‘ช่างใจกล้านัก’
ผู้เป็นเทพสงครามถึงกับลมหายใจสะดุด แม้จะค่อนอีกฝ่ายในใจ ทว่าหัวใจแกร่งเต้นแรงทีเดียว และปลายหางตาเห็นว่าชายาอีกสองคนกำลังก้าวเข้าห้องมา แขนกำยำจึงรวบเอวบางให้เจ้าของร่างอรชรนั่งลงบนตัก
หญิงสาวเพียงแตะริมฝีปาก หากผู้ที่ขยับริมฝีปากบดเบียดกลับเป็นเทพสงคราม ทำเอาเจ้าตัวเกร็งขึ้นมา ใบหน้าเนื้อตัวร้อนวาบประหลาด
“ว้าย”
“อุ๊ย เฉียวเอิน”
ขณะเดียวกันเสียงอุทานดังของสองชายาก็ทำเอานางสะดุ้งผละห่าง รับรู้ได้ว่าแขนกำยำกลับยิ่งรัดแน่นขึ้นจึงทำได้เพียงก้มหน้าลงซบลำคอแกร่ง ราวอับอายที่มีคนเข้ามาเห็น
เทพสงครามเพียงส่งสายตาพร้อมสีหน้าดุดันยามเหลือบไปมองผู้มาใหม่ ทำให้ชายาทั้งสองหน้าเสีย ต่างมีสีหน้าเสียใจระคนขัดใจก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไป
ส่วนจางเหอที่ก้าวตามมาก็ชะงักงุนงง แต่สุดท้ายก็ถอยออกไป รู้สึกว่าตนไม่ควรอยู่ในนี้เช่นกัน
“ทำได้ดี”
เหมือนคำชมจะเรียกสติของเฉียวเอินกลับมา ร่างอรชรลุกขึ้นกะทันหันราวตักแกร่งคือเพลิงร้อน ทำเอาศีรษะกระแทกเข้ากับคางแกร่งพอดี เทพสงครามจึงคลายแขนของตนออก ขณะหญิงสาวถอยหน้าตาตื่นไปยืนเสียไกล
“หึ...เมื่อครู่เจ้ายังกล้า...”
“ข้าไม่อยากโกหก หากฮองเฮาตรัสถาม”
เฉียวเอินรีบพูด พยายามเงยหน้าขึ้นมองหน้าเทพสงคราม แต่เพียงสบตาก็ต้องลดสายตาลงต่ำ ใจดวงน้อยยังสั่นระรัวกับจูบแรกของตน
ใบหน้าคมเข้มพยักอย่างเข้าใจแล้วกลับไปตักบัวลอยทานต่อ รู้สึกพอใจในความหวานมันกลมกล่อม ทั้งยังอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก
“อืม...หวาน”
อยู่ๆ อีกฝ่ายก็พึมพำพลางเหลือบมองนาง เฉียวเอินจึงหันไปทางประตูแสร้งมองหาจางเหอแทน ทว่าในใจกลับอดคิดย้ำกับคำพูดของเทพสงครามไม่ได้
‘ที่เขาว่าหวาน บัวลอย...หรือจูบ?’
โครม!! เคร้ง!!
ภายในห้องของท่านหญิงเจียซินเต็มไปด้วยเสียงโครมครามเพราะเจ้าตัวระบายอารมณ์กับข้าวของเครื่องใช้
“ท่านหญิงโปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ”
“ใช่เจ้าค่ะ หากรู้ไปถึงหูท่านเทพสงคราม คงไม่ดีนัก”
ม่านเอ๋อร์กับถงเอ๋อร์พยายามห้ามนายของตน
“ทำไมต้องเป็นภูตชั้นต่ำนั่น”
ท่านหญิงเจียซินไม่ชอบเฉียวเอิน แม้อีกฝ่ายอยู่เพียงในที่ของตน ไม่เคยพยายามดึงความสนใจจากเทพสงครามให้เห็น ทว่านับแต่วันแรกที่ภูตบุปผาก้าวเข้ามาในตำหนักสายลมนางก็มองเห็นความยุ่งยาก จากมีคู่แข่งเพียงหนึ่ง แต่กลับเพิ่มมาเป็นสอง อีกฝ่ายเป็นเพียงถูตต้อยต่ำ หากฮองเฮาเป็นผู้มอบชีวิตให้ก็ไม่ต่างกับเป็นบุตรบุญธรรม เพียงฮองเฮาตรัสตำแหน่งชายาเอกอาจหลุดลอยไปจากตน
วันนี้ได้เห็นเฉียวเอินใกล้ชิดผู้เป็นสวามีอย่างที่ตนไม่เคยได้มีโอกาสเช่นนั้น ยิ่งทำเอาโกรธจนหน้ามืด
เพียงเทพสงครามกลับมาถึงไม่นาน อีกฝ่ายก็ไปพบในทันทีทันใด ทั้งที่ตนกับฟางหลินรีบร้อนที่สุดยังไม่ทัน ที่สำคัญนางไม่เคยได้อยู่ในห้องทำงานของเทพสงครามตามลำพังสักครั้ง แม้จะใช้เหตุผลใดเข้าพบทุกครั้งต้องมีจางเหออยู่ด้วย
“ข้าจะไม่ยอมให้ภูตต่ำต้อยนั่น อยู่เหนือข้าเป็นอันขาด”
“หนังสือขอเข้าแดนปีศาจ?”
“ขอรับ”
ขุนพลพานเฮ่อกลับมารายงานกับเทพสงคราม
“ปีศาจแมงมุมมากเล่ห์ นางเสแสร้งอ่อนแอ ทหารปีศาจกลับเชื่อ ปกป้องพวกนาง มองว่าทหารสวรรค์ไล่ล่าปีศาจอย่างไร้เหตุผล”
“ไร้สาระสิ้นดี หากไม่ก่อเหตุ มีหรือเราจะยุ่งกับปีศาจ”
เทพสงครามถึงกับทุบโต๊ะ
“อยากได้หนังสือหรือ ข้านี่แหละหนังสือผ่านทุกด่านทั่วทั้งสี่ทะเลแปดทิศ”
จางเหอกับพานเฮ่อหันมองหน้ากัน ได้แต่แอบคิดในใจว่า เพียงจับปีศาจแมงมุมที่อิทธิฤทธิ์น้อยนิด ท่านเทพสงครามถึงกับไปยังดินแดนปีศาจด้วยตนเองเช่นนี้ หวังว่าแดนปีศาจคงไม่หาเรื่องกล่าวหาว่าดินแดนสวรรค์รุกราน
สระบัวกว้างใหญ่ภายในสวนดอกไม้ตำหนักสายลม เจ้าของร่างบอบบางอยู่ในเรือกลางสระ กำลังเก็บบัวดอกใหญ่ ต้องการเอาไปตากเพื่อทำชา มีสาวใช้ส่วนตัวพายเรือให้
ในตอนนั้นท่านหญิงเจียซินนั่งวาดภาพอยู่ที่ศาลา ขัดหูขัดตาที่เห็นเฉียวเอินอยู่ในสายตา นางต้องการวาดภาพสระบัวจึงไม่ต้องการย้ายที่ ทว่าทัศนียภาพที่มีภูตบุปผาต่ำต้อยทำเอาหมดอารมณ์
“ถงเอ๋อร์ บอกให้นางรีบหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
ถงเอ๋อร์เดินไปใกล้ริมน้ำแล้วตะโกนบอกเสียงห้วน
“นี่ เร็วหน่อย ท่านหญิงต้องการวาดภาพสระบัว”
ผู้อยู่ในเรือหันมองตามเสียง แม้จะอยู่ไกล ทว่าสระน้ำทำให้เสียงก้องจึงได้ยินชัดเจน
“ชายารองยังเก็บบัวไม่เสร็จนี่”
“เสี่ยวเนี่ยน”
เฉียวเอินปรามคนของตนที่ตะโกนโต้กลับแล้วบอก
“เรากลับเถิด”
“แต่ยังต้องใช้อีกเยอะเลยนะเจ้าคะ”
“เอาไว้เก็บวันหลังก็ได้”
“ท่านไม่จำเป็นต้องเจียมตัวเช่นนี้เลย”
เสี่ยวเนี่ยนไม่ชอบใจนักที่นายตนวางตัวต่ำกว่าท่านหญิงทั้งสอง แม้จะมาทีหลังและเป็นเพียงภูตบุปผาเหมือนเช่นตน แต่เป็นถึงบุตรบุญธรรมของฮองเฮาสวรรค์ ทั้งท่านเทพสงครามยังไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นชายาเอก
แม้จะออกความเห็นทว่าเพียงนายตนพยักหน้าให้กลับ เสี่ยวเนี่ยนก็พายเรือกลับ ทว่าในตอนนั้นอยู่ๆ ก็มีคลื่นกระเพื่อมแรงแล้วเกิดน้ำวนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เสี่ยวเนี่ยนพยายามจะบังคับเรือให้มั่นคงแต่ก็หน้าซีดเผือดไม่ต่างกับผู้เป็นนาย
เฉียวเอินตัวสั่น มือจับขอบเรือไว้มั่น คลื่นแปลกประหลาดราวมีพลังสร้างขึ้นยิ่งทำให้น่ากลัว
“นี่มันอะไรกัน”
“ทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
เสี่ยวเนี่ยนเริ่มตระหนก ด้วยตนเองกับผู้เป็นนายต่างเป็นภูตบุปผาพลังเซียนน้อยนิด ยากจะต้านทานพลังรุนแรงนี้ได้
เฉียวเอินพยายามร่ายเวทหยุดคลื่นน้ำวนแต่ไม่อาจทำได้ กลับเหมือนยิ่งเพิ่มแรงกระเพื่อมให้เรือโคลงเคลงมากขึ้นกระทั่งคว่ำ
“เสี่ยวเนี่ยน”
“พระชายา”
ต่างฝ่ายต่างพยายามไขว่คว้ากันและกัน ทว่ากลับถูกน้ำวนดึงดูดลงใต้น้ำ แม้จะฝืนโผขึ้นอย่างไรก็ไม่อาจทำได้ พวกนางปกป้องตัวเองแทบไม่ได้ ชาวบุปผาน้อยนักที่จะว่ายน้ำเป็น
“ช่วย...”
สุดท้ายทั้งสองก็จมลงไปในน้ำ เฉียวเอินเอื้อมมือไปจับมือกับเสี่ยวเนี่ยนที่ยื่นมาหาในเฮือกสุดท้าย ก่อนจะสำลักน้ำ รู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังบีบคั้นเข้ามาจากทุกทิศทาง มือเสี่ยวเนี่ยนถูกกระชากดึงหลุดไปและแล้วทุกสิ่งอย่างก็ดับวูบ
=====