ตำหนักสายลมกลางเวหาของเทพสงคราม
สองสาวงามที่มีผู้ติดตามฝ่ายละสองคนซึ่งยกถาดอาหาร ขนม น้ำชา ติดไม้ติดมือมาทั้งคู่ ต่างเดินมาจากคนละฝั่งของปีกตำหนัก ใบหน้าสวยเชิดเมื่อมาหยุดเผชิญหน้ากันและกัน
“มี่เอ๋อร์ เชี่ยนเอ๋อร์ ถือบัวหิมะตุ๋นกับชาดอกโบตั๋นให้ดีล่ะ ระวังอย่าให้หกได้ ข้านั่งเฝ้าหม้อตุ๋นทั้งคืนเพื่อท่านเทพสงครามทีเดียว”
ท่านหญิงฟางหลินธิดาคนที่สามของราชาเผ่าวิหคเอ่ยอวดตนนิดๆ
“ลูกท้อพันปีเพิ่งส่งมาจากเผ่าจิ้งจอกกำลังหอมน่ากินเชียว ดีนักที่ท่านเทพสงครามกลับมาเวลานี้พอดี ใช่ไหมม่านเอ๋อร์”
ด้านท่านหญิงเจียซินบุตรสาวท่านอ๋องแม่ทัพใหญ่เผ่าจิ้งจอกเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน
“ใช่เจ้าค่ะ เช่นนี้เรียกมีวาสนาต่อกันเจ้าค่ะ เนอะ ถงเอ๋อร์”
สาวใช้ของท่านหญิงเจียซินต่างพยักหน้าพลางยิ้มเย้ยไปทางสาวใช้ของท่านหญิงจากเผ่าวิหค
“มี่เอ๋อร์ เชี่ยนเอ๋อร์ ไป”
ท่านหญิงฟางหลินสั่ง ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเดินนำหน้าตน ทว่ามีหรือที่ท่านหญิงเจียซินจะยอม ร่างบอบบางรีบก้าวมาเดินเคียงข้าง สาวใช้ที่ตามหลังต่างเบียดไหล่กันไปมาอย่างชิงดีชิงเด่น หากก็ต้องระวังไม่ให้อาหารกับขนมที่นำมาให้เทพสงครามเสียหาย
ในเมื่อท่านเทพสงครามยังไม่แต่งตั้งผู้ใดเป็นชายาเอกก็หมายความว่าไม่มีผู้ใดเหนือกว่า สตรีสูงศักดิ์จากสองเผ่าต่างไม่ยอมน้อยหน้ากัน ด้วยต่างก็มั่นใจว่าตำแหน่งชายาเอกย่อมต้องมาจากเผ่าใหญ่ที่ศักดิ์ศรีคู่ควรกับท่านเทพสงครามผู้บัญชาการกองทัพสวรรค์
แม้เทพสงครามจะมีชายาอีกหนึ่งคน ทว่านางเป็นเพียงภูตบุปผาที่ฮองเฮาสวรรค์มอบชีวิตให้แล้วประทานแก่ท่านเทพในตอนมีชัยเหนือนางมารร้ายซ่งถิงถิง
นับเป็นชายาที่ไม่มีความสำคัญใดๆ เทพสงครามเองก็หาได้ใส่ใจนางไม่ ท่านหญิงทั้งสองรู้เรื่องนี้ดี ในเมื่อพวกนางแทบไม่ได้พบหน้าผู้เป็นสวามีเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นพวกนางย่อมต้องการเป็นคนโปรด แม้ท่านเทพจะทำหน้าเย็นชาตลอดเวลา ทว่าใบหน้าขรึมคิ้วเข้ม ตาคม รูปหน้าเรียวยาว สันกรามแกร่งรับกับปากรูปกระจับก็น่าหลงใหลสำหรับสตรีเมื่อยามพบเห็น
หน้าห้องทำงานส่วนตัวของเทพสงครามต้วนหมิง เจ้าของร่างสูงใหญ่นั่งอ่านฎีกา ขณะจางเหอขุนพลคนสนิทยืนคอยรับใช้ใกล้ชิดไม่ห่าง
“ชายารองเฉียวเอิน มาขอพบท่านเทพสงครามขอรับ”
เสียงทหารที่ก้าวมาหยุดยืนด้านหน้าเอ่ย
เทพสงครามได้ยิน คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย เพราะนับแต่รับเฉียวเอินมาเป็นชายารองคนที่สามของตน นางไม่เคยก้าวล้ำเข้ามายังพื้นที่ส่วนตัว ไม่วุ่นวายขอพบ ต่างจากชายารองซึ่งเป็นท่านหญิงจากเผ่าวิหคกับเผ่าจิ้งจอก แม้แปลกใจหากต้วนหมิงก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้น
“บอกนางว่าข้างานยุ่ง ไม่พบใคร”
“ขอรับ”
จางเหอรับคำแล้วออกไปหน้าประตู แต่เพียงไม่กี่อึดใจกลับเดินนำหญิงสาวใบหน้านวลงดงาม ผิวขาวอมชมพูระเรื่อ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นที่ถือถาดอาหารมีถ้วยปิดฝาสีทองลวดลายวิจิตรวางอยู่ บอกให้รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในมือนางนั้น ผู้มอบให้ไม่ใช่เทพธรรมดาทั่วไป
“เอ่อ ท่านเทพขอรับ...”
ปกติจางเหอไม่เคยอ้ำอึ้ง นั่นทำให้เทพสงครามรับรู้ได้ถึงความผิดแปลก ทั้งมีเสียงฝีเท้าเบาหวิวตามคนของตนมาจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมสายตาดุคมกริบส่งให้คนสนิทแวบเดียว แล้วมองมายังหญิงสาวพร้อมพูดเสียงเข้ม
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ว่าง”
“ขออภัยที่รบกวนท่านเทพ ได้ยินว่าท่านกลับจากแดนนรกแล้ว ฮองเฮาจึงประทานบัวลอยที่ทรงลงมือทำเองมาให้ รับสั่งว่าเห็นใจที่ท่านเหน็ดเหนื่อยจัดการปัญหาของทุกดินแดนไม่มีว่างเว้น อยากให้ท่านได้กินของหวาน จะได้สดชื่นขึ้น พอช่วยลดทอนความเหนื่อยล้าลงได้บ้าง”
เทพสงครามมองผู้พูดนิ่ง อีกฝ่ายพูดกับตนแทบนับคำได้ ทั้งยังก้มหน้านิดๆ ลดสายตาลงต่ำอยู่เสมอ เขาคิดว่าเพราะเจ้าตัวเป็นภูตบุปผาพลังปราณน้อยนิดจึงเจียมตัว ทว่าเมื่อต้องพูดในเรื่องเป็นการเป็นงานกลับเอ่ยได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ
ทั้งสิ่งที่หญิงสาวนำมาก็เป็นของที่ฮองเฮาประทาน อย่างไรเขาก็ปฏิเสธไม่ได้
ต้วนหมิงรู้ว่าเฉียวเอินไม่ค่อยอยู่ตำหนักตนนัก นางมักไปอยู่ที่ตำหนักของฮองเฮาบนสวรรค์ซึ่งเป็นเหมือนบ้านของนาง
“เอามาสิ”
เมื่อต้องรับต้วนหมิงก็ทำได้เพียงกินบัวลอยที่แสดงถึงน้ำพระทัยจากฮองเฮาทั้งที่ไม่ชื่นชอบของหวาน
เจ้าของร่างอรชรก้าวมายืนค่อนข้างไกล ทั้งยังโน้มตัววางถาดไว้มุมโต๊ะ กำลังจะถอยออกไปเทพสงครามซึ่งมองคนที่ทำราวหวาดกลัวตนก็เอ่ยขึ้น
“วางไว้ตรงนั้น ไม่อยากให้ข้ากินหรือ”
เฉียวเอินเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมดุอย่างแปลกใจ หากก็ยกถาดเดินไปข้างโต๊ะแล้ววางตรงมุมใกล้ตัว แต่พอจะถอยออกก็มีเสียงกระแอมจากจางเหอ หญิงสาวหันมองเขาพร้อมขมวดคิ้วมุ่น อีกฝ่ายขยับมือเล็กน้อยเหมือนจับอะไรบางอย่างนางจึงเข้าใจแล้วยกถ้วยออกไปวางใกล้ๆ ท่านเทพสงครามอีกนิด แล้วถอยมายืนไม่ห่างนัก เห็นชายหนุ่มหยิบถ้วยไปเปิดและจับช้อนพร้อมจะตักกินก็โล่งใจ
‘นึกว่าเป็นถึงเทพสงคราม ยังต้องให้คนป้อน’
แต่เพียงขนมบัวลอยเข้าปากไปคำแรกก็มีเสียงของหล่นแตก ตามด้วยเสียงโวยวายด้านนอก
“ข้างนอกวุ่นวายอะไร ไปดูซิจางเหอ”
ขุนพลคนสนิทรับคำแล้วออกไปทันที แต่เสียงหญิงสาวโต้ตอบกลับยิ่งใกล้เข้ามา ได้ยินเสียงจางเหอพยายามยับยั้งหากก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก
“อาหารที่นำมาให้ท่านเทพสงครามเสียหายเช่นนี้ ข้าไม่ยอม ท่านเทพต้องจัดการให้ข้า”
“คนของข้าไม่ได้ตั้งใจ คนของเจ้าเองก็ไม่ยอมหลีกทาง หากจะหาคนผิด คนของเจ้าก็ต้องผิดด้วย
“ชายารองทั้งสองได้โปรดใจเย็น”
เสียงที่ได้ยินมาจากด้านนอกทำเอาเทพสงครามถึงกับถอนหายใจหนักใจพลางวางช้อนราวทานไม่ลง
นี่คือเหตุผลที่เขาไม่แต่งตั้งชายาเอก เพราะชายาทั้งสองต่างเป็นท่านหญิงจากเผ่าใหญ่ พวกนางหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี มีหรือจะยอมอยู่ภายใต้ผู้อื่น เขาจึงตัดปัญหา ไม่มีชายาเอกไปเสียอย่างนั้น อีกอย่างแต่งตั้งคนใดคนหนึ่งก็อาจทำให้เผ่าใดเผ่าหนึ่งเสียหน้า
ทว่าจะแต่งตั้งเฉียวเอินไปเลยก็ไม่อาจทำได้ ด้วยนางต่ำศักดิ์กว่าชายาอีกสองคนทั้งยังเข้ามาทีหลัง
ต้วนหมิงไม่อยากปวดหัวกับการชิงดีชิงเด่นของสตรี ในชีวิตของเขามีแต่จับกระบี่ หอก ธนู อยู่ร่วมกับบุรุษนับหมื่นแสนในกองทัพ ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับสตรี พลางคิดก็เหลือบมองคนใกล้ตัวแล้วนึกขึ้นมาได้
“เจ้าคิดว่าข้าควรกินบัวลอยจากฮองเฮาให้หมดหรือไม่”
หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อย
“ฟังจากเสียงด้านนอก หากพวกนางเข้ามา ข้าคงไม่ได้กินบัวลอยลอยอย่างเป็นสุขตามที่ฮองเฮาต้องการ”
คิ้วเรียวงามขมวดนิดๆ คิดตาม แล้วก็ต้องตาโตเมื่อเทพสงครามเอ่ยต่อ
“เจ้าเป็นหญิงเหมือนกัน น่าจะหาวิธีจัดการกับพวกนางได้”
“จัดการ ข้าหรือ?”
ใบหน้าคมเข้มพยักรับนิดๆ
“เจ้าทำให้พวกนางออกไปได้ ข้าจะกินบัวลอยให้หมด
เฉียวเอินถึงกับมึนที่อยู่ๆ อีกฝ่ายโยนให้มาเป็นธุระของนาง หญิงสาวคิดหนัก ทั้งยังนึกเคืองเทพสงคราม เขาทานบัวลอยฝีมือฮองเฮาไม่หมดเอง เกี่ยวอะไรกับนาง หากฮองเฮาตรัสถามแล้วนางตอบตามตรง ก็ไม่พอพระทัยเทพสงครามไม่ใช่นางสักหน่อย
“หลีกทาง ข้าจะพบท่านเทพ”
ฟังจากเสียงอีกไม่กี่ก้าวคนด้านนอกก็คงมาถึงหน้าห้องนี้ เฉียวเอินสบดวงตาคู่คมเข้มที่มองนางราวท้าทาย ทั้งยังกอดอกเหมือนรอดูฝีมือของนาง รู้สึกราวถูกกลั่นแกล้งทำเอาหญิงสาวอดเคืองไม่ได้ แล้วในหัวก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
ยิ่งเสียงฝีเท้ากับเสียงโต้ตอบใกล้เข้ามา หญิงสาวยิ่งไม่มีเวลาให้คิดมาก ร่างอรชรก้าวไปใกล้ร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ สองมือบางประคองกรอบหน้าเข้มไว้แล้วโน้มลงไปหาอย่างรวดเร็ว ปากอิ่มสวยประทับแนบปากได้รูปทำเอาตาคมเข้มถึงกับขยายกว้างขึ้น
‘จูบหรือ?’
เทพสงครามถึงกับลมหายใจสะดุด คาดไม่ถึงว่าหญิงสาวจะทำเช่นนี้
=====