นจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ ดวงตาคมดุจพญามารเครียดขรึมมหาศาล ร่างเขาชาวาบยามเห็นหญิงสาวในคลิปวีดีโอนั่น
ภาพในคลิปคือหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเดินมาจากด้านขวาของกล้องวีดีโอ เธอนั่งลงบนที่นอนแล้วยิ้มหวานให้ฝ่ายชายอย่างมีความสุข พูดคุยกันอีกหน่อยทั้งคู่ก็เริ่มบทรักผ่านกล้องที่ตั้งอยู่ปลายเตียง ในคลิปมีความยาวถึงหนึ่งชั่วโมงกว่า...การร่วมรักของทั้งคู่ไม่มีอะไรดึงดูดเขาเลยสักนิด มันออกจะธรรมดากว่าคลิปที่เพื่อนเคยส่งมาให้ดูเป็นร้อยๆ อันด้วยซ้ำไป ทว่าภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า และเสียงร้องครวญครางของดาราหนังโป๊ทำให้อธิปแทบบ้า เขาช็อกจนแขนขาขยับไม่ได้ ความรู้สึกที่ใกล้ตายมันเป็นอย่างนี้นี่เอง...
เมาส์อันเล็กที่กุมไว้ถูกบีบจนแหลกคามือใหญ่ เขาจะไม่ทุรนทุรายเลยจริงๆ ถ้าผู้หญิงในคลิปนรกเป็นดาราหนัง AV ที่เคยผ่านตา เขาจะไม่ทรมานราวจะขาดใจเช่นนี้ถ้าหล่อนเป็นใครก็ไม่รู้ที่มาร่วมรักกับผู้ชายเป็นสิบแล้วจบๆ กันไป แต่อธิปใจสลายเหมือนรถคันใหญ่พุ่งชนกลางลำตัว น้ำตาหยดแหมะเมื่อผู้หญิงในคลิปนี้คือ! พิมพ์มาดา ภัทรกาญจน์ แฝดคนน้องผู้ร่วมสายโลหิต
“เอ่อคือ แต่ตอนนี้คุณๆ ไม่มีใครอยู่บ้านเลยนะคะคุณภาค”
สาวใช้ตอบด้วยสีหน้าซีดเผือด นางไม่กล้าบอกคุณภาคว่าทุกคนออกไปไหน
“ฉันต้องคุยกับใครสักคนเดี๋ยวนี้ เอาโทรศัพท์ไปให้คุณย่าที ใครก็ได้ที่เป็นเจ้านายของเธอ”
“เอ่อ...คือ”
“เดี๋ยวนี้โว้ยยย! ไม่เข้าใจรึไงวะ เอ่อๆ อ่าๆ หาสวรรค์วิมานอะไร ถ้ากลับเมืองไทยเมื่อไหร่ฉันจะไล่เธอออก”
“ค่ะๆ คุณภาค คุณเพลงมาพอดีเลยค่ะ”
สาวใช้ตัวสั่น เสียงสั่น ยื่นโทรศัพท์ให้พิมพ์พรรณลูกสาวคนเล็กของอดิศวร คุณหนูรับเครื่องมือสื่อสารมาถือแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ค่ะ”
“คนที่บ้านหายไปไหนกัน พี่โทรหาพ่อกับแม่ก็ไม่มีใครรับสายสักคน”
อธิปยิงใส่น้องพลางเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจ
“พวกท่านไปโรงพยาบาลค่ะ”
พิมพ์พรรณตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เธออับอายคนไปทั่วเพราะพิมพ์มาดาพี่สาวคนรอง อีกทั้งยังออกจากบ้านไปไหนไม่ได้มาสามวันแล้วเพราะนักข่าวหลายชีวิตต่างก็มารอทำข่าวอยู่หน้าบ้าน
“ไปทำอะไร มีใครเป็นอะไร พราวไปไหน? พี่อยากคุยกับพราว”
“พี่พราวอีกและ น่าเบื่อ ในโลกนี้อะไรก็พี่พราว พี่พราว พี่พราว แฝดของพี่ภาคทำเรื่องคาวๆ ไปทั่วน่ะรู้บ้างรึเปล่า”
“หุบปากซะยัยเพลง! แกไม่มีสิทธิ์มาว่าพี่สาวในไส้ เอาโทรศัพท์ไปให้พราวเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง”
อธิปประกาศิตด้วยความโกรธ เขาฮึดฮัดเหมือนพ่อสมัยหนุ่มไม่มีผิด พิมพ์พรรณกลัวน้ำเสียงพี่ชายจนหน้าซีดเผือด เธอยืนคว้างเมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป
“พี่บอกเดี๋ยวนี้ไง! ไม่ได้ยินใช่มั้ย?”
“พี่ภาคก็ดีแต่สั่งอยู่นั่นแหละ จะให้เพลงเดินเอาโทรศัพท์ไปให้พี่พราวที่โรงพยาบาลหรือไงเล่า”
“ทำไมต้องโรงพยาบาล? พราวเป็นอะไร”
“พี่พราวเป็นบ้ากรีดข้อมือตัวเอง พ่อกับแม่เลยพาไปส่งโรงพยาบาล”
“ยัยเพลง!”
น้ำเสียงนี้ไม่ใช่ปลายสายจากทางไกล หากน้ำเสียงที่ตวาดพิมพ์พรรณคือคุณย่าในไส้ของหลานๆ ท่านเดินตีหน้ายักษ์เข้ามาใกล้หลานคนเล็กก่อนกระชากโทรศัพท์มาไว้ในมือ ส่วนอธิปนั้นช็อกจนขยับไปไหนไม่ไหว เขาปวดที่ขั้วหัวใจเมื่อรับรู้ว่าแฝดที่คลานตามกันมามีภัยเพราะน้ำมือตัวเอง
“ภาค นี่ย่านะลูก” เสียงคุณย่าทำอธิปน้ำตาร่วง ฝ่ามือใหญ่ลูบหน้าตัวเอง
“คุณย่า...เกิดอะไรขึ้นครับ ไอ้คลิปนรกนั่นโผล่มาได้ยังไง แล้วทำไมทุกคนถึงปล่อยพราวให้เป็นอย่างนั้น”
คำถามจากหลานชายทำคุณฐิตาพรน้ำตาไหล ท่านร้องไห้กับปลายสายก่อนเรื่องราวทุกอย่างจะพรั่งพรูจนหมด ฝั่งอธิปยิ่งฟังยิ่งคับแค้นใจ เขากัดฟันกรอดๆ ด้วยความอึดอัดจนอยากจะหาที่ระบายเสียให้ได้
“ผมจะกลับไทยเดี๋ยวนี้”
“อย่าภาค! อย่ามานะลูก อีกปีเดียวหลานก็จะเรียนจบแล้วย่าไม่อยากให้หลานมีปัญหา”
“ไม่ครับ ผมมีปัญหาไม่เป็นไร แต่น้องสาวผมมีปัญหาผมทนไม่ได้ ยังไงผมก็ต้องกลับไป”
“ย่าขอละภาค อย่ามาเลยลูก พ่อแกห้ามไม่ให้ใครบอกเรื่องนี้กับแก ถ้าภีมรู้ว่าย่าบอกมีหวังได้โมโหบ้านแตกแน่”
“ห้ามบอกงั้นเหรอ? พ่อกำลังทำอะไรครับ ห้ามผมทำไม! ผมกับพราวเหมือนคนๆ เดียวกัน ยัยนั่นเจ็บผมเจ็บ ถ้ายัยนั่นกำลังจะตาย แน่นอน! ผมคงตายก่อนน้อง...”
คุณฐิตาพรสะอื้นจนจะเป็นลม ท่านได้ยินปลายสายร้องไห้แล้วอกกลัดหนอง แฝดคู่นี้รักกันกลมเกลียวจนไม่มีอะไรต้านทานได้ ถ้ามีใครคนนึงทุกข์ใจหรือเสียใจ แฝดอีกคนก็จะทุกข์ด้วย เสียใจด้วยยิ่งกว่า ภาคและพราวคอยปลอบใจกันและกันมาเสมอ พี่น้องคู่นี้ต่างทำให้คืนวันในการใช้ชีวิตมีความหมายด้วยสายใยของคำว่าครอบครัว
“ตายจริง! ลูกกำลังจะมาหรือคะ”
พิมพ์นาราตกใจเมื่อรู้ว่าบุตรชายคนโตกำลังจะเดินทางกลับบ้าน เธอมองหน้าสามีอย่างหารือ ถ้าอธิปกลับมาจริงๆ เรื่องราวคงลุกเป็นไฟไม่จบไม่สิ้น
“เดี๋ยวผมจัดการเองครับ คุณแม่กับพิมพ์อยู่เฝ้าพราวที่นี่เถอะ”
อดิศวรออกจากห้องพักคนไข้ เขาหยิบโทรศัพท์ กดเบอร์โทรออกหาพี่ชายแท้ๆ อนพัทย์รับสายอย่างรวดเร็วยามรู้ว่าใครโทรมา คิ้วขมวดทันตาเมื่ออดิศวรพูดสวนใส่หู
“ฟังผมนะพี่ภัทร พี่ต้องช่วยผม”
ด้านอธิปหลังจากวางสายคุณย่าเขาก็ตระเตรียมสัมภาระในการเดินทาง ชายหนุ่มไม่นำอะไรติดตัวไปมากนอกจากหนังสือเดินทางแล้วก็เงินอีกไม่เท่าไหร่ หากกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องจู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของแมนชั่นก็ดังขึ้นมา เจ้าของห้องถอนหายใจแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเดินไปรับมัน
“ภาคนี่ลุงนะ”
อธิปใจแป้วเมื่อได้ยินเสียงลุงภัทร ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่านมีธุระอะไรกับเขา ถ้าไม่ห้ามให้กลับบ้านก็คงโทรมาสั่งให้ไปตรวจร่างกายประจำปี แต่เวลาตีสี่ของอังกฤษคือเวลานอน เรื่องตรวจร่างกายตัดไปได้เลย...
“ผมต้องกลับครับ”
“ลุงยังไม่ทันบอกเลยว่าเรื่องอะไร”
ลุงหมอขยับเนคไทแล้วนั่งลงบนโซฟา เขานึกขันเจ้าหลานตัวแสบที่รู้ทันกันเสียทุกเรื่อง อธิปนั่งบนเตียงนอนอีกครั้ง เขาแทบคลั่งเมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพิมพ์มาดา
“ลุงภัทรผมต้องกลับไปดูน้อง”
“ได้ลุงอนุญาต” อธิปโล่งใจที่ลุงเข้าใจ หากดีใจได้ไม่ถึงสามวิ...
“แต่แกต้องเรียนให้จบก่อนแล้วค่อยกลับมา”
“โธ่! ลุง ผมทำอย่างนั้นไม่ได้จริงๆ ครับ ถึงยังไงผมก็ต้องกลับไปหาน้อง”
“กลับมางั้นเหรอ? แกจะช่วยอะไรใครได้ เรื่องทางนี้ให้ผู้ใหญ่เขาจัดการไป ส่วนแกก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้มันจบๆ สักที จะได้กลับมาช่วยพ่อแกทำงาน คิดดูดีๆ นะ ถ้าขืนแกยังใจร้อนวู่วามอยู่อย่างนี้ คนที่ทุกข์ใจที่สุดคือแม่พิมพ์ของแก”
อธิปนึกถึงมารดาผู้เปี่ยมไปด้วยความประเสริฐ ตั้งแต่เกิดมาแม่เหมือนน้ำเย็นที่คอยชโลมจิตใจทุกคนให้ดีขึ้นจากสภาวะภูเขาไฟระเบิด ท่านมักจะสั่งสอนลูกๆ เสมอถึงเรื่องการมีสติ แต่ตอนนี้เขาลืมมันไปเสียแล้ว มันถูกกลืนหายเมื่อนึกถึงคลิปนรกนั่น
“มันเป็นใครครับ คนในคลิปนั่น”
“ลุงก็ยังไม่รู้แน่ชัด เรากำลังสืบหากันอยู่”
“ลุงภัทรจำคำผมไว้นะ ถ้าเท้าคู่นี้เหยียบประเทศไทยเมื่อไหร่ อธิป ภัทรกาญจน์ขอสาบานด้วยชีวิตว่าจะทำให้มันพินาศทั้งโคตร ครอบครัวไอ้หน้าตัวเมียต้องอับอายเหมือนที่พวกเรากำลังเป็น ไอ้นั่นต้องฆ่าตัวตายเหมือนที่พราวทำ มันต้องชดใช้ด้วยชีวิตของมัน!”
อธิปมักเชื่อฟังลุงหมอของเขาเสมอ ชายหนุ่มตกลงว่าจะไม่กลับบ้านจนกว่าจะเรียนจบตามกำหนดซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งปี อดิศวรขอบคุณพี่ในไส้ เขาไม่ไว้ใจใครให้ต่อรองกับลูกชายเท่ากับพี่ภัทรอีกแล้ว
“ลูกแกมันแรงอาฆาตสูง ฉันพูดไม่ออกเหมือนกันตอนมันสาบานว่าจะจัดการไอ้หนุ่มในคลิปนั่น”
อดิศวรมองร่างลูกสาวที่ยังนอนไม่ได้สติบนเตียงคนไข้แล้วกำมือแน่น หัวใจคนเป็นพ่อแตกสลายเมื่อลูกรักที่เขาฟูมฟักยังกับไข่ในหินมีมลทินอันแสนโหดร้าย คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ไปไวชั่วข้ามคืน ครอบครัวภัทรกาญจน์ต่างก็ตกใจเมื่อเรื่องนี้กระทบกับอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต หากอดิศวรไม่สนอะไรแล้ว อธิปก็เหมือนเขาที่รักและหวงพิมพ์มาดาไม่เป็นรองใคร ถึงอย่างไรมันผู้นั้นก็ต้องชดใช้!