บทที่ 6.2 ผู้หญิงของฉัน
“โกรธฉันมั้ย”
“คะ?”
โกรธเขา โกรธเรื่องอะไร…
“ที่ไม่ได้มาหาเลย หลัง..จากวันนั้น”
นี่เขากำลังพาเธอย้อนเวลา กลับเข้าไปในช่วงที่หวามไหวที่สุดของชีวิตอย่างนั้นหรือ
“มะ ไม่โกรธค่ะ”
“โกหก”
ธีรภัทร์ยิ้มละไมบนใบหน้า ปากบอกเขาว่าไม่โกรธแต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกไปช่างขัดนัก เขาดันตัวเธอออกเล็กน้อยเพื่อมองคนปากแข็งให้ชัด ๆ เต็มตา
“ทำไมขิมจะต้องโกหกคะ ขิมรู้ตัวว่าขิมไม่มีสิทธิ์ คุณภีมเป็นใคร ขิมเป็นใคร..”
“แล้วเธอเป็นใครล่ะ”
ธีรภัทร์แสร้งถามหยอกเย้าคนขี้งอน
“ขิมก็เป็นแค่คนอาศัย เป็นแค่คนที่คุณภีมเมตตาช่วยเหลือยังไงล่ะคะ”
ตอบสวนทันควัน เมื่อรู้สึกได้ว่าคำถามของเขาเหมือนจะต้องการตอกย้ำสถานะของเธอ
“เธอไม่ใช่แค่คนอาศัย เธอเป็นมากกว่านั้น”
มือหนาที่เชยปลายคางมนขึ้นเพื่อสบตา รอยยิ้มอบอุ่นที่ไม่ได้เห็นตลอดระยะเวลาสามเดือน ช่างมีความหมายกับหล่อนนัก
เพิ่งรู้ว่าสามเดือนที่ห่างหายกัน ช่างยาวนานราวสามปีก็วันนี้
“เพราะขิมเป็นลูกของพ่อด้วยใช่มั้ยคะ”
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ว่า…”
ธีรภัทร์ก้มหน้าเข้าหาจนปลายจมูกโด่งของเขาแตะถูเบา ๆ กับปลายจมูกรั้นของเธอ มือหนาลูบไล้แขนเรียวทั้งสองข้าง แววตาคมที่จดจ้องมามองเธออย่างมีเลศนัย
“ฉันไม่ได้ดูแลเธอแค่เพราะว่ารับปากพ่อของเธอเอาไว้หรอกนะ”
คนตัวเล็กไม่กล้าสบตาเขาด้วยรู้สึกเขินอาย แต่กลายเป็นว่าลูกกระเดือกที่ขยับขณะที่เขาพูดนั้น กลับทำให้หล่อนหวามไหวไปหมด
“คุณภีมหมายความว่ายังไงคะ”
ถามพลางหลุบตาต่ำ ธีรภัทร์ยิ้มเอ็นดูในความไร้เดียงสา เขาสอดมือหนารองใต้ท้ายทอยสวย สัมผัสถูเบา ๆ ให้กายสาวสั่นสะท้าน และสุดท้ายก็เป็นเธอเองที่ต้องเงยหน้าสบตากับเขาอีกครั้ง
“จริงอยู่… ที่พ่อของเธอฝากฝังเธอไว้กับฉัน แต่เธอคิดเหรอ ว่าฉันเป็นคนดีถึงขนาดจะยอมรับผิดชอบชีวิตใครสักคนโดยไม่หวังผลตอบแทน”
“ถ้าคุณภีมหมายถึงเรื่องเงิน ขอให้…”
ธีรภัทร์แตะนิ้วชี้ลงบนริมฝีปากจิ้มลิ้ม เขาส่ายหน้าบางเบา รอยยิ้มขี้เล่นประดับบนมุมปาก
“จนถึงขั้นนี้แล้ว เธอยังคิดว่าฉันหวังเงินจากเธออีกเหรอ ดูถูกกันเกินไปหรือเปล่า”
เขมมิกาไม่กล้าพูดอะไรต่อ หล่อนเม้มปากเป็นเส้นตรงแต่นิ้วชี้เรียวยาวของธีรภัทร์ยังคงแตะค้างอยู่อย่างนั้น เขาไล้วนเบา ๆ รอบขอบปากสวย สายตาคมมองความอิ่มเอิบนั้นอย่างค้นหา ราวกับอยากรู้ว่ามันจะมีรสชาติเช่นไร
“อื้อ คุณ…ภีม”
ว่องไวเท่าความคิด ธีรภัทร์โน้มใบหน้าประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่ม สอดลิ้นเข้าไปสำรวจความหอมหวานในโพรงปากเล็ก ใช้ประสบการณ์ที่มีมากกว่า ขบเม้มมอบจุมพิตอ่อนหวานระคนเร่าร้อนให้เธอได้เรียนรู้
“ชอบมั้ย”
เอ่ยถามหลังถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดาย ถ้าไม่ติดว่าเขมมิกายังไม่เคยโดนจูบมาก่อน เขาคงดื่มด่ำรสชาตินุ่มละมุนมากกว่านี้
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ ไม่ชอบจูบของฉันเหรอ”
เขมมิกาเผลอจิกเล็บลงบนหน้าอกแกร่ง ดีที่ว่าเสื้อเชิ้ตของเขาค่อนข้างหนาเลยไม่รับรู้ถึงความเจ็บแปลบ ประโยคคำถามเมื่อครู่เธออยากตอบออกไปใจแทบขาดว่าเธอชอบมาก แต่จะให้พูดแบบนั้นได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้รู้สึกสับสนไปหมด
เขาหายหน้าไปสามเดือนเต็ม ไร้การติดต่อทุกช่องทาง ไม่มีแม้แต่ข้อความสั้น ๆ ที่จะส่งหากัน เขาทำเหมือนไม่มีเธออยู่ในชีวิต ทิ้งให้เธอจมปลักอยู่กับความรู้สึกไม่มั่นคง หลังจากถูกจับได้ว่าคิดเกินเลยกับเขามากไปกว่าผู้ปกครองจำเป็น
ทว่าพอเขากลับมา..
เขาทำเหมือนไม่เคยมีเรื่องคืนนั้นเกิดขึ้น ทำเหมือนเราสองคนยังคงสนิทสนม ไม่สิ… ต้องบอกว่าเขากำลังข้ามเส้นกฎเหล็กที่เขาตั้งขึ้น
เขาจูบเธอ..
และเธอมั่นใจว่าจูบที่ได้รับไม่ใช่แค่ความเสน่หาชั่วครู่ เธอสัมผัสได้ถึงความรู้สึกลึกซึ้งที่ถูกถ่ายทอดผ่านริมฝีปากผ่าวร้อนนั่น
“คุณภีมทำแบบนี้ เห็นขิมเป็นตัวอะไรคะ”
เอ่ยถามทั้งน้ำตา ไม่ได้อยากอ่อนแอหรอกนะ แต่หัวใจก็เริ่มรับกับความสับสนนี้ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
“เป็นผู้หญิงไร้ค่าที่จะหาเศษหาเลยยังไงก็ได้เหรอคะ”
“ไม่ใช่ เธอกำลังคิดไปกันใหญ่แล้ว”
“แล้วจะให้ขิมคิดยังไง ในเมื่อคุณเป็นคนพูดเองว่าห้ามให้ขิมรู้สึกอะไรกับคุณ”
ธีรภัทร์หลับตาแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก สองมือประคองกรอบหน้าหวาน งอปลายนิ้วเกลี่ยเช็ดหยดน้ำตาบนแก้มนุ่มแผ่วเบา
“ฟังนะ… ฉันไม่เคยเห็นเธอเป็นผู้หญิงไร้ค่า และไอ้กฎบ้า ๆ บอ ๆ ที่ฉันตั้งขึ้นมา ฉันขอยกเลิก!!”
“คุณภีม”
แทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน กฎที่เธอตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด กลับกลายเป็นถูกยกเลิกผ่านริมฝีปากของเขาเสียเอง
“เขมมิกา”
“…”
“ฉันอยาก..ให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรา เป็นมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้”
คนตัวเล็กชาวาบไปทั้งร่าง หัวใจดวงน้อยเต้นรัวระส่ำ
“เธอยินดีที่จะเป็นผู้หญิงของฉันมั้ย”
“!!!”