บทที่ 4.2 ลงโทษ
“คุณลงโทษขิมด้วยวิธีนี้หรือคะ”
ถามออกไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ หยดน้ำตาไหลรินออกจากหางตากลมโต
“ใช่…”
ธีรภัทร์ตอบโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา เขางอนิ้วชี้เกลี่ยเช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ใกล้เพียงแค่ฝ่ามือกั้น เขาเห็นทุกความอ่อนไหวผ่านกระบอกตาผ่าวร้อนของคนใต้ร่าง เสียงสะอื้นไห้ของหญิงสาวกรีดลึกลงไปในหัวใจแกร่ง
เขากำลังพ่ายแพ้...
...แต่ต้องแสร้งทำเหมือนว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกอะไร
“หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงเข้มดุตวัดห้วน ปกปิดความรู้สึกส่วนลึกของตัวเองด้วยการตีหน้าขรึมใส่หญิงสาวที่ตนเพิ่งรังแกไปหมาด ๆ
ธีรภัทร์ผละตัวออกห่างจากร่างบาง ไม่ลืมจับกระโปรงพีทคลุมขาเรียวของเธอเอาไว้ เกรงว่าความงดงามที่เขาเพิ่งเข้าสำรวจจะนำพาอารมณ์กระหายรักมาให้ตื่นเพริดอีกครั้ง ถึงคราวนี้มันคงมากกว่าการใช้นิ้วปรนเปรอ เขมมิกาไม่เข้าใจอารมณ์คลั่งร้อนของเขา เธอไม่มีทางรู้ว่าเขาต้องอดทนอดกลั้นมากแค่ไหน
เขาเป็นผู้ชายดิบห่ามคนหนึ่งที่มีอารมณ์ปรารถนารักอยู่เต็มเปี่ยม ภายใต้กางเกงสแล็คเนื้อดีกำลังปกปิดความต้องการของตัวตนแข็งกร้าว มันร่ำร้องอยากจะออกมาสัมผัสเธอใจแทบขาด แต่เขาไม่อาจทำแบบนั้นได้…
แค่ใช้วิธีนี้เพื่อลดทอนความอยากของตัวเองก็นับว่าเห็นแก่ตัวมากพอแล้ว
“ที่ฉันต้องสั่งสอนเธอแบบนี้ นั่นเป็นเพราะว่าเธอกำลังข้ามเส้นที่ฉันขีดเอาไว้”
ชี้หน้าดุเต็มกำลัง สันกรามแกร่งขบแน่นจนได้ยินเสียงไรฟันกระทบหากันเป็นจังหวะ เขาดูโกรธและหงุดหงิดจนเขมมิกาไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ปล่อยน้ำตานั่งร้องไห้โดยพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้
“แล้วอย่าได้คิดเข้าข้างตัวเองว่าการที่ฉันทำแบบนี้เป็นเพราะว่าชอบเธอเด็ดขาด”
กำชับด้วยน้ำเสียงกร้าว ดวงตาคมหรี่มองร่างเล็กที่เอาแต่นั่งปาดน้ำตาร้องไห้
“ขิมไม่ได้คิดแบบนั้น”
เขมมิกาทนไม่ไหวกับคำพูดไร้หัวใจของเขา เธอสวนกลับด้วยน้ำเสียงห้วนจัดไม่แพ้กัน
“แต่ขิมแค่ไม่เข้าใจว่าถ้าคุณจะสั่งสอนไม่ให้ขิมรู้สึกอะไรกับคุณ แล้วทำไมคุณถึงเลือกใช้วิธีนี้กับขิม”
หล่อนถามเสียงเครือปนเสียงสะอื้นเป็นเด็กน้อย
“เธอไม่จำเป็นต้องเข้าใจอะไรทั้งนั้น สิ่งเดียวที่เธอต้องเข้าใจและจดจำไว้ คือไม่ว่ายังไงเธอก็ห้ามรู้สึกอะไรกับฉัน!”
ธีรภัทร์ทิ้งท้ายความจริงตอกหน้าหญิงสาวก่อนจะคว้าเสื้อสูทสีกรมท่าพาดแขนแกร่งแล้วเดินดุ่ม ๆ ออกไปจากห้อง ไม่แคร์สักนิดว่าหล่อนจะรู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดของเขามากแค่ไหน
เขมมิกาปล่อยโฮเมื่อคนใจร้ายกดลิฟต์ลงไปแล้ว เธอขยุ้มเสื้อตรงอกซ้ายจนหลังมือเนียนเกร็งเห็นเส้นเลือด ใบหน้าหวานรวดร้าว เสียงสะอื้นดังระงมไปทั่วห้อง
“ฮึก คุณภีม”
เขาตอกย้ำให้เธอรู้ซึ้งถึงสถานะที่แท้จริงของตัวเอง ระหว่างเราสองคนไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าเจ้าของที่พักอาศัยและผู้พักพิง ที่ผ่านมาเธอเข้าใจผิดไปเองฝ่ายเดียว แค่ได้รับการปฏิบัติที่ดีด้วยก็เผลอคิดว่าเขามีใจให้ แท้จริงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอเลย
ต้องขอบคุณเหตุการณ์ค่ำคืนนี้ด้วยซ้ำที่มันเกิดขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นเธอก็จะหลงติดอยู่ในวังวนแห่งรักจนหน้ามืดตามัว ปล่อยใจให้ไหลไปตามความรู้สึกจนละเลยความจริงที่ว่าเธอไม่มีสิทธิ์ทำลายกฎเหล็กที่เขาย้ำนักย้ำหนา
