บทที่
7
ผู้ต้องสงสัย
ในขณะที่ความสัมพันธ์ของหลงอี้ฟงกับซูเหมยหลิงกำลังพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เหม่ยหยางฉีไม่อาจทนเห็นนางประสบความสำเร็จได้ นางจึงวางแผนร้ายเพื่อทำลายซูเหมยหลิงให้ได้แต่ในขณะเดียวกันซูเหมยหลิงเองก็ได้สืบหาหลักฐานเพื่อเอาผิดคนที่วางยานางเช่นเดียวกัน
ภายในห้องนอนของซูเหมยหลิง
จางเซียวถังเดินถือน้ำชามาให้กับนางอย่างเช่นทุกวัน “น้ำชาเจ้าค่ะคุณหนู วันนี้เป็นชาพิเศษที่ข้าไปซื้อมาใหม่จากพ่อค้าที่นำมาขายจากต่างแดน เขาบอกว่าชาตัวนี้จะมีความหอมเป็นพิเศษเจ้าค่ะ ดื่มแล้วยังทำให้ผิวพรรณขาวผ่องด้วยนะเจ้าค่ะ” จางเซียวถังเอ่ยขึ้นมาแล้วก็วางชาที่ข้างเตียงของนางแต่ไม่ยอมออกจากห้องไป เหมือนยืนรอดูให้มั่นใจก่อนว่านางจะดื่ม
“เจ้าออกไปก่อนสิ ไว้ข้าจะดื่มขอบใจเจ้ามาก พักนี้ข้าเหนื่อย ๆ เพลีย ๆ หายใจไม่ค่อยออกด้วย ชานี้คงช่วยให้ข้าดีขึ้นใช่หรือไม่เซียวถัง” ซูเหมยหลิงเอ่ยขึ้นมาแล้วก็ทำทีเป็นไอออกมาเหมือนกำลังไม่สบายหนัก
“ใช่เจ้าค่ะ ดื่มชานี้แล้วคุณหนูจะอาการดีขึ้นแน่นอนเจ้าค่ะ” จางเซียวถังยิ่งได้ใจยุให้นางดื่มชาแล้วก็ยิ้มย่องในใจ
“ได้ข้าจะดื่มให้หมดเลย ขอบใจเจ้ามาก” ซูเหมยหลิงเอ่ยขึ้นมาแล้วก็ทำทีเป็นยิ้มชาขึ้นมาแต่นางก็ยังไม่ได้ดื่ม แต่นางกลับบอกให้จางเซียวถังออกจากห้องนอนของนางเสียก่อน
หลังจากจางเซียวถังออกจากห้องนอนของซูเหมยหลิง หลานซูหมิงจึงเดินเข้ามา “คุณหนูเจ้าค่ะ ข้ามาเรียกไปทานอาหารเช้าเจ้าค่ะ”
“ได้ ข้าก็กำลังหิวอยู่พอดี ซูหมิง ข้าคิดว่าเราต้องหาความจริงเรื่องจางเซียวถัง ข้าไม่เชื่อว่านางจะทำเรื่องนี้เพียงลำพัง” ซูเหมยหลิงเอ่ยขึ้นมาในขณะที่นางกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า
“เจ้าค่ะคุณหนู ข้าจะช่วยคุณหนูตามหาเบาะแสเองเจ้าค่ะ” หลานซูหมิงตอบอย่างมุ่งมั่น
“แต่ก่อนอื่นเจ้าช่วยเอาน้ำชาพวกนี้ไปทิ้งให้ข้าก่อน ไม่อย่างนั้นข้าได้ตายจริง ๆ แน่นอน” ซูเหมยหลิงเอ่ยขึ้นมาแล้วก็จ้องมองน้ำชาที่นางไม่รู้เลยว่าดื่มเข้าไปแล้วจะเป็นอย่างไร
“เจ้าค่ะ”
ซูเหมยหลิงเริ่มสืบหาความจริงด้วยการตัดสินใจเข้าไปในห้องครัวยามค่ำคืนเมื่อสาวใช้ส่วนใหญ่หลับและไม่ได้เข้ามาในห้องครัวแล้ว
ในขณะที่นางกำลังค้นหาหลักฐาน นางได้ยินเสียงฝีเท้าซึ่งทำให้นางหยุดการกระทำทั้งหมด นางรีบซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดและจับตาดูว่าใครกำลังเข้ามา เป็นจางเซียวถังที่เดินเข้ามาในห้องครัวและเริ่มทำบางอย่างที่น่าสงสัย นางเปิดกล่องเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่หลังตู้และหยิบขวดเล็ก ๆ นั้นออกมาแล้วก็เดินออกไปจากห้องครัว ซูเหมยหลิงรู้ทันทีว่านั่นคือหลักฐานสำคัญแต่จางเซียวถังก็เอามันออกไปแล้ว ทำให้นางนึกเสียดายมาก ๆ ที่ไม่ได้หลักฐานชิ้นนี้
จวนของหลงอี้ฟง
หลงอี้ฟงนึกถึงคำพูดของซูเหมยหลิงในวันที่พวกเขาพบกัน เขารู้สึกได้ถึงความจริงใจของนางที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ข้าควรให้โอกาสนางหรือไม่” หลงอี้ฟงถามตัวเองในขณะที่เขากำลังนั่งอยู่ในห้องอักษรของเขา ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่ ทันใดนั้น เสียงเบา ๆ ก็ดังขึ้นที่ประตู ซูเหมยหลิงก็ปรากฎตัวที่ประตูห้องของเขาด้วยท่าทีที่จริงจัง
“ท่านแม่ทัพ ข้ามาที่นี่เพราะข้ามีเรื่องสำคัญที่จะพูดกับท่าน” ซูเหมยหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและแววตาที่มุ่งมั่น
หลงอี้ฟงเงยหน้าขึ้นจากเอกสารที่เขากำลังอ่านทันที “เจ้าอยากพูดเรื่องอะไร”
