Hate : 5

3492 Words
“ถูกครับ แต่ไม่ถึงกับมาเฟียหัวรุนแรงบางกลุ่มหรอกนะ” ฉันกะพริบตาปริบ ๆ มองนาธานด้วยความมึนงง อะไรคือเป็นมาเฟีย แต่ไม่ใช่พวกหัวรุนแรงกันล่ะเนี่ย แค่คำวามาเฟียก็ทำให้ฉันรู้สึกลืมหายใจไปชั่วขณะหนึ่งแล้วนะ! “นะ...นายคงไม่ได้กำลังล้อฉันเล่นหรอกใช่มั้ยนาธาน” ฉันถามเขาเสียงตะกุกตะกักอย่างประหม่าขึ้นมาทันที นาธานหัวเราะเบา ๆ แล้วยิ้มกว้างส่งมาให้ฉันแทน “ผมจะล้อเล่นทำไมล่ะครับ” ฉันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่อย่างฝืดเคือง ฟินิกซ์เนี่ยนะเป็นมาเฟียร์ ถึงจะมีความเป็นไปได้ เพราะดูจากที่บ้าน และคนของเขาที่อยู่ภายในบ้านนั่นอีก แต่ให้ตาย ฉันจะหนีไปได้ง่าย ๆ หรือไงกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ดีเอาซะเลย เฟรย่าไม่เคยบอกหรือคุยกับฉันเรื่องพี่ชายของตัวเองมากเท่าไหร่ ฉันเลยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับครอบครัวของเธอมากนัก แม้จะเป็นเพื่อนสนิทกันก็ตาม บ้าชะมัด เรื่องแบบนี้มันบ้าชะมัดเลย “อะ...อือ” พอรวบรวมสติของตัวเองได้ก็ทำได้เพียงพยักหน้ากลับไปให้นาธานอย่างประหม่า “คุณไม่ต้องกลัวหรอกครับ คุณฟินิกซ์ไม่ใช่คนโหดร้ายอะไรหรอก” ทำไมใคร ๆ ถึงได้คิดและบอกกับฉันว่าฟินิกซ์ไม่ใช่คนโหดร้ายกันนะ จูลี่ก็พูดแบบนี้ไปหนหนึ่งแล้ว แต่ใครจะไปเชื่อลง ในเมื่อเขาทำเรื่องเลวร้ายกับฉันมาแล้วตั้งหลายต่อหลายครั้ง เหอะ! “ไม่ต้องตามฉันมานะ” ฉันเดินออกมาได้สองก้าวก็ต้องหยุด แล้วหันไปบอกนาธานที่เดินตามมาติด ๆ “คุณจะไปไหนครับ” นาธานมองหน้าฉันด้วยความสงสัย ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วบอกเขาด้วยความเหนื่อยหน่าย “ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ” ทันทีที่เข้ามาในห้องน้ำหญิง ฉันก็เงยหน้ามองกระจกด้านหน้า เอามือเท้าไปที่อ่างล้างมือและพ่นลมหายใจออกมาอย่างควบคุมสติที่แตกกระเจิงของตัวจากเมื่อก่อนหน้านี้ที่รู้เรื่องของฟินิกซ์ให้กลับมาอีกครั้งอย่างใจเย็น “บ้าจริง ฉันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย” ฉันบ่นพึมพำกับตัวเอง แผนที่คิดจะหนีออกไปจากงานเลี้ยงที่มีผู้คนมากมายรายล้อมอยู่ มันยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้เข้าไปใหญ่เมื่อมารู้ว่าฟินิกซ์เป็นมาเฟีย และถึงนาธานจะบอกว่าฟินิกซ์ไม่ใช่คนโหดร้ายอะไร แต่ถ้าเขาจับฉันได้ขึ้นมาอีกครั้งล่ะ ใครจะรู้ว่าเขาจะทำอะไรกับฉันบ้าง แค่เรื่องน่ารังเกียจที่เขาทำกับฉันมันก็มากเกินพอแล้ว ฉันต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น... แต่มันก็คิดไม่ออกเลย