หลังจากเกิดเรื่องคืนนั้นเธอก็ไม่ได้พบกับธีรภัทร์อีกเลย เป็นเวลากว่าสองเดือนที่เขาไม่ได้มาหาที่คอนโดฯ เขมมิกามองโทรศัพท์มือถือบ่อยครั้งแต่ก็ไร้วี่แววของคนที่คิดถึง เขาไม่ส่งข้อความหาเธอเหมือนแต่ก่อน ความรู้สึกคุ้นเคยค่อย ๆ ถูกกาลเวลากลืนหายไป
แต่ก็นับว่าโชคดีที่เขาหายหน้าหายตาไปช่วงนี้ เพราะว่าหล่อนเรียนหนักมากจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ความเครียดจากการอ่านหนังสือสอบทำให้เธอหลงลืมเขาไปชั่วขณะ
ลืมความคิดถึง ความโหยหา ความเจ็บปวดที่เกาะกินหัวใจดวงน้อย
“สอบเสร็จแล้วเราไปเที่ยวทะเลกันดีมั้ย”
พลอยใสพูดขึ้นหลังจากนั่งรอเพื่อนเดินออกจากห้องสอบเป็นคนสุดท้าย เขมมิกาส่งยิ้มบางเบาพลางส่ายหน้า คำตอบที่ได้รับทำเอาใบหน้าตุ้ยนุ้ยที่วางแผนการเที่ยวเสร็จสรรพเอาไว้ในหัวถึงกับเซ็งจิต
“อะไรกัน ชวนไปไหนก็ไม่ไป นี่แกจะทำตัวเป็นยัยป้าเข้าไปทุกทีแล้วนะ”
“ป้าตรงไหน ฉันเนี่ยนะ”
เขมมิกาก้มมองตัวเอง สวยใสขนาดนี้จะเป็นป้าได้อย่างไร
“แกรู้มั้ยว่าแกทำตัวเหมือนคนแก่ที่ติดอยู่กับบ้าน ไม่ยอมออกไปไหน จะไปเที่ยวไหนแต่ละทีก็ต้องขออนุญาตคุณภีมก่อน ถ้าคุณภีมให้ไปถึงไปได้ แต่ถ้าคุณภีมไม่ให้ แกก็ต้องติดเหง็กอยู่แต่ในห้องหรูหราหมาเห่า เชอะ”
ชื่อชายหนุ่มที่ออกจากปากเพื่อนทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าหวานหุบยิ้มแทบไม่ทัน นัยน์ตากลมโตหม่นเศร้า พลอยใสที่พอจะรู้เรื่องราวคร่าว ๆ ว่าเพื่อนสนิทไม่ได้เจอกับผู้ปกครองจำเป็นมาหลายเดือนแล้วรู้สึกผิด หล่อนตบปากตัวเองอย่างลุแก่โทษ
“ขอโทษทีแก ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
คนปากพล่อยเบ้หน้า เขมมิการะบายรอยยิ้มอ่อน
“แกไม่โกรธฉันนะ”
กลายเป็นว่าเรื่องเที่ยวไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป ตอนนี้พลอยใสรู้สึกแย่ที่ตัวเองเป็นต้นเหตุให้เพื่อนรักหน้าเศร้า
“เอางี้ เดี๋ยวก่อนกลับเราไปกินไอศกรีมร้านป้าน้อยดีมั้ย เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”
พลอยใสหาวิธีไถ่โทษแบบน่ารัก ไอศกรีมร้านป้าน้อยเป็นไอศกรีมชื่อดังที่เด็กมหาลัยแถวนี้รู้จักกันเป็นอย่างดี สองสาวเพื่อนซี้แวะไปเติมพลังที่นั่นบ่อยครั้ง เวลาเครียดหรืออารมณ์ไม่ดี แค่ได้กินไอศกรีมหรือขนมจากร้านป้าน้อยก็ช่วยให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้น
พลอยใสเห็นเพียงทางออกนี้ทางเดียวเท่านั้นที่พอจะดับความเศร้าของเพื่อนได้
“ไปสิ”
และแน่นอนว่าเธอคิดถูก เขมมิกาตอบรับคำชวนด้วยรอยยิ้มหวาน พลอยใสดีใจและโล่งอกที่อย่างน้อย ๆ ความเศร้าก็ไม่บดบังความอยากกินขนมโปรดของเพื่อนรัก
สองเพื่อนซี้อารมณ์ดีเดินจูงมือกันออกจากรั้วมหาวิทยาลัย
มุมหนึ่งทีไกลห่างออกไปปรากฏเรือนร่างกำยำที่ยืนพิงกำแพงหลบความสูง กรอบหน้าหล่อเหลาตัดกับความเข้มของแว่นตาสีชาเสริมบุคลิกของเขาให้ดูลึกลับน่าค้นหา เขาเก็บซ่อนความโหยหาที่มีต่อคนตัวเล็กไว้ยังภายใต้แว่นกันแดด ก่อนขยับกรอบแว่นเล็กน้อยเพื่อจะมองเธอให้ชัดขึ้น
เขมมิกายิ้มหัวเราะกับเพื่อนสาวคนสนิท ใบหน้าหวานพริ้มดูสดใสกว่าที่คิด เธอไม่ได้ร้อนใจกับการหายไปของเขาตลอดระยะเวลาเกือบสามเดือน
ธีรภัทร์ยิ้มเยาะตัวเอง…
นี่เขากำลังคาดหวังปฏิกิริยาแบบไหนจากผู้หญิงคนนั้น หวังให้เธอทุกข์ร้อนกับการไม่มีเขาอยู่เคียงข้างอย่างนั้นหรือ ?
หึ!น่าสมเพชสิ้นดี!!