“ข้าอยากให้ท่านช่วยข้าได้หรือไม่” ซูเหมยหลิงเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าแววตาที่เป็นกังวลใจ แววตาของนางแสดงถึงความวิตกอย่างชัดเจน
“เจ้าอยากให้ข้าช่วยเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือไหนเจ้าลองบอกข้ามา” หลงอี้ฟงมองนางด้วยสายตาที่อ่อนโยนกว่าที่ผ่านมา เขาเริ่มรู้สึกกับนางเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
ซูเหมยหลิงสูดหายใจลึกก่อนจะเอ่ยออกมา “ข้าคิดว่ามีคนอยากวางยาข้าเพื่อให้ข้าตาย”
“เจ้าพูดเรื่องอะไร เจ้าพูดเรื่องจริงหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาพูดเล่น” หลงอี้ฟงเอ่ยถามนางด้วยสีหน้าที่จริงจังมาก ๆ
“ข้าพูดจริง ๆ ท่านช่วยข้าเถอะ ข้าคิดว่าท่านจะช่วยข้าได้เป็นแน่” ซูเหมยหลิงเดินไปนั่งใกล้ ๆ หลงอี้ฟงพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนไปให้เขาด้วยความหวังที่คิดว่าเขาจะช่วยนางได้
หลงอี้ฟงหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เขามองดูซูเหมยหลิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขา เห็นนางมีความกังวลอยู่เต็มหัวใจ หลงอี้ฟงรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในใจของเขา เขารู้สึกเห็นใจนางและอยากปกป้องนาง หัวใจของเขาก็เริ่มเต้นแรงขึ้น “เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะช่วยเจ้าเอง ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเจ้า” หลงอี้ฟงพูดพลางจับมือของซูเหมยหลิงอย่างอ่อนโยน
ซูเหมยหลิงรู้สึกถึงความอบอุ่นจากมือของเขา นางยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ นางมองเขาด้วยความซาบซึ้ง “ท่านช่างใจดีเหลือเกิน ข้าไม่รู้จะขอบคุณท่านอย่างไรดี”
หลงอี้ฟงมองตานางด้วยความอ่อนโยน “แค่เจ้ายิ้มให้ข้า ข้าก็พอใจแล้ว” เมื่อหลงอี้ฟงเอ่ยจบซูเหมยหลิงก็ยิ้มให้กับเขาทันที
ในขณะนั้นเอง หัวใจของหลงอี้ฟงก็เริ่มเต้นแรงขึ้น เขารู้แล้วว่าเขาต้องการที่จะปกป้องซูเหมยหลิงให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง
ท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องอักษรของหลงอี้ฟง สายลมพัดเอื่อย ๆ ผ่านหน้าต่างห้องอักษร เสียงใบไม้ที่กระทบกันสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเงียบสงบ ทั้งสองนั่งอยู่เคียงข้างกัน โดยไม่ต้องพูดอะไรอีก ความรู้สึกหลากหลายที่ทั้งคู่มีต่อกันก็เริ่มแล่นเข้ามาภายในหัวใจของทั้งสองโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรออกมาทั้งนั้น ความรู้สึกที่แท้จริงได้สื่อสารกันผ่านสายตาและหัวใจ
อีกหลายวันต่อมาซูเหมยหลิงได้เข้าไปที่ห้องครัวอีกครั้งแต่นางก็ไม่ได้พบอะไรผิดปกติ เนื่องจากจางเซียวถังเองก็ได้เอาหลักฐานชิ้นนั้นออกไปซ่อนไว้ที่อื่นก่อนแล้ว
“วันนั้นข้าไม่น่าพลาด แล้วข้าจะไปหาหลักฐานที่ไหนได้อีก” ซูเหมยหลิงเอ่ยขึ้นมาแล้วก็ทำหน้าผิดหวังขึ้นมา
ซูเหมยหลิงกลับมาที่ห้องอักษรเพื่อเขียนอะไรบางอย่างไว้ “ซูหมิงวันนี้เซียวถังได้เข้าไปที่ห้องครัวหรือไม่”
“ไม่ได้เข้าไปเจ้าค่ะ และนางก็ไม่ได้มาที่จวนด้วยเจ้าค่ะ เห็นบอกว่านางกลับบ้านไปเยี่ยมแม่ที่ไม่สบายเจ้าค่ะ”
“อย่างนั้นหรือ ขอบใจเจ้ามาก เจ้าคอยจับตาดูเซียวถังไว้ให้ข้า ส่วนเรื่องอื่นข้าจะจัดการเอง ตอนนี้ข้ามีท่านแม่ทัพคอยช่วยเหลือแล้ว ข้าเองก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างไรก็ไม่รู้
“คุณหนูกำลังมีความรักก็ต้องอุ่นใจเป็นธรรมดาเจ้าค่ะ” หลานซูหมิงเอ่ยขึ้นมาแล้วก็อมยิ้มให้กับซูเหมยหลิง
“เจ้านี่จะรู้ดีไปทุกเรื่องเลยหรือไงกัน ไป ๆ ไปสืบเรื่องเซียวถังต่อได้แล้ว” ซูเหมยหลิงเขินที่สาวใช้รู้ทันจนไล่ให้สาวใช้ไปจากตรงนั้น