บ้าที่สุด! “ฉันจะหนีไปจากฟินิกซ์ยังไงเนี่ย...” ฉันมองหน้าของตัวเองในกระจกพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ เสื้อผ้าที่สวมอยู่ตอนนี้ฉันไม่เคยใส่แบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง แถมไอ้รอยแดง ๆ ที่อยู่ตรงเนินอก และอีกหลายรอยที่อยู่ภายใต้ชุดเดรสที่สวมทับอยู่มันทำให้ฉันต้องกัดริมฝีปากเอาไว้แน่นอย่างนึกรังเกียจ ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องหาทางออกไปจากฟินิกซ์ให้ได้ “น้าคริสติน่า” ฉันเบิกตาโพรงขึ้นมาทันที เมื่อคิดได้ว่าอย่างน้อยก็ต้องโทรไปบอกน้าคริสติน่าว่าฉันไม่เป็นอะไร ท่านจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง นี่มันก็หลายวันมาแล้วด้วยสิ...ฉันต้องใช้โทรศัพท์ “คุณเมเบลเป็นอะไรหรือเปล่าครับ” นาธานที่เดินอยู่ข้าง ๆ ฉันหันมาถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะหลังจากที่ฉันออกมาจากห้องฉันก็ก็คิดหาวิธีในการใช้โทรศัพท์จนปวดหัวไปหมด “เอ่อ...ฉันไม่เป็นไรหรอก แค่รู้สึกมึนหัวนิดหน่อยน่ะ” “นั่งพักมั้ยครับ เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น ผมเห็นคุณเดินวนไปมานานแล้วน่ะ” นาธานบอกฉันแล้วยิ้มกว้างมาให้ ฉันเม้มริมฝีปากแล้วส่งยิ้มบางกลับไปให้เขา ฉันหาโทรศัพท์เพื่อจะโทรหาน้าคริสติน่าอยู่น่ะสิ แต่ไม่เห็นจะมีเลย แบบโทรศัพท์บ้านก็ไม่มีสักเครื่อง ให้ตายสิ “ก็ดีเหมือนกัน” ฉันถอนหายใจออกมาอีกครั้ง แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ยาวที่อยู่ตรงระเบียง ลมพัดผ่านใบหน้าทำให้รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย “คุณกำลังหาอะไรอยู่รึเปล่า” ฉันหันกลับไปมองนาธานที่ยืนพิงพนังมองมาที่ฉันยิ้ม ๆ เหมือนรู้ทัน ฉันเม้มริมฝีปากของตัวเองเอาไว้แน่นทันที “ถ้าฉันบอกว่าหาอะไรอยู่ นายจะเอามาให้ฉันรึเปล่า” ฉันสูดหายใจเอาอากาสเข้าปอดลึก ๆ และตัดสินใจถามนาธานออกไป อย่างน้อยนาธานก็ดูมีน้ำใจ และมีเมตตากว่าฟินิกซ์ล่ะนะ “ครับ” ฉันเหลือบมองนาธานด้วยความระแวงเล็กน้อย แล้วพูดในสิ่งที่ต้องขึ้นมาด้วยความประหม่า “ฉัน...ขอใช้โทรศัพท์หน่อยได้มั้ย” นาธานมองฉันนิ่ง แต่สักพักเขาก็พนักน้ากลับมาพร้อมกับส่งยิ้มกว้างมาให้ฉันอีกครั้ง ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “แค่สองนาทีนะครับ คุณฟินิกซ์ให้เวลาแค่นี้” ฉันขมวดคิ้วมุ่นมองไปที่นาธานด้วยความไม่เข้าใจ “ฟินิกซ์เหรอ” “ใช่ครับ คุณฟินิกซ์สั่งไว้ว่าถ้าคุณเมเบลขอใช้โทรศัพท์ให้เวลาแค่สองนาทีเท่านั้น” ฉันกัดริมฝีปากล่างเอาไว้จนรู้สึกเจ็บไปหมด ฟินิกซ์รู้ได้ยังไงน่ะว่าฉันต้องใช้โทรศัพท์ บ้าชะมัด ฉันอุตส่าห์ไม่อยากพูดหรือขอร้องคนอย่างเขาแล้วเชียว “อือ ตกลง สองนาทีก็สองนาที” ฉันพยีกหน้าอย่างเข้าใจ ถึงแม้ว่ามือทั้งสองข้างจะกำเอาไว้แน่นอย่างเจ็บใจก็ตาม นาธานหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของตัวเอง แล้วยืนมาให้ ฉันรับมันเอาไว้แล้วกดเบอร์น้าคริสติน่าที่จำได้แม่นยำลงไป ถือสายรอไม่นานเสียงหวานที่อบอุ่นและใจดีก็ดังมาตามสาย ฉันสูดหายใจเข้าเฮือกให้แล้วรีบพูดออกไปด้วยความรวดเร็ว “น้าคริสติน่าคะ นี่เมเบลเองนะคะ” ปลายสายดูเงียบไปเล็กน้อย จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกของน้าคริสติน่า [เมเบลเหรอ นี่หนูหายไปไหนมาตั้งหลายวัน โทรหาก็ปิดเครื่อง น้าเป็นห่วงมากนะรู้มั้ย แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน เป็นอะไรรึเปล่า ทำถึงหายไปแบบนี้ล่ะ…] “หนูสบายดีค่ะ พอดีหนูมาหาเพื่อนพอดี แล้วโทรศัพท์ก็ตกน้ำพังไปแล้ว เลยไม่ได้โทรไปบอก” ฉันกำโทรศัพท์มือถือในมือเอาไว้แน่น หนูขอทานะคะน้าคริสติน่าที่ต้องโกหก หนูไม่อยากให้น้าไม่สบายใจ หนูขอโทษจริง... [น้าค่อยหายห่วงหน่อย เห็นแต่รถมาจอดอยู่หน้าร้าน แต่ไม่เห็นตัวหนู น้าก็กังวลอยู่เหมือนกันกลัวว่าจะเป็นอะไร ถ้าหนูเมเบลสบายดีน้าก็หายห่วงแล้วล่ะ] ฉันสูดหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างควบคุมสติอีกครั้ง เมื่อนาธานชูนิ้วบอกว่าหมดเวลาแล้ว ฉันเลยรีบบอกน้าคริสติน่าด้วยความรวดเร็ว “งั้นแค่นี้ก่อนนะคะ พอดีเพื่อนหนูไม่ค่อยสบายอยู่โรงพยาบาลน่ะค่ะ แล้วที่บ้านไม่มีคนคอยอยู่ดูแล” [จ้ะ ยังไงก็ขอให้เพื่อนหายเร็ว ๆ หนูไปดูแลเพื่อนต่อเถอะจ้ะ แค่นี้นะเมเบล] “ค่ะ” ฉันรีบวางสายแล้วยื่นโทรศัพท์มือถือคืนให้กับนาธานด้วยความรวดเร็ว และยืนขึ้นมองหน้าเขาด้วยความสงสัยเล็กน้อย “มีอะไรเหรอครับ” นาธานเลิกคิ้วมองฉันอย่างไม่เข้าใจ “นายรู้รึเปล่าว่ามีคนเอารถส่งของไปไว้ที่หน้าร้านน้าคริสติน่าแล้ว” นาธานยิ้มกว้างมาให้ฉัน แล้วพยักหน้าเล็กน้อย “รู้สิครับ คุณฟินิกซ์ให้ผมเอาไปไว้ตั้งแต่วันแรกที่คุณมาแล้วล่ะ” ฉันกะพริบตาปริบ ๆ มองนาธานด้วยความมึนเบลอ และเมื่อรวบรวมสติของตัวเองได้อีกครั้ง ความรู้สึกโกรธฟินิกซ์ก็เข้ามาแทนที่ทันที “เหอะ เหรอ ฟินิกซ์เองสินะ” “นาธาน” เสียงเข้มต่ำของฟินิกซ์ดังขึ้น ฉันหันไปมองทางเขาที่ยืนอยู่หน้าบานประตูระเบียงด้วยความโกรธเคืองทันที ที่ฟินิกซ์ยอมปล่อยให้ฉันพยายามหนีในครั้งนั้น ก็เพราะคงรู้อยู่แล้วสินะว่ายังไงฉันก็ไปไหนไม่รอด ให้ตายเถอะ! “ครับ คุณฟินิกซ์” นาธานหันไปตอบรับฟินิกซ์ พร้อมกับเดินเข้าไปเพื่อรับคำสั่งจากเจ้านายของตัวเองทันที “ไปจัดการเรื่องที่สั่งให้เรียบร้อย ทางนี้เดี๋ยวจัดการเอง” สายตาคมของฟินิกซ์มองมาทางฉัน และเขายังเดินเข้ามาใกล้ฉันที่นั่งอยู่มากขึ้นเรื่อย ๆ “ครับ” หลังจากที่นาธานรับคำสั่งจากฟินิกซ์เสร็จแล้วเรียบร้อย เขาก็เดินออกไปจากระเบียงกว้างด้วยความรวดเร็ว ทิ้งให้ฉันอยู่กับฟินิกซ์สองคนจนรู้สึกประหม่าไปหมด ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ฉันกำลังโกรธเคืองฟินิกซ์อยู่แท้ ๆ แต่ทำไมถึงได้รูสึกหวั่นๆ ก็ไม่รู้สิ "คุยอะไรกับนาธาน" ฉันเงยหน้า และหันไปมองฟินิกซ์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กับเก้าอี้ที่ฉันนั่งอยู่ พร้อมกับมองมาทางฉันด้วยสายตาคมดุดันอย่างข่มขู่ ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วลุกขึ้นเดินไปยืนพิงขอบระเบียงสีขาวสะอาดตาด้วยความขุ่นเคือง "นายก็ได้ยินหมดแล้วหนิ จะถามทำไม" ฉันสบสายตาคมของฟินิกซ์พร้อมกับยกยิ้มเยาะเย้ยขึ้นเล็กน้อย "หึ แค่อยากจะรู้ว่าเธอจะโกหกเก่งสักแค่ไหน" ฟินิกซ์เดินเข้ามาใกล้ฉันเรื่อย ๆ อีกครั้ง ฉันกำมือพร้อมกับเม้มริมฝีปากเอาไว้แน่นทันที "ฉันไม่เคยโกหก" ฉันพูดพึมพำออกมาอย่างโกรธเคือง แต่ฟินิกซ์กลับยกยิ้มมุมปาก และหัวเราะในลำคอแกร่งอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อคำพูดของฉันสักเท่าไหร่ ให้ตายสิ ต้องให้ฉันทำยังไงเขาถึงจะเชื่อว่าฉันไม่ใช่คนที่ทำให้เฟรย่าต้องตาย! หมับ "ฉันฟังจนเบื่อแล้วเมเบล" ฝ่ามือใหญ่ของฟินิกซ์ยกขึ้นมาลูบไล้ที่ผิวแก้มอย่างแผ่วเบา แล้วปัดเส้นผมที่โดนลมพัดของฉันขึ้นไปทัดหูให้ จากฉันเขาก็จับใบหน้าฉันให้เงยขึ้นไปสบสายตาคมดุดันจนฉันต้องกัดริมฝีปากล่างของตัวเองเอาไว้แน่นด้วยความโกรธที่ทำอะไรคนอย่างฟินิกซ์ไม่ได้สักอย่าง "งั้นนายคงต้องเบื่อต่อไป เพราะฉันพูดความจริง" ฟินิกซ์สบสายตากับฉันนิ่ง สักพักเขาก็ปล่อยมือใหญ่ออกจากใบหน้าของฉัน ทันที "เข้าไปในงาน หน้าที่ของเธอยังไม่จบ" ฉันขมวดคิ้วมุ่นมองฟินิกซ์ด้วยความไม่เข้าใจ หน้าที่อะไรของเขากัน ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่องอะไรเลย บ้าชะมัด "ฉันจะอยู่ตรงนี้ นายไปคนเดียวสิ" หมับ! "อย่าขัดคำสั่งฉันเมเบล เธอรู้แล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นใคร" มือใหญ่จับต้นแขนฉันเอาไว้แน่นจนเจ็บไปหมด ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองทันทีที่ได้ยินคำพูดข่มขู่ของฟินิกซ์ ไหนใครบอกว่ามาเฟียอย่างเขาไม่ได้โหดร้ายนักไง แล้วที่ฟินิกซ์กำลังทกับฉันอยู่มันคืออะไรกันล่ะ ให้ตายเถอะ! ฉันจำใจต้องเดินเข้างานมากับฟินิกซ์อีกครั้ง โดยที่เขาก็เอาแต่มองมาด้วยสายตาข่มขู่ตลอดเวลาที่ฉันเดินออกห่างเพียงไม่กี่ก้าว บ้าชะมัดเลย ทำไมฉันต้องมาเดินเคียงข้างฟินิกซ์ในงานที่แสนจะน่าเบื่อ และมีสายตาเยาะเย้ยจากผู้หญิงที่มองมาทางฉันด้วยล่ะเนี่ย "ไง ฟินิกซ์" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทั้งฉันและฟินิกซ์ต่างหันไปมองเจ้าของเสีงพร้อมกันทันที "เบนจามิน" ฟินิกซ์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์จนฉันรู้สึกเกร็งขึ้นมาทันที ทำไมท่าทางของสองคนนี้ถึงรู้สึกกดดันได้ขนาดนี้กันนะ "เปลี่ยนคู่ขาแล้วเหรอ เขี่ยลอเรนทิ้งแล้วสินะ" เบนจามินมองมาทางฉันแล้วหันไปส่งยิ้มมุมปากเยาะเย้ยให่กับฟินิกซ์ ฉันกำลังในมือเอาไว้แน่นอย่างขุ่นเคืองทันที ใครเป็นคู่ขาของเขากันไม่ทราบ! "ไม่ใช่คู่ขา" ฟินิกซ์ยังคงมองเบนจามินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่น้ำเสียงของเขาดูเหมือนกำลังไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ จนฉันต้องเงยหน้าไปมองฟินิกซ์เล็กน้อย เขากำลังหงุดหงิดอยู่งั้นเหรอ หมับ "หึ คนสวยคนนี้ชื่ออะไรล่ะ" เบนจามินยกฝ่ามือขึ้นมาจับที่ปลายคางของฉันด้วยความรวดเร็ว ฉันสะดุ้งเล็กน้อยอย่างตั้งตัวไม่ทัน แต่ฟินิกซ์กลับจับต้นแขนฉันดึงเข้าไปใกล้เขา ก่อนที่เบนจามินจะถึงตัวของฉันซะอีก "อย่าแตะคนของกู" ฟินิกซ์จ้องเบนจามินนิ่ง มือใหญ่ที่จับต้นแขนของฉันเอาไว้บีบแน่นขึ้น จนฉันต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ "หือ ไหนไม่ใช่คู่ขาใหม่ไง" เบนจามินยกยิ้มมุมปาก แล้วมองมาทางฉันด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ จากนั้นเขาก็หันไปเลิกคิ้วถามฟินิกซ์อย่างท้าทาย “ของเล่นของกู อย่าแตะอีกเป็นครั้งที่สอง” เสียงเข้มต่ำดุดันของฟินิกซ์ที่พูดกับเบนจามินดูหงุดหงิด และไม่พอใจจนฉันเห็นว่าเขากำลังขบกรามเอาไว้แน่น ฉันกัดริมฝีปากล่างพร้อมกับพยายามดึงแขนของตัวเองออกจากมือใหญ่ของฟินิกซ์ แต่เขาก็บีบต้นแขนฉันมากขึ้น จนรู้สึกเจ็บไปหมดและคำพูดของฟินิกซ์ยังทำให้ฉันโมโหเขามากขึ้นอีกด้วย ให้ตายสิ ใครเป็นของเล่นของเขากัน! “หึ ของเล่นเหรอ งั้นกูขอเล่นหน่อยได้มั้ย” เบนจามินยิ้มเยาะ แล้วหันมามองหน้าฉันด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ พร้อมกับยกมือขึ้นมาจับที่ปลายคางของฉันให้หันไปมองทางเขา หมับ! ”อึก...” ฉันเบนหน้าหนี และฟินิกซ์ก็จับไปที่ข้อมือของเบนจามินเอาไว้ด้วยความรวดเร็ว จนฉันถึงกับแอบกลืนน้ำลายลงออกอึกใหญ่อย่างฝืดเคืองทันทีที่เห็นสายตาคมดุดันของเขาจ้องมองเบนจามินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ดูน่ากลัวมากกว่าเดิม ให้ตายสิ “อย่าทำเป็นหวงของเล่นไปหน่อยเลยน่า ขนาดลอเรนมึงยังเคยแบ่งกูเล่นเลย" เบนจามินกระชากข้อมือของตัวเองออก พร้อมกับหัวเราะในลำคอ และยักไหล่อยางไม่ใส่ใจ จากนั้นก็มองไปทางฟินิกซ์ที่กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาคมดุดันน่ากลัว แล้วยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างท้าทาย จนฟินิกซ์ถึงกับขบสันกรามด้วยความโมโหทันที ฉันเงยหน้ามองฟินิกซ์ และต้องกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น ทันทีที่ฝ่ามือใหญ่จับมาที่ข้อมือของฉัน แล้วบีบมันแรงขึ้นกว่าเดิมจนฉันเจ็บไปหมด บ้าชะมัด เขาคิดจะหักกระดูกฉันหรือไงกัน! "ฉันเจ็บ..." พรึ่บ! ฉันหันไปพูดกับฟินิกซ์ได้ไม่กี่คำ เขาก็ปล่อยมือใหญ่ออกจากข้อมือของฉัน แล้วเปลี่ยนมาใช้ท่อนแขนแข็งแรงโอบรอบเอวบางดึงเข้าไปใกล้แผงอกกำยำของเขาด้วยความรวดเร็วจนฉันตั้งตัวไม่ทัน และยืนนิ่งตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูกทันที "ของเล่นชิ้นนี้ไม่ได้ และถ้ายังทำแบบเมื่อกี้อีก กูกับมึงคงต้องคุยกันหน่อย" ฟินิกซ์ยกยิ้มมุมปากขึ้น แล้วหันไปบอกเบนจามินด้วยท่าทางดุดันน่ากลัว พร้อมกับท่อนแขนแข็งแรงของเขาก็กอดรัดรอบเอวของฉันแน่นขึ้นอีก จนฉันต้องจับท่อนแขนของฟินิกซ์เอาไว้ด้วยความรวดเร็ว ให้ตายสิ ฉันจะหายใจไม่ออกอยู่แล้วนะ! "คุณเบนจามินครับ" เบนจามินที่กำลังยืนจ้องเขม่นกับฟินิกซ์ด้วยท่าทางไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่หันไปคุยกับลูกน้องของตัวเอง ที่เพิ่งเดินเข้ามาเรียกและแจ้งเกี่ยวกับเรื่องบางอย่าง และฉันก็พยายมดิ้นให้หลุดจากท่อนแขนแข็งแรงของฟินิกซ์อีกครั้ง ถึงเขาจะไม่ได้กอดแน่นแล้วก็ตาม แต่ฟินิกซ์ก็ยังไม่ยอมปล่อยฉันออกจากอ้อมแขนของเขาสักที "หึ ไว้วันหลังค่อยมาคุยกันใหม่นะฟินิกซ์ กูชักจะอยากได้ของเล่นของมึงแล้วสิ" เบนจามินหันมาบอกกับฟินิกซืหลังจากที่คุยกับลูกน้องของเขาเสร็จ และเหลือบมามองฉันพร้อมกับยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินออกไปกับคนของเขาทันที "ฟินิกซ์...ฉันเจ็บนะ!" ฉันจับท่อนแขนของฟินิกซ์เอาไว้แน่น เมื่อเขากอดรัดเอวบางของฉันแน่นขึ้นอีกครั้ง และเมื่อเงยหน้าไปมองก็เห็นว่าฟินิกซ์มีท่าทีเหมือนกำลังโกรธจัด และโมโหจนฉันสังเกตเห็นสันกรามของเขาได้อย่างชัดเจน "กลับไปก่อน" เสียงเข้มต่ำดังขึ้นอยู่ข้างใบหู ฉันขมวดคิ้วมองฟินิกซ์ด้วยความไม่เข้าใจ และจัดชุดเดรสของตัวเองให้เรียบร้อยขึ้นเมื่อเขาปล่อยท่อนแขนออกจากรอบเอวบางของฉัน "อะไรนะ..." ฟินิกซ์มองฉันด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แล้วเหลือบสายตาคมดุดันไปมองยังลูกน้องอีกคนของตัวเองที่เดินมาทางพวกเราสองคน "เธอกลับไปพร้อมโทนี่ก่อน อย่าปล่อยให้คาดสายตาล่ะ" หลังจากที่ฟินิกซ์บอกฉันเสร็จ เขาก็หันไปบอกลูกน้องของตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาอีกครั้ง "ครับ" โทนี่พยักหน้ารับคำสั่งจากฟินิกซ์ ฉันขมวดคิ้วมุ่นอย่างหงุดหงิด และถอนหายหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเบื่อหน่ายทันที อยากจะจับฉันไปไว้ตรงไหนตามใจตัวเองแบบนี้ก็ได้เหรอ เหอะ ให้ตายเถอะ! หลังจากที่ฉันส่งสายตาขุ่นเคืองไปให้ฟินิกซ์ ที่จ้องมองฉันด้วยสายตาคมดุดันไม่เลิก ฉันก็เม้มริมฝีปากเอาไว้แน่น แล้วเดินตามหลังของโทนี่ออกมาจากในงานที่น่าเบื่อนั่นด้วยความรวดเร็ว "โทนี่" ฉันหยุดเดิน แล้วหันไปมองโทนี่ที่ยืนเปิดประตูรถยนต์คันหรูให้ด้วยความลังเลเล็กน้อย "ครับ" โทนี่ตอบรับด้วยสีหน้านิ่งเฉย พร้อมกับมองฉันด้วยความสงสัย ฉันยืนคิดอะไรบางอย่างสักพัก แล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ อีกครั้ง ถึงโทนี่จะดูพูดคุยด้วยยากกว่านาธานก็ตาม แต่ฉันก็ยังคงอยากรู้อยู่ดี... "ทำไมฟินิกซ์ยังไม่กลับล่ะ" โทนี่มองหน้าฉันด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ทันทีที่ฉันถามจบ "คุณฟินิกซ์มีเรื่องสำคัญต้องคุยกับคุณครูสต่อครับ" ฉันขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาอีกครั้ง "เรื่องอะไร นายรู้รึเปล่า" "คุณเมเบลรอถามคุณฟินิกซ์เองดีกว่าครับ" โทนี่บอกฉันเสร็จ เขาก็เปิดประูรถยนต์ให้กว้างขึ้นกว่าเดิม เหมือนกับจะเร่งให้ฉันเข้าไปนั่งในรถ จนฉันต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วพยักหน้ากลับไปให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะยัดตัวเองเข้าไปนั่งในรถยนต์ของฟินิกซ์อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ฉันนั่งนิ่ง และกุมมือตัวเองเอาไว้แน่นตลอดทางที่โทนี่ขับรถเพื่อมาส่งฉันที่บ้านของฟินิกซ์ สมองก็คิดเรื่องบางอย่างจนปวดหัวไปหมด ฉันเหลือบสายตาไปมองโทนี่ด้วยความลังเลอีกครั้ง แล้วสูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ พร้อมกับกระแอมเล็กน้อยอย่างประหม่า "โทนี่ ฟินิกซ์จะกลับประมาณกี่โมง นายพอจะรู้มั้ย" โทนี่เหลือบสายตามองฉันผ่านกระจก แล้วหันไปตั้งใจขับรถยนต์ต่อ "อาจจะประมาณสองถึงสามชั่วโมงหลังงานเลี้ยงเลิกครับ" ฉันกะพริบตาปริบ ๆ และพยักหน้ากลับไปให้โทนี่ทันที ถ้าอีกสามสามชั่วโมงก็นานอยู่เหมือนกัน แบบนี้ก็ดีน่ะสิ... ฉันแอบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ในหัวก็คิดหาทางที่จะเข้าไปในห้องของเฟรย่าไปด้วย บางทีให้ห้องของเธออาจจะมีหลักฐานที่บอกได้ว่าฉันไม่ใช่ต้นเหตุการตายของเฟรย่าก็ได้ บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด ซึ่งฉันก็ยังคงคิดไม่ออกสักนิดว่าทำไมฟินิกซ์ถึงคิดว่าฉันทำให้น้องสาวของเขาต้องจากไป ฉันจะไปทำได้ยังไงในเมื่อเฟรย่าเป็นเพื่อนรักของฉัน...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD