Hate 9

2475 Words
“คุณฟินิกซ์” โทนี่ที่ยืนอยู่หน้าบ้านกับนาธานหันมามองฉันกับฟินิกซ์ด้วยท่าทางมึนงง แต่นาธานกลับยกยิ้มบางมาให้ฉันซะได้! “ออกรถ” “ไปไหนครับ” โทนี่เปิดประตูรถยนต์คันหรูให้ฟินิกซ์ที่จับตัวฉันยัดเข้าไปนั่งด้านในได้สำเร็จด้วยท่าทางมึนงงไม่หาย “นาธานรู้” ฟินิกซ์เข้ามานั่งข้างฉันพร้อมกับมือใหญ่จับข้อมือของฉันเอาไว้แน่นเพื่อให้ฉันขยับหนีออกห่างจากเขา บ้าชะมัดเลย “เดี๋ยวกูขับเอง” นาธานหยิบกุญแจรถจากมือของโทนี่แล้วขึ้นมานั่งฝั่งคนขับ โทนี่ที่ยังคงมีท่าทีสงสัยแต่ก็เข้าไปนั่งฝั่งข้างคนขับโดยไม่คิดจะปริปากถามเจ้านายของตัวเอง “นายจะพาฉันไปไหนฟินิกซ์” ฉันหันไปมองฟินิกซ์ด้วยสายตาขุ่นเคืองไม่หาย เขาคิดจะพาฉันออกไปไหนกันเนี่ย! “เดี๋ยวก็รู้” “เหอะ” ฉันถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นสายตาคมของฟินิกซ์มองลงมาที่ต้นขาของฉันที่โผล่พ้นกางเกงขาฉัน “หึ” “มองอะไร” ฉันขยับตัวให้นั่งห่างจากฟินิกซ์เล็กน้อย และสายตาก็เหลือบไปเห็นรอยแดงเป็นจ้ำสีกุหลาบที่ต้นขาด้านในของตัวเองจนต้องเบิกตาโพรงขึ้นมาอย่างตกใจ อะไรเนี่ย ทำไมมันถึงมีรอยอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ ก็เมื่อคืนนี้ฉันกับฟินิกซ์อยู่ในห้องน้ำ… เดี๋ยวสิ ฉันเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ งั้นแสดงว่าฟินิกซ์อุ้มฉันออกมานอนที่เตียงใหญ่ แล้วเขากลับไปจูบตรงนั้นตอนที่ฉันหลับงั้นเหรอ เลว… มันจะมากไปแล้วนะ! ““นายทำอะไรกับต้นขาของฉันฟินิกซ์” ฉันกัดริมฝีปากล่างเอาไว้อย่างหงุดหงิด ฟินิกซ์เลิกคิ้วเข้มขึ้นเล็กน้อยและพร้อมกับยกยิ้มมุมปากและหัวเราะออกมาเบาๆ “ก็แค่ฝากรอยไว้นิดหน่อย” “นายไม่มีสิทธิ์จะทำแบบนี้กับฉัน ไม่มีสิทธิ์” ฉันพูดพึมพำออกมาอย่างโมโห เขาทำแบบนี้ได้ยังไง ทั้งๆ ที่ฉันหลับเนี่ยนะ! ให้ตายสิ “จะให้ฉันทำให้ดูมั้ยว่าฉันมีสิทธิ์ในตัวเธอเต็มที่เลย เมเบล” เสียงเข้มต่ำดังอยู่ข้างใบหูของฉันโดยไม่ทันได้ตั้งตัวจนฉันถึงกับสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย ฉันหันไปมองสบสายตาคมดุดันของฟินิกซ์ด้วยความรู้สึกหลากหลายปนกันไปหมด โกรธ เกลียด โมโห อยากไปให้พ้นๆ หน้า และความรู้สึกลึกๆ อีกอย่างของตัวเองที่ไม่อยากรับรู้… ความรู้สึกข้างในของตัวเองที่ฉันจะไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด ฟินิกซ์ทำกับฉันเหมือนเป็นสิ่งของ เหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงที่เขาอยากจะเล่นตอนไหนก็เล่น อย่างจะทำอะไรก็ทำ ฉันอยากจะคิดว่าเขาขืนใจฉันในเรื่องบนเตียง แต่ลึกๆ ฉันก็รู้ดีว่าฉันก็เผลอไผลไปกับการยั่วยุ หยอกเย้า เล้าโลมของฟินิกซ์ได้อย่างง่ายดายทุกครั้ง ฟินิกซ์ไม่ได้ขืนใจหรือบังคับขมขู่ฉันในเรื่องเซ็กส์ เขาแค่กระตุ้นให้ฉันต้านทานเสน่ห์และแรงดึงดูดตามธรรมชาติไม่ไหวแค่นั้นเอง ฟินิกซ์รู้ว่าฉันจะต้องเผลอไผลไปกับสัมผัส กลิ่นกาย ความอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ของเขา ยิ่งคิดยิ่งรับรู้ความรู้สึกลึกๆ ของตัวเอง ฉันก็ยิ่งเกลียดเขา เกลียดตัวเองมากขึ้นไปอีก… ฉันนั่งนิ่ง หันหน้าไปมองข้างทางผ่านกระจกรถยนต์ฝั่งตัวเองโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก ไม่อยากจะคิดเรื่องบ้าบอพวกนั้นอีกแล้ว ไม่อยากคิดเรื่องฟินิกซ์ แค่หาหลักฐานแล้วกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองแบบเดิม แบบที่ไม่มีเขา… “นี่มัน…” เมื่อรถยนต์แล่นไปบนถนนที่แสนคุ้นตา บ้านเรือนที่เงียบสงบ ผู้คนต่างออกมาทำงานและขายของที่ร้านค้า บรรยายเดิมๆ ที่ฉันไม่ได้เจอมานานจนไม่รู้ว่ามันผ่านมานานแค่ไหน “หึ อะไร” ฉันหันไปมองฟินิกซ์คิ้วขมวดมุ่นอีกครั้ง เขาเลิกคิ้วเข้มขึ้นและหัวเราะออกมาในลำคอแกร่ง ทำท่าทางเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าฉันสงสัยเขาอยู่ ให้ตายเถอะ “นายพาฉันมาที่นี่ทำไม นายต้องการอะไรกันแน่ฟินิกซ์” “ไม่ดีใจรึไงที่ได้กลับบ้านอีกครั้ง” นิ้วเรียวยาวของฟินิกซ์สัมผัสที่ผิวแก้มของฉันอย่างแผ่วเบา ฉันหันใบหน้าหนีและกัดริมฝีปากล่างเอาไว้แน่น จะว่าดีใจก็ดีอยู่หรอก แต่ฉันไม่คิดว่าฟินิกซ์จะใจดีพาฉันมาส่งได้ง่ายดายแบบนี้น่ะสิ เขต้องมีแผนหรือคิดจะทำอะไรให้ฉันต้องขุ่นเคืองอีกแน่… “นายคิดจะทำอะไร” “หึ อยู่เฉยๆ ฉันจะคุยกับน้าของเธอเอง” เสียงเข้มต่ำดูจริงจังมากขึ้น ฉันมองฟินิกซ์ที่มีสีหน้าเรียบนิ่งด้วยหัวใจที่กระตุกอย่างหวาดหวั่น เขาคิดจะทำอะไร ทำไมถึงต้องพาฉันมาหาน้าคริสติน่า ทั้งๆ ที่ฉันพยายามหนีกลับมาที่นี่แทบตาย แต่จู่ๆ เขาก็พาฉันมาโดยไม่ได้ร้องขอหรืออ้อนวอนอะไรด้วยซ้ำ ให้ตายสิ ไม่ว่าจะคิดในแง่ไหนมันก็ทำให้ฉันสงบใจไม่ได้เลย! เมื่อรถยนต์คันหรูมาจอดที่หน้าร้านดอกไม้ที่มีป้ายหน้าร้านว่า ‘For You’ มันก็ทำให้จิตใจของฉันกระสับกระส่ายไปหมด น้าคริสติน่าที่เพิ่งออกมายิ้มสดใสให้กับลูกค้าที่ถือช่อดอกไม้และแก้วกาแฟของทางร้านออกไปหันมามองที่รถยนต์ราคาแพงของฟินิกซ์อย่างสงสัย ฉันเม้มริมฝีปากเอาไว้แน่น และหันไปมองฟินิกซ์ที่ไม่ได้มีท่าทีอะไรนอกจากทำตัวตามปกติ ออกจะดูจริงจังและนิ่งมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เขาคิดจะทำอะไรกับฉันอีก นั่งคิดจนมาถึงที่บ้านฉันก็คิดไม่ออกเลยสักนิดเดียว! “ลงมาสิเมเบล เธอต้องมากับฉัน” ฟินิกซ์ที่ลงจากรถยนต์ยืนมองฉันที่เอาแต่นั่งนิ่งไม่ขยับตัวลงจากรถตามเขาอยู่นานหลายนาที “แต่ฉัน…” “ถ้าไม่อยากให้น้าและบ้านของเธอเป็นอะไร ก็ลงมา และทำตัวดีๆ ตามที่ฉันบอก” ฉันเบิกตาโพรงมองหน้าฟินิกซ์ด้วยความตื่นตกใจ นี่เขาเอาน้าคริสติน่าและบ้านของท่านมาขู่ฉันงั้นเหรอ! เลวที่สุด!! “ฉันเกลียดนายฟินิกซ์ เกลียด…” ฉันพึมพำก่นด่าฟินิกซ์เบาๆ และขยับตัวลงมายืนข้างรถยนต์ราคาแพงที่คนแถวนี้คงไม่มีใครใช้ขับออกมาซื้อดอกไม้หรือกาแฟแก้วหนึ่งแน่ๆ บ้าชะมัด “หึ ฉันรู้” “นี่นาย!” ฉันเม้มริมฝีปากเอาไว้ด้วยความรวดเร็วเมื่อฟินิกซ์โน้มลงมาจูบที่ริมฝีปากของฉันหนึ่งทีโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว เขาคิดจะทำอะไรกันแน่! “ดูหน้าร้านให้ดีนาธาน โทนี่” “ครับ” ฟินิกซ์ทำตัวไม่สะทกสะท้านและเดินไปออกคำสั่งกับลูกน้องทั้งสองคนของเขาด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแทน ฉันพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดและขุ่นเคืองอีกครั้ง จากนั้นก็ต้องเดินตามเขาไปที่หน้าร้านเมื่อฟินิกซ์ส่งสายตาคมดุดันมาให้อย่างบังคับ “เมเบล” “น้าคริสติน่า…” ฉันหันไปมองตามเสียงของน้าคริสติน่าที่เรียกอยู่ทางประตูเชื่อมร้านดอกไม้ไปที่ร้านกาแฟ รอยยิ้มใจดีที่มีให้ฉันเสมอทำให้ฉันต้องยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ จากนั้นก็เดินเข้าไปหาท่านที่มองสำรวจร่างกายฉันไปทั่วอย่างเป็นห่วง “เพื่อนหนูหายป่วยแล้วเหรอ แล้วนี่ทำไมไม่โทรกลับมาหาน้าบ้างเลย” ฉันยิ้มบางแล้วพาท่านไปนั่งที่เก้าอี้สีขาวที่อยู่ภายในร้านกาแฟ และเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีเด็กผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉันอีกสองคนคอยช่วยงานที่ร้านด้วย “เพื่อนเมเบลหายป่วยแล้วค่ะ ขอโทษนะคะที่หายไปนานทำให้นาคริสติน่าต้องเป็นห่วง แถมยังทำปล่อยร้าน…” “ไม่เป็นไรจ้ะ หนูออกไปใช้ชีวิตข้างนอกบ้างก็ดีเหมือนกันนะเมเบล แล้วนั่นใครน่ะ เพื่อนหนูเหรอ” น้าคริสติน่าลูบหัวฉันไปมาแผ่วเบาพร้อมกับยิ้มกว้างส่งมาให้อย่างใจดีเช่นเคย จากนั้นท่านก็หันไปมองฟินิกซ์ที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้านกาแฟหลังจากที่ฉันเห็นเขาเอาแต่เดินดูต้นไม้อยู่ภายในร้านดอกไม้ซึ่งอยู่ข้างๆ กัน “เขา…” “สวัสดีครับ ผมเป็นพี่ชายของเพื่อนเมเบล” ฉันหันขวับไปมองฟินิกซ์ด้วยความขุ่นเคืองทันที เขายกยิ้มเล็กน้อยส่งกลับไปให้น้าคริสติน่าที่หันมองฟินิกซ์พร้อมกับยิ้มกว้างอย่างเข้าใจ ให้ตายสิ เขาจะทำอะไรเนี่ย… “สวัสดีจ้ะ คงจะเป็นพี่ชายที่น่ารักมากแน่ๆ เลยนะเนี่ย” น้าคริสติน่าพูดชมฟินิกซ์ที่แกล้งทำตัวให้ดูน่าเชื่อถือ ฉันถึงกับต้องกัดริมฝีปากล่างเอาไว้แน่นอย่างหงุดหงิดกับท่าทางของเขา เหอะ “ผมอยากจะขอคุยกับคุณน้าเรื่องเมเบลหน่อยครับ” ฟินิกซ์มองฉันด้วยสายตาคมเรียบนิ่ง แล้วเขาก็หันไปพูดกับน้าคริสติน่าด้วยน้ำเสียงเข้มต่ำแต่ดูนุ่มนวลมากกว่าตอนที่พูดกับฉันมาก ฉันนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อ รู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่ฟินิกซ์จะคุยกับน้าคริสติน่าชะมัด อยากจะพูดแทรกแล้วไล่เขากลับไปแต่ฟินิกซ์ดันใช้เรื่องบ้านและร้านนี้มาขู่ฉันเนี่ยสิ บ้าจริง! “เรื่องอะไรเหรอจ้ะ” น้าคริสติน่าถามฟินิกซ์ด้วยความสงสัย แล้วหันมามองหน้าฉันกับเขาไปมาอีกครั้งจนฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองและทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที “ผมจะให้เมเบลไปช่วยงานและอยู่เป็นเพื่อนกับน้องสาวของผม… ที่ป่วยอยู่” ฟินิกซ์เน้นย้ำประโยคสุดท้ายแล้วหันมามองหน้าฉันด้วยสายตาดุดันที่ดูน่ากลัวมากกว่าเดิม หัวใจของฉันกระตุบวูบด้วยความหวาดหวั่นและหันหน้าหนีเขาไปมองอีกทางอย่างรวดเร็ว ฉันไม่คิดจะโกหกออกไปแบบนั้นสักหน่อย แต่ตอนนั้นฉันก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรไปบอกกับน้าคริสติน่าเหมือนกัน เลยจำเป็นต้องโกหกออกไปด้วยคำพูดนั้นแทน… “เรื่องนี้คุณคงต้องถามเจ้าตัวแล้วล่ะ หนูว่าไงเมเบล” “คือเมเบล…” ฉันอึกอักและพึมพำออกมาเพราะไม่รู้จะตอบว่าอะไร ถ้าปฏิเสธก็กลัวว่าฟินิกซ์อาจจะทำอะไรกับบ้านและร้านของน้าคริสติน่าก็ได้ เรื่องแค่นี้มาเฟียอย่างเขาคงทำได้ไม่ยากหรอก… “เรื่องที่ร้านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ น้ามีคนคอยช่วยเยอะแยะไป น้าอยากให้เมเบลลองออกไปใช้ชีวิตที่หนูกับสิ่งที่หนูอยากทำนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นน้าก็ยังอยู่กับหนูตรงนี้เสมอจ้ะ” ฉันเม้มริมฝีปากเอาไว้แน่นเมื่อน้าคริสติน่าลูบหัวฉันไปมาอย่างเอ็นดูพร้อมกับยิ้มกว้างใจดีมาให้จนฉันต้องส่งยิ้มบางกลับไปทั้งๆ ที่ในหัวกำลังคิดเรื่องต่างๆ จนเริ่มจะปวดหัวขึ้นมาอยู่แล้ว “เมเบลคุยกับผมเรื่องนี้แล้วครับ เธอบอกว่าหากคุณน้าตกลง เมเบลก็จะไปกับผม” เสียงเข้มต่ำของฟินิกซ์ทำให้ฉันต้องหันขวับไปจ้องเขาด้วยสายตาโกรธเคืองทันที ให้ตายสิ! ฉันยังไม่ได้บอกอะไรกับเขาด้วยซ้ำ! “เมเบลหนูไม่ต้องขออนุญาตอะไรน้าหรอกนะจ้ะ ชีวิตเป็นของหนูนะเมเบล น้าก็เห็นหนูเหมือนลูกของน้าคนนึง” ฉันโผเข้ากอดน้าคริสติน่าที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมกับสูดหายใจเอาอากาสเข้าปอดเฮือกใหญ่อย่างตั้งสติ ร้านและบ้านหลังนี้เป็นสิ่งที่น้าคริสติน่าหวงและรักมาก ฉันจะไม่มีทางให้ฟินิกซ์หรือใครมาทำรายมันไปจากน้าคริสติน่าเด็ดขาด… “ค่ะ ขอบคุณมากนะคะน้าคริสติน่า” หลังจากที่นั่งคุยอะไรกับน้าคริสติน่าต่ออีกเกือบชั่วโมง ฟินิกซ์ก็บอกว่าต้องกลับไปประชุมและทำงานที่บ้านต่อ น้าคริสติน่าเลยฝากกระเช้าผลไม้และช่อดอกไม้เพื่อฝากให้เอาไปให้กับน้องสาวของฟินิกซ์ที่ป่วยอยู่ ฉันรับเอาไว้และทำได้เพียงพยักหน้าและส่งยิ้มบางอย่างฝืดเคืองไปให้ท่านแทน ฟินิกซ์มีน้องสาว… แต่เธอได้จากพวกเราไปแล้ว ไม่ได้ป่วยหรืออะไรทั้งนั้น มันเป็นแค่คำโกหกของฉันซึ่งพูดออกไปโดยไม่ได้คิดให้ดีด้วยซ้ำ แย่ชะมัดเลย ขอโทษนะเฟรย่า “เฟรย่าคงดีใจที่ได้ผลไม้และดอกไม้ช่อใหญ่ขนาดนี้” “คือฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น… มันไม่ได้หมายความแบบนั้น ฉัน…” ฉันที่นั่งอยู่บนรถยนต์คันหรูของฟินิกซ์หันไปมองเขาที่ขึ้นมานั่งข้างฉันด้วยท่าทางที่ดูดุดันและมีสีหน้าเรียบนิ่งมากกว่าเดิมอย่างทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเล็กน้อย ความโกรธและความขุ่นมัวในใจจากการที่ฉันไปยกเอาเรื่องน้องสาวของฟินิกซ์มาโกหกมันทำให้ฉันต้องกัดริมฝีปากล่างของตัวเองเอาไว้แน่นจนเจ็บไปหมด “หยุดพูดได้แล้วเมเบล” ฉันสะดุ้งทันทีที่ฟินิกซ์หันมาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงเข้มต่ำพร้อมกับขยับตัวเข้ามานั่งใกล้ฉันมากขึ้น “แต่ว่าฉันไม่ได้หมายความ…” หมับ! “หรือต้องให้ฉันใช้ปากปิดปากเธอแทน เมเบล” ฉันเม้มริมฝีปากของตัวเองเอาไว้ด้วยความรวดเร็วเมื่อมือใหญ่จับมาปลายคางของฉันแล้วบังคับให้เงยหน้าขึ้นไปสบสายตาคมดุดันเจ้าเล่ห์ของฟินิกซ์โดยไม่ทันได้ตั้งตัว บ้าชะมัด! “คุณฟินิกซ์ครับ” เสียงนาธานที่เพิ่งเข้ามานั่งฝั่งข้างคนขับ และให้โทนี่ขับแทนดังขึ้น ฟินิกซ์ปล่อยมือใหญ่ออกจากปลายคางของฉันแล้วหันกลับไปนั่งนิ่งๆ ตามเดิม “ว่าไง” “จะไปที่นั่นเลยมั้ยครับ” “เออ ไปที่นั่นก่อน” ฉันขมวดคิ้วมุ่นแล้วหันกลับไปมองฟินิกซ์อีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ ไปที่นั่น… แล้วที่นั่นมันคือที่ไหนกันไม่ทราบ นี่เขายังไม่พาฉันกลับอีกหรือไง คิดจะลากฉันไปที่ไหนอีกเนี่ย!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD