Chapter 1/1 วาสนาอีเกี๊ยว
1 วาสนาอีเกี๊ยว
กีรติเป็นชื่อที่แม่ราตรีตั้งให้ แต่นอกจากอาจารย์ที่โรงเรียนแล้วก็แทบไม่มีใครเรียกเธอด้วยชื่อนี้ ทุกคนต่างก็เรียกหญิงสาววัยยี่สิบปีคนนี้ว่า ‘อีเกี๊ยว’ เรียกด้วยเพราะความสนิทบ้าง หมั่นไส้บ้าง อิจฉาบ้าง ก็อีเกี๊ยวมันน่าอิจฉาจะตายไป หน้าตามันสวย ตากลมโต ปากนิด จมูกหน่อย รูปร่างก็ดีเหลือเกิน ทรวดทรงองค์เอวมาครบ ผิวพรรณไม่ต้องพูดถึง…ขนาดมันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ผู้ชายตากแดดตากลมทุกวัน นุ่งสั้นห่มสั้นขนาดนั้น แต่ผิวก็ยังขาวเนียนจนแทบจะอมชมพู ราวกับว่าแสงของพระอาทิตย์ทำอะไรมันไม่ได้เลย
สำคัญที่สุดคืออีเกี๊ยวมันเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในย่านเมืองนี้ที่คว้าหัวใจของศตาวิน หรือคุณหมอวินคนหล่อเอาไว้ได้น่ะสิ
“อีเกี๊ยว! วันนี้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ผู้ชายที่ไหนมาอีกล่ะมึง?!” เห็นกีรติซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์มาลงที่หน้าโรงพยาบาล ลำดวนแม่ค้าขายยำก็ตะโกนถาม ถามมันทุกวัน…เพราะกีรติมักจะซ้อนมอเตอร์ไซค์ผู้ชายมาโรงพยาบาลทุกวัน ในเวลาเดิม…คือบ่ายสองโมงตรง
“บอกชื่อไปเจ๊จะรู้จักไหม? ก็แค่…ไอ้พวกหน้าหม้อที่อยากได้ไลน์ฉันน่ะ” กีรติเดินมาหยุดที่หน้ารถเข็น พูดคุยกับลำดวนอย่างเป็นกันเอง “เอายำวุ้นเส้นหมูสับ ใส่ผักกับหมูเยอะ ๆ ไม่เผ็ด รสไม่ต้องจัดมากล่ะ แล้วก็ห้ามใส่ผงชูรสเด็ดขาด ย้ำนะว่าห้ามใส่เด็ดขาด”
“มึงจะย้ำอะไรนักหนาวะ? ทำไม…กลัวผมร่วงอะไรขนาดนั้นวะอีเกี๊ยว?” ลำดวนเองก็ถามแบบนี้อยู่บ่อย ๆ เพราะหลายครั้งที่กีรติมาโรงพยาบาลแล้วจะแวะซื้อยำวุ้นเส้น สั่งเหมือนเดิมทุกครั้งว่ารสไม่จัด และย้ำทุกครั้งว่าห้ามใส่ผงชูรส ถามหน่อยว่าถ้าไม่ใส่แล้วมันจะอร่อยได้ยังไง? ไม่รู้หรือว่าผงชูรสมันคือผงวิเศษ
“ไม่ได้ซื้อไปกินเอง เจ๊แค่ทำตามไปที่ฉันบอกไปเหอะน่ะ”
“อ๋อ ๆ จะสั่งไปให้คุณหมอวินว่าที่ผัวมึงล่ะสิ?”
“คงงั้นมั้ง” กีรติลอยหน้าลอยตาตอบ เป็นที่รู้กันทั่วทั้งหาดทรายแก้ว ตลอดมาจนทั่วบางเสร่ ไม่แน่อาจจะรู้กันทั้งสัตหีบว่าอีเกี๊ยวมันทั้งยั่ว ทั้งอ่อย พยายามขายขนมจีบคุณหมอคนหล่อมาหลายเดือน จนในที่สุดก็คว้าหัวใจเขาไว้ได้ คบกันเป็นแฟนมาได้ระยะหนึ่งแล้วแต่เขาไม่ยอมเลื่อนขั้นให้มันขึ้นจากสถานะแฟนมาเป็นเมียสักที เหตุผลก็เพราะ…อีเกี๊ยวมันยังไม่โตพ่อจะเป็นเมียใครได้สักทีน่ะสิ
“จะยี่สิบวันไหนล่ะมึง? อยากได้คุณหมอเป็นผัวจนสั่นแล้วสิ?”
“วันนี้แหละ”
“หา…วันนี้เหรอ? นี่มึงอายุครบยี่สิบปีแล้วเหรออีเกี๊ยว?” ลำดวนเงยหน้าจากหม้อยำวุ้นเส้นขึ้นมามองตาคู่สนทนา เจ๊แตนแม่ค้าจากร้านขายน้ำปั่นที่อยู่ข้าง ๆ ก็หันมามองอย่างให้ความสนใจ “อย่างนั้นก็ถึงเวลาที่คุณหมอคนหล่อจะทำตามสัญญาแล้วสิ?”
“รู้กันทั่วแล้วสิ? เฮ้อ…อีจอยรู้โลกรู้จริง ๆ” อีจอยหรือก็คือเอนจอย เพื่อนรักเพื่อนตายของกีรติ…ที่จริงเอนจอยเป็นคนที่เก็บความรักเก่งสุดยอด แต่เพราะทนฟังชาวบ้านพูดถึงเพื่อนลับหลังแบบไม่ดีไม่ได้ เลยป่าวประกาศมันเสียเลย ทำไปก็เพราะความรักเพื่อนทั้งนั้น ก็แต่ละคำที่ชาวบ้านขี้อิจฉามันพูด มีดี ๆ เสียที่ไหนกันล่ะ!
เดี๋ยวสักวันคุณหมอคนหล่อก็ทิ้งอีเกี๊ยว หรือไม่อีเกี๊ยวก็ทิ้งคุณหมอไปเอาผัวใหม่
เขาคงไม่มาเอาเด็กใจแตกทำเมียจริง ๆ หรอก
หมอแสนดีมีอนาคตคนนั้นไม่มีทางเอาสก๊อยมาเป็นแม่ของลูก
“อย่าหาว่ากูสอนเลยนะอีเกี๊ยว…ได้คุณหมอเป็นผัวแล้วมึงก็หัดทำตัวให้มันดี ๆ หน่อย แรดให้มันน้อย ๆ ลงหน่อย แล้วก็เลิกซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์พวกเด็กแว๊นมันสักที ลำพังตัวมึงเองอะไม่มีใครสนหรอก แต่อย่าให้เสียถึงคุณหมอเขา”
“เจ๊! น้ำลายฝอย ๆ มันกระเซ็นลงยำหมดแล้ว! เดี๋ยวแม่ก็ไม่จ่ายเงินซะหรอก!” ไอ้คำว่าอย่าหาว่ากูสอน ไม่รู้จะพูดขึ้นมาทำไม ในเมื่อต่อท้ายประโยคนั้นมันก็คือคำสอนปนคำถากถาง แล้วอีเจ๊ลำดวนก็เป็นแค่คนที่ไม่รู้อะไรเลย กีรติขี้เกียจจะต้องเสียเวลามานั่งอธิบายว่าความจริงมันคืออะไร
“อีนี่! น้ำลายที่ไหน? ไม่มี!”
“เลิกพูดแล้วทำเถอะน่ะเจ๊…ยืนรอจนเมื่อยขาแล้วเนี่ย”
“เออ ๆ กูก็กำลังเร่งทำอยู่นี่ไง แต่คิดแล้วก็คิดอีกนะอีเกี๊ยวว่าถ้าเจ๊ราตรีแม่มึงยังอยู่…แกคงดีใจนะน่าดู ลูกสาวคนเดียวได้ผัวเป็นคุณหมอ วาสนาแท้ ๆ เลยอีเกี๊ยวเอ๊ย!”
“…” กีรติเพียงฟัง แต่ไม่คิดจะตอบ ลำดวนเองก็เป็นเหมือนชาวบ้านหนึ่ง ชาวบ้านสองในสายตาเธอ ต่อหน้าพูดดี แต่พอหันหลังให้ก็นินทา
“วาสนาอีเกี๊ยวมัน! ฮ่า ๆ ได้คุณหมอคนดี ทั้งหล่อแล้วอีกเดี๋ยวก็คงรวยมาเป็นผัว บุญหล่นทับแท้ ๆ เลยมึง! แต่จะว่าไปชีวิตมึงนี่ก็เกิดมาคู่กับบุญเลยนะ” คราวนี้ไม่ใช่ลำดวนแม่ค้าขายยำที่เป็นคนพูด แต่คือเจ๊แตน “เกิดมาจากแม่ที่เป็นกระ…ขายตัวให้พวกฝรั่งอยู่พัทยา พลาดท้องแล้วก็เอามึงมาทิ้งไว้ถังขยะ ได้เจ๊ราตรีมาเก็บไปเลี้ยง…เจ๊ราตรีนี่ก็ใจบุญเหลือเกิน อุตส่าห์ทำมาหากินหลังคดหลังแข็งหาเงินเลี้ยงลูกอีตัวที่ไหนก็ไม่รู้ เสียดาย…ป่วยตายซะงั้น ยังไม่ทันได้สบายเลย”
“พี่แตน…” ลำดวนเห็นแล้วว่าตอนนี้กีรติกำลังนิ่ง ที่นิ่งก็เพราะพยายามกดอารมณ์โมโห ใครจะว่าอะไรก็ได้ จะพูดยังไง จริงไม่จริงแค่ไหนเธอไม่เคยสนใจและไม่เคยคิดจะตามแก้ข่าว แต่ที่เกลียด…ที่ไม่ชอบฟังและทนไม่เคยได้เลยก็คือความจริงที่ว่าเธอเป็นลูกที่ผู้หญิงขายตัวเอามาทิ้งไว้ที่ถังขยะแล้วโชคดีได้ราตรีเก็บมาเลี้ยง
“ป่านนี้ไม่รู้แม่แท้ ๆ ของมึงไปอยู่ที่ไหนแล้วนะอีเกี๊ยว มันจะรู้ไหมว่าลูกสาวที่มันทิ้งไว้ให้มดรุมกัดอยู่ในถังขยะจะโตมาสวยขนาดนี้ แถมยังได้ผัวเป็นหมออีก”
“พี่แตน…พอ…” ลำดวนเห็นท่าไม่มีเลยออกปากเตือนอีกครั้ง ทว่ามันไม่ทันแล้ว…เพราะตอนนี้กีรติเดินไปหยุดที่หน้าร้านน้ำปั่น หยิบเอาสับปะรดขึ้นมาบีบละเลงใส่หัวเจ๊แตนเป็นที่เรียบร้อย
“อีเกี๊ยว! ทำบ้าอะไรของมึงเนี่ย?!”
“กูจะเป็นลูกใครแล้วมึงเสือกอะไร?! แม่กูจะเป็นอีตัวหรือเป็นช้างม้าวัวควายที่ไหนแล้วมันหนักหัวกบาลมึงเหรออีปากขยะ! ปากเน่านักใช่ไหม?! เอาแตงกวายัดปากสักหน่อยเป็นไง!”
“อ๊าก!!! อุก!!!” เจ๊แตนร้องดังลั่นก่อนที่เสียงนั้นจะหยุดลงไปเมื่อกีรติหันมาคว้าแตงกวาอันใหญ่ยาวไปยัดใส่ปาก จับยัดแล้วกดค้างไว้แบบนั้นด้วยความโมโห
“แม่กูชื่อราตรี! กูมีแม่แค่คนเดียวชื่อราตรีมึงได้ยินไหม?! คนที่คลอดกูแล้วเอามาทิ้งไว้ข้างถังขยะ! กูไม่นับว่าเป็นแม่! ถ้ามึงยังไม่เลิกพูดเรื่องนี้…ครั้งต่อไปไอ้ที่ยัดอยู่ในปากมึงจะไม่ใช่แตงกวา! แต่เป็นตีนกูจำเอาไว้อีแตน!!!”
จบคำนั้นกีรติก็เดินออกมา ไม่ลืมที่จะล้วงหยิบเงินหกสิบห้าบาทมากระแทกวางบนรถเข็นร้านขายย้ำแล้วคว้าเอายำที่ทำใส่ถุงไว้แล้วมาถือ ลำดวนมองเงินหกสิบห้าปากแล้วก็แปลกใจ
“อะ อี…เกี๊ยว ค่ายำมันแค่หกสิบบาทนะ แล้วห้าบาทนี่มาจากไหนวะ?”
“ค่าแตงกวา!” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วเธอก็เดินเข้าไปด้านในโรงพยาบาล ปล่อยให้เจ๊แตนนั่งแหกปากอยู่ที่พื้น ทั้งช็อกทั้งเจ็บปากจนทำอะไรไม่ถูก เห็นแบบนั้นลำดวนเลยต้องเข้าไปช่วยพยุงให้ลุกขึ้นยืน
“เจ็บไหมพี่แตน! ฉันเตือนพี่แล้วว่าอย่าพูด…บอกแล้วว่าให้พอ อีเกี๊ยวมันบ้าจะตายมีใครบ้างที่ไม่รู้ แล้วมันน่ะเกลียดที่สุดเวลาที่มีคนพูดถึงแม่แท้ ๆ ทำไมพี่ถึงพูดออกมาเนี่ย?”