บทที่ 1 : คนที่ไม่โปรดปราน
ร่างบอบบางของสตรีผิวพรรณผุดผ่องในชุดฮั่นฝูเกาะอก ลวดลายผ้าไหมปักดิ้นทองรูปหงส์คู่อันงดงามสะบัดพลิ้วไหวยามท่วงท่าระหงสง่างามของนางก้าวเดิน สีแดงเพลิงประจำกายฮองเฮาบ่งบอกสถานะอันสูงส่งและน่าเกรงขาม ใบหน้าสวยแต่งแต้มพองามไร้แป้งหนาดั่งเช่นสตรีอื่นในวังต้องห้ามแห่งนี้ พวกนางตบแต่งเพื่อเอาใจบุรุษที่มีเพียงหนึ่งเดียวในใจของพวกนาง บุรุษที่เป็นโลกทั้งใบของพวกนาง เป็นทั้งใต้หล้าของปวงประชา
บุรุษผู้นั้นคือ ฮ่องเต้…องค์เหนือหัวสูงสุดของเหล่าบรรดาข้าราชบริพารในวังหลวงแห่งนี้ บุรุษที่ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ ‘ต้าถัง’
บุรุษผู้นั้นที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘พระสวามี’ ของนาง
บุรุษ…ที่ไม่เคยสนใจไยดีนางเลย ตั้งแต่นางได้อภิเษกสมรสและถูกแต่งตั้งเป็นฮองเฮาของเขา เรียกได้ว่า ฝ่าบาทของนางไม่เคยเหลียวแลนางเลย เจอกันเมื่อมีพระราชพิธีและจำเป็นต้องเจอยามออกราชการที่ต้องมีนาง…
เข้าหอเพียงคืนเดียว ยังไม่ทันได้ดื่มสุรามงคล องค์ฮ่องเต้ก็จากไปพร้อมกับไม้คันชั่งเปิดผ้าสีชาดบนใบหน้าเจ้าสาวที่ยังคงวางอยู่ที่ปลายเตียง ไม่แม้แต่จะทำตามธรรมเนียมราวกับน้ำเย็นเยียบที่สาดมาที่นางให้หนาวเหน็บจนหน้าชา ไออุ่นของเขาที่มาชั่วครู่ก็หายไปพร้อมกับข่าวที่นางได้ยินในวันรุ่งขึ้นว่าเขา…อยู่กับสนมคนโปรดในคืนวันนั้น
'เจ้าจงใจถวายตัวกับข้า เป็นแผนของเจ้าและพ่อของเจ้าอยู่แล้วใช่หรือไม่ บนเขานั่น ก็คือแผนของเจ้าหรือไม่ บอกข้ามาตามตรง รู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าข้าต้องผ่านตรงนั้น ความทะเยอทะยานของพ่อเจ้าที่ส่งเจ้ามาใช่หรือไม่ ใครบอกเจ้า!'
'หม่อมฉันไม่เคยหลอกลวงพระองค์ หม่อมฉันไม่รู้จริงๆ เพคะว่าพระองค์คือฮ่องเต้ หม่อมฉันไปบนเขาลูกนั้นเป็นประจำ บังเอิญเก็บสมุนไพรอย่างเคยจริงๆ เพคะ หม่อมฉันถวายตัวเพราะความจำเป็นที่บุตรต้องตอบแทนคุณบิดา ไม่ได้อยากถวายตัวให้ฝะ..ฝ่าบาทแต่อย่างใด อย่าเข้าใจหม่อมฉันผิดเพคะ หม่อมฉันจำใจที่ต้องถวายตัว ถ้าเช่นนั้น..หม่อมฉันขอให้พระองค์พระราชทานอนุญาตปลดหม่อมฉันออกจากตำแหน่งนี้ด้วยเถิดเพคะ' แววตาโศกเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ใบหน้าสวยภายใต้ผ้าสีชาดปิดบังความเสียใจและหวาดกลัวให้พ้นจากเขามีความทุกข์ตรมยิ่งนัก ในงานแต่งงานครั้งหนึ่งในชีวิตนางเช่นนี้ กลับมีความเจ็บปวดเหลือคณานับ
'...........'
ซีซวีหยวนเอ่ยออกไปเพราะความกลัว นางโกหก..คำโกหกที่นางบอกเป็นความจำใจ จริงอยู่ที่ตอนแรกนางคิดเช่นนั้นจริง แต่เมื่อได้รู้ว่าเป็นเขา เมื่อได้พบหน้าอีกครา นางจึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะได้คัดเลือกเป็นฮองเฮาจากเขา เพียงเพราะตกหลุมรักเขาเมื่อแรกพบอย่างเต็มหัวใจ
'อยู่ให้สบายใจเถิดฮองเฮา ข้าจะไม่ทำในสิ่งที่เจ้าฝืนใจ ข้าเองไม่ได้ขาดอะไร เลือกเจ้าเป็นฮองเฮาเพราะจำใจเช่นกัน หากไม่ใช่เพราะต้องคานอำนาจขุนนางในวังหลวง ข้าคงไม่แต่งตั้งฮองเฮา สนมของข้าพร้อมจะขึ้นตำแหน่งนี้เสมอ แต่เจ้าวางใจเถิด ตำแหน่งนี้ไม่ได้จะมอบให้ใครง่ายๆ เสพสุพกับการเป็นฮองเฮาเสีย คืนนี้ข้าจะไปหาสนมของข้า เจ้าจงวางตัวตามสบาย'
เพียงเพราะนางคือฮองเฮาที่ไม่โปรดปราน เพราะนางคือฮองเฮาที่ถูกแต่งตั้งอย่างกะทันหันเพราะฮ่องเต้ถูกกดดันจากขุนนางว่ารับสนมที่มีเชื้อสายเดียวกับตนเข้าวัง เชื้อสายที่ถูกส่งต่อมากับพระมารดาของเขา
นั่นก็คือ เชื้อสายของชนเผ่า ‘หลี่หนูเต๋อฮัน’ ที่รวบรวมคนหลากหลายชนเผ่าเร่ร่อนในทุ่งหญ้าและทะเลทราย จนกลายเป็นอาณาจักร เรียกตนเองว่า ‘แคว้นเหยียนเป่ย’ เป็นชายแดนที่ติดกันกับ ‘แคว้นต้าถัง’ ของนางโดยมีภูเขาสูงและแม่น้ำกางกั้นเท่านั้น หลังม่านของความเจริญและอุดมสมบูรณ์ของต้าถังคือความหนาวเย็นค่อนข้างแห้งแล้ง เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าของที่ราบสูงและทะเลทรายในบางแห่งของเหยียนเป่ย ทำการเกษตรเพาะปลูกไม่ขึ้นแต่มีแร่หินล้ำค่าอยู่มากมาย แคว้นต้าถังและเหยียนเป่ยเป็นทั้งศัตรูและคู่แข่งแต่ก็ยังประนีประนอมโดยการแลกเปลี่ยนเครื่องบรรณาการและแน่นอนว่าแคว้นต้าถังอยู่เหนือกว่า
มีเพียงนางเท่านั้นที่เป็นเชื้อสายของชาวฮั่นแต่กำเนิดที่แท้จริง เชื้อสายส่วนใหญ่ของแคว้นนี้ที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน และเป็นสตรีชาวฮั่นเพียงคนเดียวที่เป็นภรรยาเขา
นี่อาจจะเป็นเหตุผล ที่ฮ่องเต้อย่าง ‘หลี่เซวียนหลิ่ง’ ไม่โปรดปรานนาง
นอกจากนี้ยังมีอาณาจักรข้างเคียงที่เป็นชนเผ่าเร่ร่อนเช่นเดียวกันแต่คนเหล่านั้นเป็นคนป่าเถื่อนไร้อารยะที่ตั้งตนเป็นอาณาจักรใหม่ อยู่ในดินแดนเทือกเขาสูงและตั้งตนเป็นศัตรูอย่างเห็นได้ชัด ทำท่าทีว่าอยากรุกรานดินแดนต้าถัง นั่นคือแคว้นหู่หนานที่บิดาของนางถูกตั้งข้อหาว่าร่วมมือกับกองโจรแคว้นหู่หนานเพื่อโค่นล้มราชบัลลังก์ต้าถัง
ข่าวลือที่นางไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่ทำให้นางหวั่นใจว่าพระสวามีจะร่วมมือกับแคว้นเหยียนเป่ยเพื่อโค่นล้มแคว้นหู่หนาน นั่นทำให้ประชาชนเริ่มต่อต้านเขาและเริ่มมีข้อความจากสำนักบัณฑิตติดประกาศในเมืองหลวงหลายตรอกว่าฮ่องเต้แคว้นต้าถังคือกบฏแผ่นดินต้าถังตัวจริง แต่เสียงเล่าลือนั้นก็ทำได้ไม่นานเมื่อฮ่องเต้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมสามารถทำให้เสียงต่อต้านกลายเป็นเงียบเฉยลงได้ ซึ่งนางก็ไม่อาจรู้ได้ว่าพระสวามีของนางทำการใดกับประชาชนเหล่านั้น นางเป็นสตรีอยู่ในวังหลังและไม่มีคนหนุนหลัง ลำพังตัวนางรู้ได้เท่านี้ก็ดีมากแค่ไหนแล้ว บิดาของนางเป็นคนตรงฉิน นางไม่เชื่อว่าบิดาจะทำการกบฏ ต่อราชวงศ์และแคว้นต้าถังได้
‘ซีซวีหยวน’ เดินทอดน่องในพระราชวังอันหนิงซึ่งเป็นตำหนักส่วนตัวของฮองเฮาอย่างใจลอยเมื่อราชโองการล่าสุดที่นางได้ยิน ทำให้จิตใจของนางว้าวุ่น มีเพียงใบหน้าสวยที่ยังคงนิ่งเฉยเก็บอารมณ์หวาดกลัวในจิตใจ เมื่อนางคือ ‘ฮองเฮา’ สีหน้าและกิริยาของนางจะเป็นที่จับจ้องของคนในวังหลวง บิดาของนางเคยสั่งสอนไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อารมณ์ของผู้เป็นฮองเฮาเคียงคู่บัลลังก์มังกรจะต้องสุขุมและเยือกเย็น นางจะต้องเป็นที่เคารพและยำเกรงของคนในวังหลวงแห่งนี้
“ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันส่งต้มแปะก๊วยพุทราจีนให้ฮ่องเต้แล้วเพคะ” เสียงของนางในรับใช้เอ่ยกับซีซวีหยวนอย่างอ่อนน้อมก่อนที่ร่างระหงจะหันมาถามอย่างเรียบง่ายเช่นทุกครั้ง ทั้งที่ใจของนางรู้ดี
“พระองค์ทรงเสวยหรือไม่” เสียงหวานเอ่ยถาม นัยน์ตาโศกปรากฏเมื่อคำพูดของนางในทำให้นางก้มหน้าลงและเผยยิ้มบางตอบรับ
“เอ่อ…พระองค์ทรงงานหนัก หม่อมฉันรั้งดูอยู่หลายเค่อ [1] แต่…พระองค์ยังไม่มีท่าทีจะแตะถ้วยเสวยเลยเพคะ”
“เช่นทุกครา…” ซีซวีหยวนเอ่ยเสียงแผ่วเบาก่อนจะทำใจยิ้มอีกครั้งและสั่งนางในของตน
“ไม่เป็นไร…พระองค์อาจจะไม่ชอบ ถ้าเช่นนั้นเปลี่ยนเป็นบัวลอยไส้งาดำผสมน้ำขิงให้ฮ่องเต้ในยามโฉ่ว [2] ก็แล้วกันหนิงหนิง”
“เพคะฮองเฮา เดี๋ยวหม่อมฉันจะบอกให้ห้องเครื่องเตรียมการให้เพคะ” หนิงหนิงรับคำก่อนอย่างรู้ทันก่อนที่ซีซวีหยวนจะเอ่ยปาก
ใบหน้างามเผยยิ้มเอ็นดูเมื่อรู้ว่านางกำนัลของตนหวังดี “เดี๋ยวข้าจะลงมือทำเอง แค่ถ้วยเดียว ไม่ต้องลำบากห้องเครื่องหรอก สูตรของแม่ข้าอร่อยยิ่งนัก ข้าอยากจะทำให้ฝ่าบาททรงเสวยบ้าง”
“แต่ฮองเฮาเพคะ…ทรงเหนื่อยโดยใช่เหตุหรือเปล่าเพคะ อย่างไรเสีย ฝ่าบาทก็ไม่เสวยอยู่ดี เอ่อ…หนิงหนิงขออภัยเพคะฮองเฮา” นางกำนัลคนโปรดก้มหัวลงต่ำอย่างสำนึกผิดที่ตนเองพูดอย่างไม่ทันได้คิด ลำพังปากของนางหากเป็นฮองเฮาหรือเจ้านายคนอื่นคงจะโดนตบปากสั่งสอนที่กำเริบกับเจ้านายไปนานแล้ว แต่นางรู้ว่าฮองเฮาผู้แสนดีของนางไม่ใช่คนเช่นนั้น ทั้งใจดีและน่าสงสาร…
ซีซวีหยวนถอนหายใจก่อนจะยิ้มเจือจางอย่างเจ็บปวด “ไม่เป็นไรหรอก ที่เจ้าพูดก็ถูกของเจ้า ลุกขึ้นเถิดหนิงหนิง”
“พระสนมจางกุ้ยเฟย พระสนมเต๋อเหยาและพระสนมกวนซูเฟยเสด็จ”
จู่ๆ เสียงขันทีในตำหนักของนางก็เอ่ยเสียงดัง คำประกาศบรรดาศักดิ์ยามคนมาเยี่ยมเยือนตำหนักของนางทำให้ซีซวีหยวนถอนหายใจชั่วขณะหนึ่งและหันไปมองด้วยท่าทีสง่างามเช่นเคย
สนมทั้งสามเดินด้วยท่าทีเย้ายวนทอดน่องมาหานางด้วยความสง่างามไม่แพ้กัน เสื้อผ้าอาภรณ์แม้จะเป็นสนมขั้นต่ำกว่าฮองเฮาแต่เครื่องประดับกลับล้ำค่าไม่น้อยหน้ากัน รังแต่จะประโคมสวมใส่ให้มากชิ้นเพื่อประกาศให้ใครต่อใครรู้ว่า
พวกนางมีความเป็นอยู่ดีเลิศเช่นไรในวังหลังแห่งนี้
เครื่องประดับบางอย่าง…ฮองเฮาเช่นนางยังหาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หากไม่มีอาภรณ์บอกตำแหน่งฮองเฮาที่อยู่เหนือสตรีในวังหลังทั้งปวง ซีซวีหยวนก็คงเป็นแค่สตรีที่ตกอับ เพียงแค่เครื่องประดับดีๆ ยังไม่มีจะใส่เช่นนี้
ที่จริงแล้วนางไม่อยากใส่ต่างหาก นางเป็นคนเรียบง่าย ชีวิตนอกวังก่อนหน้านี้เคยเป็นเช่นไรนางก็ยังคงเป็นเช่นนั้น นางไม่อยากแก่งแย่งชิงดีกับใคร ดังนั้นชีวิตในวังหลังของนางจึงไม่ค่อยมีเรื่องปวดหัวกับการตบตีแย่งบุรุษอย่างฮ่องเต้ภายในตำหนักของนางให้เห็น ไม่มีการตัดสินโทษของนางสนมทั้งหลายเพราะพวกนางไม่เคยเห็นหัวนาง การตัดสินโทษทั้งหมดสิทธิ์ควรจะเป็นของฮองเฮาผู้ดูแลนางในฮ่องเต้และฝ่ายในทั้งหมด แต่กลับกลายเป็น ‘สนมจางหย่งถิง’ สนมขั้นกุ้ยเฟยเพียงคนเดียวที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้ง เป็นรองเพียงนางเท่านั้น ชื่อตำแหน่งของนางคือ สนมจางกุ้ยเฟย ส่วนสนมที่ติดตามจางหย่งถิงอีกสองคน คือ ‘สนมกวนหมี่เยี่ยน’ เป็นสนมขั้นซูเฟยตำแหน่งพระชายาลำดับที่ 2 ชื่อตำแหน่งคือ สนมกวนซูเฟย และ ‘สนมเต๋อเฟยเหยา’ เป็นสนมขั้นเต๋อเฟยตำแหน่งพระชายาลำดับที่ 3 ที่มีศักดิ์ต่ำลงมาหนึ่งขั้นจากขั้นเต๋อเฟย ชื่อตำแหน่งคือ สนมเต๋อเฟย
ที่จริงแล้วตำแหน่งสนมขั้นรองลงมาจากฮองเฮาจะเป็นสนมขั้นหวงกุ้ยเฟย แต่องค์ฮ่องเต้ยังไม่ได้แต่งตั้งตำแหน่งนี้ให้กับสตรีคนใด ดังนั้นลำดับขั้นรองลงมาจึงเป็นสนมขั้นกุ้ยเฟยที่มีเพียงคนเดียวนั่นก็คือ จางหย่งถิง ที่ยืนเชิดหน้าชูคอคล้ายอยู่เหนือนางเช่นนี้ 'จางกุ้ยเฟย' ที่วางตนเป็นใหญ่เหนือนางมาตลอด
ซีซวีหยวนรู้ดีว่าแม้ตนเองจะเป็นฮองเฮาแต่ไร้อำนาจ ในวังหลังนี้นางไม่มีพรรคพวก สนมที่ประจบประแจงนางก็เป็นสนมขั้นต่ำเพียงไม่กี่คนที่ไม่มีปากเสียงอันใด
อีกทั้งองค์ฮ่องเต้องค์นี้ ยังเป็นฮ่องเต้พระองค์แรกที่แต่งตั้งสนมน้อยที่สุดในบรรดาฮ่องเต้ที่สืบราชบัลลังก์กันมา สนมขั้นต่ำจึงมีเพียงไม่กี่นางที่ถูกแต่งตั้ง อีกทั้ง…นางยังรู้ว่าการแต่งตั้งสนมในวังแห่งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับ ‘การคานอำนาจ’ ดังเช่นที่นางเป็นอยู่
หากบิดาของนางไม่ใช่แม่ทัพใหญ่ที่กุมอำนาจตั้งแต่รัชกาลก่อน หากพวกขุนนางไม่กดดันฮ่องเต้ให้แต่งตั้งฮองเฮาที่เกิดจากตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์และมีเชื้อสายชาวฮั่นแต่กำเนิด นางก็คงจะไม่มาอยู่ตรงนี้
ตัวเลือกลูกขุนนางผู้เพียบพร้อมมีมากมาย แต่นางกลับถูกฮ่องเต้เลือก เพราะเหตุใดนั้นนางก็ไม่เข้าใจเช่นกัน นางเป็นเพียงสตรีที่ชอบเล่นซนไปวันๆ แน่นอนว่าการงานของสตรีที่ควรทำ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกลอน การเต้นรำ เล่นดนตรี อ่านวรรณกรรมและเขียนอักษรพู่กันจีนนางล้วนทำได้ นั่นเป็นสิ่งที่สตรีเคียงข้างบัลลังก์มังกรควรทำ หากนางรู้มากเกินไปย่อมไม่ดี หากนางรู้น้อยเกินไปย่อมไม่ดีเช่นกัน หากรู้มากแล้ว ก็จงเก็บงำบางอย่างไว้เสียบ้าง
‘หยวนเอ๋อร์ พ่อรู้ว่าเจ้าเป็นคนฉลาด เจ้าอยู่ในวังย่อมเอาตัวรอดได้ แต่เล่ห์เหลี่ยมในวังนั้นพ่อคิดว่าเจ้าต้องเรียนรู้ เจ้าเป็นคนฉลาด…แต่ความฉลาดของเจ้า ไม่สามารถใช้ได้กับสตรีพวกนั้น หากเจ้าไม่ใช่สตรี เชื่อเถอะว่าพ่อจะต้องให้เจ้านำทัพจับศึกเป็นแน่ ฮ่องเต้เลือกเจ้านับว่าเป็นเกียรติของวงศ์ตระกูลของเราแล้วหยวนเอ๋อร์’
คำพูดของบิดาวนเวียนในสมองของนาง ตอนนี้นางได้แต่คิดถึงว่าบิดาจะเป็นไรในเมื่อ…
“ถวายบังคมเพคะฮองเฮา ได้ข่าวว่าท่านแม่ทัพถูกเข้าตรวนเพื่อสอบสวนการเป็นกบฏ ของแคว้นเรา เหตุใดฮองเฮาถึงนิ่งเฉยอยู่ได้ น่าแปลก…ที่องค์ฮ่องเต้ยังไม่มีราชโองการอันใดที่ส่งผลถึงฮองเฮา ไม่เป็นที่โปรดปรานและไร้อำนาจเช่นนี้ ไม่รู้ว่าฮ่องเต้คิดสิ่งใดอยู่กันแน่ ถึงยังไม่กำจัดท่านทิ้ง”
ซีซวีหยวนชะงักกับคำพูดของสนมจางหย่งถิง ก่อนที่หนิงหนิง นางกำนัลประจำกายของนางจะเอ่ยกับสนมจางหย่งถิงอย่างเกรี้ยวกราด
“พระสนมจางกุ้ยเฟย ท่านกล้าพูดเช่นนี้กับฮองเฮาได้อย่างไร! รู้หรือไม่ว่าตนเองนั้นศักดิ์ต่ำกว่า ฮ่องเต้ต้องไม่พอพระทัยแน่ โอ๊ย!” นางกำนัลหนิงหนิงถูกฝ่ามือของนางกำนัลประจำกายของสนมจางหย่งถิง หรือสนมจางกุ้ยเฟย ตบเพียงครั้งเดียว ร่างบอบบางของนางกำนัลหนิงหนิงก็ล้มลงจนซีซวีหยวนต้องก้มลงประคองนางกำนัลของตนอย่างตกใจ
เมื่อเห็นรอยเลือดซึมที่มุมปากของหนิงหนิง ซีซวีหยวนจึงหันไปหาจางกุ้ยเฟยด้วยความโกรธ “เจ้าทำเช่นนี้กับคนของข้าได้อย่างไร มากเกินไปแล้ว”
“อย่างกับว่าฮองเฮาจะทำอะไรข้าได้ เพียงแค่หลับนอนกับฮ่องเต้ ท่านยังทำไม่ได้ แม้ว่าฝ่าบาทจะไม่ได้ทรงตรัสแต่ข้ารู้ว่าสีหน้าของฝ่าบาทไม่ได้มีความอภิรมย์ยามอยู่กับท่านเลย ฮองเฮาที่แสนจืดชืดแม้กระทั่งเครื่องประดับยังไม่มี เครื่องประทินโฉมก็ไม่มี อำนาจฝ่ายในท่านก็ไม่มี บิดาท่านก็มาเป็นกบฏ อีก ท่านยังจะมาทำอะไรได้อีก! ข้าเสียอีก…ควรสั่งสอนนางกำนัลของท่านให้หลาบจำ ให้มันรู้ว่าบ่าวไม่ควรกำเริบเสิบสานต่อนาย! อำนาจท่านแทบไม่มีตั้งแต่แรกแล้วซีฮองเฮา! พวกเจ้า…ตบมันให้หลาบจำ มันจะได้ไม่กล้าเอาปากมาสั่งสอนข้าอีก!”
“เจ้า!” ซีซวีหยวนโกรธจัดเมื่อเห็นว่านางกำนัลของเหล่าสนมกำลังรุมทำร้ายคนของนาง มือบอบบางของซีซวีหยวนจึงผลักนางกำนัลของสนมทั้งสามจนล้มลง พระสนมทั้งสามเมื่อเห็นดังนั้นจึงตั้งใจรุมซีซวีหยวนแต่นางกลับผลักทุกคนออกไปก่อนจะประกาศกร้าว “ใครกล้าทำคนของข้าก็ลองดู! ข้ามีศักดิ์เป็นฮองเฮา พวกเจ้ากล้าหรือ!”
แม้ว่าในใจของนางจะรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์แต่เมื่อเสียงทรงอำนาจของใครบางคนดังขึ้น นางจึงรู้ว่าสวรรค์คงไม่ใจร้ายกับนางเกินไป
“เกินเรื่องอันใดกัน!”
“ฮะ…ฮ่องเต้เสด็จ” แม้กระทั่งขันทียังหวาดกลัวจนเสียงประกาศสั่นเทาเมื่อเห็นองค์เหนือหัวของตนเอ่ยสุรเสียงกร้าวเช่นนี้
“ฝ่าบาท...ถะ..ถวายบังคมเพคะ” ซีซวีหยวนยิ้มเจือจางเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่กำยำของพระสวามีในฉลองพระองค์อันน่าเกรงขามก้าวผ่านธรณีตำหนักของนาง นางประคอง หนิงหนิงขึ้นมาอย่างทุลักทุเลก่อนที่จะได้ยินเสียงโอดโอยร้องไห้ของสนมจางกุ้ยเฟยและลิ่วล้อของนางที่เอ่ยขอความเป็นธรรมกับเขา
ซีซวีหยวนยิ้มเจื่อนเมื่อร่างสูงของพระสวามีเดินผ่านหน้าของนางไปก่อนที่เขาจะหยุดอยู่ระหว่างนางและสนมทั้งสาม
“โอ๊ย ฮือๆๆ ฝ่าบาทเพคะ ให้ความเป็นธรรมกับหม่อมฉันด้วย ฮองเฮา…ฮองเฮาทำร้ายหม่อมฉันเพคะ เมื่อครู่ฮองเฮาผลักหม่อมฉันล้มลง ก่อนจะหยิกหม่อมฉันจนจ้ำเลือด ดูสิเพคะ อีกทั้งฮองเฮายังทำร้ายนางกำนัลของหม่อมฉันผลักจนล้มไม่เป็นท่า นางกำนัลสามหาวของฮองเฮายังต่อว่าหม่อมฉัน ด่าทอว่ากล่าว ว่าหม่อมฉันเป็นเพียงสนมขั้นต่ำศักดิ์กว่า หม่อมฉันเพียงแค่มาหาฮองเฮาเพราะเป็นห่วงว่าฮองเฮาจะทุกข์ใจเรื่องบิดาของพระนาง แต่ไม่รู้เหตุใด พอหม่อมฉันเอ่ยแค่นั้น ฮองเฮาถึงกับ…ฮึกๆ ทำร้ายหม่อมฉันและยังยอมรับด้วยว่าบิดาของพระนางกบฏ ฮองเฮาทรงตรัสว่าอย่างไรฝ่าบาทก็ไม่ทำอะไรฮองเฮาอยู่แล้ว เช่นนี้หมายความว่า ฮองเฮารู้เห็นเป็นใจกับบิดาใช่หรือไม่เพคะ ฮองเฮาอาจจะเป็นภัยต่อแคว้นของเราอย่างแท้จริงก็ได้นะเพคะฝ่าบาท”
“ไม่จริงเพคะ! พระสนมจางกุ้ยเฟยโกหกเพคะ! พระสนมทั้งสามต่างหากที่ตบหม่อมฉันเพียงเพราะหม่อมฉันปกป้องศักดิ์ศรีของฮองเฮา พระสนมจางกุ้ยเฟยนั่นแหละที่ด่าทอฮองเฮา! ฮองเฮาแค่ปกป้องหม่อมฉัน…”
“หุบปาก! ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาฟังพวกเจ้าตบตีกันราวกับสตรีชาวบ้านเช่นนี้!” เสียงทุ้มกัมปนาทเอ่ยขึ้นจนทุกคนต้องหมอบกับพื้นด้วยความเกรงกลัว ร่างสูงใหญ่ ใบหน้างดงามแต่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมของผู้คนที่เล่าลือ ทั้งการกระทำและใบหน้าแข็งกร้าวดุดันของเขาไม่ต่างจากกิตติศัพท์ที่เขาได้สังหารฮ่องเต้องค์ก่อนพร้อมทั้งเชื้อพระวงศ์ที่เหลือและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้แคว้นต้าถังอย่างอุกอาจ เหลือเพียงเชื้อพระวงศ์สองพระองค์เท่านั้นที่คนในพระราชวังต่างเล่าลือว่าช่างน่าแปลก…ที่เขาไม่สังหาร นั่นก็คือองค์ชายสิบห้าและองค์ชายสิบหก ที่เกิดจากครรภ์ของสนมขั้นต่ำอย่างสนม ‘ฝูเป่าหลิน’ ตำแหน่งชั้น เป่าหลิน สนมระดับล่างในองค์จักรพรรดิ ขั้น 6 ชั้นเอก
ว่ากันว่าสนมฝูเป่าหลินเป็นสนมที่ช่วยฮ่องเต้องค์ปัจจุบันและพระมารดาให้หนีออกจากพระราชวังโดยไม่ถูกโทษที่ร้ายแรงไปมากกว่านี้และยังคุ้มกันไม่ให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันหรือหลี่เซวียนหลิ่ง ต้องถูกปองร้ายจากคนในราชสำนักเพื่อกำจัดเขาออกจากราชสกุลต้าถัง เพียงเพราะเขาเป็นเชื้อสายของชนเผ่าป่าเถื่อน ฮ่องเต้ผู้โหดเหี้ยมอย่างหลี่เซวียนหลิ่งจึงไว้ชีวิตเพราะทดแทนบุญคุณเก่าก่อน
สตรีในฮ่องเต้ทุกนางคุกเข่าอย่างหวาดกลัวเมื่อเสียงกัมปนาทเอ่ยสุรเสียงที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบอย่างดุดันจนหนิงหนิงถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวว่าศีรษะจะหลุดจากบ่า
“เจ้า! เป็นเพียงแค่นางกำนัล แม้จะเป็นนางกำนัลของฮองเฮาแต่ก็ไม่อาจกำเริบเสิบสานกับพระสนมได้ สมควรที่พระสนมจะต้องลงโทษเจ้าเมื่อครู่ ส่วนเจ้า…ฮองเฮา เจ้าไม่ดูแลนางกำนัลของเจ้าให้ดี ปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร…อีกทั้งเจ้ายังกำเริบเสิบสานพูดว่าตนเองเป็นกบฏ ต่อแคว้นและมีข้าหนุนหลังเจ้าหรือ” เสียงกัมปนาทของหลี่เซวียนหลิ่งเอ่ยกับนางกำนัลหนิงหนิงอย่างสั่งสอนแล้วจึงใช้น้ำเสียงที่เยียบเย็นกว่ากับฮองเฮาของตน
ซีซวีหยวนตัวสั่นก่อนจะเอ่ยด้วยความเจ็บปวดเมื่อพระสวามีของนางไม่เคยถามไถ่ว่านางถูกกระทำหรือไม่ มีแต่คิดว่านาง…เป็นฝ่ายกระทำอยู่ร่ำไป “หม่อมฉันขออภัยเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันจะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก หากแต่ฝ่าบาทไตร่ตรองสักนิดว่านางกำนัลของหม่อมฉันคงไม่กล้าเอื้อนเอ่ยวาจาสามหาวกับพระสนมจางกุ้ยเฟยได้หากไม่ได้มีมูล อีกทั้งหม่อมฉันไม่เคยคิดกบฏ ต่อแคว้นของเราเลยสักนิด ฝ่าบาทไม่ทรงตรองให้ดีหรือเพคะว่าหม่อมฉันจะกบฏ ต่อแผ่นดินต้าถัง แผ่นดินของชาวฮั่นที่หม่อมฉันเกิดได้อย่างไร”
“สามหาว! ฝ่าบาทเพคะ ฮองเฮาทรงกล่าววาจาเช่นนี้กับฝ่าบาทได้อย่างไร เจ้าหาว่าฝ่าบาทไม่มีหัวคิดอย่างนั้นหรือ!” พระสนมเต๋อเฟยเอ่ยกับซีซวีหยวนราวกับตนเองมีอำนาจบาตรใหญ่ยิ่งกว่า ก่อนจะเอ่ยให้หลี่เซวียนหลิ่งจงใจเกลียดฮองเฮาของตน
หลี่เซวียนหลิ่งชายตามองฮองเฮาของตนที่ก้มหน้าสำนึกผิดโดยไม่เงยหน้ามามองเขาก่อนจะมองไปที่สนมทั้งสามของตน โดยเฉพาะจางกุ้ยเฟยที่ร้องห่มร้องไห้ลูบแขนที่บาดเจ็บของตนอย่างน่าสงสาร หลี่เซวียนหลิ่งหันไปเอ่ยกับสนมเต๋อเฟยที่เอ่ยวาจาไม่บังควรกับฮองเฮา
“เต๋อเฟย เจ้าก็ควรตระหนักว่าตำแหน่งของตนนั้นต่ำศักดิ์กว่าฮองเฮา อย่าได้ใช้วาจาสามหาวกับฮองเฮาเช่นนี้อีก นางเป็นเช่นไร ข้าตระหนักรู้ดี ไม่จำเป็นให้ใครต้องย้ำเตือน”
พระสนมเต๋อเฟยหน้าซีดเจื่อนก่อนจะก้มศีรษะขอโทษซีซวีหยวนด้วยความไม่เต็มใจ
“ข้าขออภัยท่านด้วยเพคะ ฮองเฮา”
หลี่เซวียนหลิ่งบอกกับจางกุ้ยเฟยเพื่อตัดเสียงร้องห่มร้องไห้ที่เขาเห็นว่าแผลนั้นไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร “ส่วนเจ้า แผลแค่นั้นไม่เจ็บเท่าใดหรอก ข้าจะให้คนนำยาชั้นดีมาให้เจ้าทาเสียจะได้ไม่ทิ้งรอย หากไม่มีอันใดพวกเจ้าทั้งสามก็กลับไปเถิด ข้ามีเรื่องจะคุยกับฮองเฮาสักหน่อย”
“แต่…ฝ่าบาทจะปล่อยให้!” เสียงของสนมจางกุ้ยเฟยคล้ายเอ่ยค้านก่อนจะก้มหน้ารับคำองค์เหนือหัวและจากไปเมื่อเห็นว่าสีหน้าของเขาที่มองมานั้นน่ากลัวเช่นไร
เมื่อพระสนมทั้งสามจากไป ซีซวีหยวนก็ยังไม่ลุกขึ้นจนกระทั่งหลี่เซวียนหลิ่งสั่ง
“ลุกขึ้นเถิดฮองเฮา ข้ามีอะไรจะถามเจ้าสักหน่อย”
ซีซวีหยวนลุกขึ้นก่อนจะก้มหน้าอย่างสำรวมโดยไม่สบตาเขา ใจของนางสั่นไหวเมื่อพระสวามีบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับนาง
ร้อยวันพันปีพระสวามีของนางพูดคุยกับนางน้อยนัก หากไม่ใช่กิจธุระสำคัญพระองค์แทบจะไม่คุยกับนางเลย
“ฝ่าบาทมีเรื่องสำคัญอะไรหรือเพคะ” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างเรียบเฉยก่อนที่ร่างสูงสง่างามจะเอ่ย
“ต้องมีกิจธุระสำคัญหรือ…”
“……….” ‘ก็ใช่น่ะสิ’ นั่นคือสิ่งที่นางคิดกับตนเองในใจก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาใกล้นาง ร่างสูงก้มตัวจนกระทั่งริมฝีปากแทบใกล้ชิดปลายหูแดงก่ำนุ่มนิ่มของซีซวีหยวน เสียงทุ้มพูดบางอย่างโดยที่เหล่าขันทีและนางกำนัลรีบหันหลังและก้มหน้าลงต่ำอย่างรู้งานเมื่อเห็นท่าทีเจ้านายของพวกเขากำลังทำเรื่องส่วนตัวอย่างหวามหวาน
แต่ความเป็นจริงนั้น…หาใช่ความหวานที่ฮ่องเต้มีต่อฮองเฮาอย่างที่พวกเขาคิด
“ต่อไปนี้เจ้าจะลำบากหน่อยนะฮองเฮา ข้าจำเป็นต้องทำเช่นนี้เพราะบิดาเจ้าและตัวเจ้า…เจ้าจะไม่ได้ใช้ชีวิตสุขสบายและรั้งตำแหน่งฮองเฮาอีกต่อไป กลัวหรือไม่”
ซีซวีหยวนเงยหน้าสบสายตาเขาทันทีอย่างตกใจ ความหวาดกลัวปะปนความกังวลเปิดเผยจากนัยน์ตาโศก นางมีคำพูดมากมายอยากเอ่ยถามเขาแต่ก็ไม่กล้า สายตาของนางมีหลากหลายความรู้สึกทั้งตัดพ้อและเสียใจ “ฝ่าบาทจะทำเช่นไรกับบิดาหม่อมฉันหรือเพคะ บิดาของหม่อมฉันเป็นกบฏ จริงๆ อย่างนั้นหรือเพคะ บิดาหม่อมฉันจงรักภักดีต่อแผ่นดินต้าถังมาตลอด ไม่มีทางที่…ฮึก…ฝ่าบาทเอ่ยเช่นนี้ หม่อมฉัน…จะเจอกับอะไรหรือเพคะ”
“……….” หลี่เซวียนหลิ่งเงียบงันก่อนจะเอ่ยให้นางได้รับรู้
“บิดาเจ้าภักดีต่อดินแดนต้าถัง...แต่หาใช่ข้าไม่ โทษของกบฏ เจ้าคงรู้ดี ว่าตระกูลทั้งเจ็ดชั่วโคตรจะเป็นเช่นไร แต่เพราะเจ้าเป็นฮองเฮาของข้า…”
“……….” ซีซวีหยวนใจหายเมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้ ก่อนที่เข่าจะทรุดลงเมื่อคำต่อมาของพระสวามีคือการส่งนาง ‘ไปตายทั้งเป็น’
“ข้าจึงส่งเจ้าไปอยู่ตำหนักเย็นเสีย”
ดวงตาโศกเคล้าคลอด้วยหยาดน้ำตาจนพร่ามัว ร่างกายที่ไม่ได้พักผ่อนอย่างพอเพียงเพราะรอเขาทุกค่ำคืนว่าจะมาตำหนักของนางหรือไม่ ร่างกายของฮองเฮาที่ควรสมบูรณ์กลับหักโหมหาเมนูที่จะทำให้สวามีของตนพึงพอใจ ร่างกายที่ถูกเหล่าบรรดาพระสนมกลั่นแกล้ง ไม่เพียงแค่เมื่อครู่ที่เป็นเพียงคำด่าทอหยามเกียรติ หากว่าเขาจะสังเกตสักนิด ข้อมือของนางยังมีรอยบีบรัดและรอยเล็บคมของพระสนมทั้งสามอยู่เลย
ซีซวีหยวนน้ำตาร่วงหล่นก่อนจะพยักหน้ายอมรับและเอื้อนเอ่ยถามเขาด้วยความเจ็บปวด “ทำไม…ทำไมฝ่าบาทถึงไม่ฆ่าหม่อมฉันเสีย หากว่าหม่อมฉันเป็นเพียงคนที่ไม่โปรดปรานของฝ่าบาท ฝ่าบาทจะประหารหม่อมฉันให้ตายตกไปกับบิดาก็ย่อมได้ เช่นนี้…ฝ่าบาทกำลังทำให้หม่อมฉันตายทั้งเป็น ฮึกๆ หม่อมฉันทำผิดอะไร ฝ่าบาทถึงได้ทรงใจร้ายกับหม่อมฉันเช่นนี้…ไม่ทรงรักใคร่หม่อมฉันไม่เป็นไร แต่ทำไม..ฮึก ทรงใจร้ายเช่นนี้!”
“ฮองเฮา! ฮองเฮาเพคะ! ฮองเฮา!” เหล่ากำนัลประคับประคองร่างบอบบางของซีซวีหยวนอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนหมดสติกะทันหัน
“ถอยไป!” หลี่เซวียนหลิ่งรีบประคับประคองฮองเฮาของตนทันทีแทนที่เหล่านางกำนัล ก่อนจะอุ้มร่างของนางขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เสียงกัมปนาทเอ่ยกับขันทีอย่างเกรี้ยวกราดเช่นทุกครั้ง
“ไปตามหมอหลวงมาเร็ว!” ดวงตาคมปลาบของมังกรมองหยาดน้ำตาบนแก้มสวยไร้เครื่องประทินโฉมหนาเช่นสตรีอื่น ก่อนที่สายตาเหยี่ยวจะหันมองรอบกายอย่างสังเกตด้วยความเคยชินของนักรบที่ต้องสังเกตรอบกายอย่างระแวดระวัง ชายแขนเสื้อซีซวีหยวนเลิกขึ้น เปิดเผยข้อมือที่เคยนวลเนียนกลับกลายมีรอยคล้ายเล็บจิกจนแดงก่ำและเป็นรอยลึก
ร่างสูงพาร่างบอบบางของซีซวีหยวนเข้ามาในตำหนักอันหนิงของนางและวางร่างหมดสติอย่างแผ่วเบา ก่อนที่หมอหลวงจะรีบเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ
“ตรวจดูอาการฮองเฮาว่าเป็นอะไรมากหรือไม่”
หมอหลวงทำการตรวจร่างบอบบางอย่างระมัดระวังก่อนจะขมวดคิ้วและตรวจซ้ำอีกครั้ง “อาการของฮองเฮาแปลกนักพะยะค่ะ อาจจะเกิดจากเลือดลมแปรปรวนก็เป็นได้ ชีพจรค่อนข้างอ่อน กระหม่อมจะจัดเทียบยาให้แล้วกันนะพะยะค่ะ แล้วรอยพวกนี้...หม่อมฉันจะตรวจดูอีกทีว่าเป็นรอยอะไร”
หลี่เซวียนหลิงมองฮองเฮาของตนด้วยสายตาหลากหลายก่อนจะหันไปบอกขันทีของตน “ประกาศให้รู้ทั่วกันว่าต่อไปนี้…ฮองเฮาจะถูกส่งไปอยู่ตำหนักเย็น ห้ามให้ใครพบนางเด็ดขาด!”
“ฝ่าบาท! นี่จะดีหรือพะยะค่ะ”
“ข้าสั่ง! เจ้าเพียงรับราชโองการจากข้า!”
“พะยะค่ะฝ่าบาท!”
[1] เค่อ หมายถึง นาที 1 เค่อ = 15 นาที
[2] ยามโฉ่ว หมายถึง เวลาประมาณ 01.00 – 02.59 น.