ทำ MOU 2/2

1560 Words
ผมพยักหน้าอย่างขอไปทีแต่จริงๆใจโคตรฟู ส่วนไอ้พี่หมอเขตก็เอาแต่ยิ้มแล้วขยี้หัวผมจนมันยุ่งพันกันไปหมด หลังจากนั้นร่างสูงก็ผละออกไปยกสำรับออกไปวางที่โต๊ะกินข้าว โดยมีผมที่ยืนดูเขาหยิบจับทุกอย่างอย่างใส่ใจ เขาทำอาหารสามอย่างแบบง่ายๆ แต่ก็ดูน่าทานมาก หลังจากนั้นพวกเราก็ไปนั่งทานอาหาร พอตักข้าวเข้าปากไปได้ครึ่งท้องผมก็วางช้อนแล้วจ้องหน้าเขานิ่ง "ทำไมไม่ทานต่อ อาหารไม่ถูกปาก!?" คนถามเลิกคิ้วสงสัย ไม่ถุูกปากห่าอะไร กูพร่องไปครึ่งจานแล้วครับ... "เราต้องทำความตกลงกันก่อน แล้วค่อยกินต่อ" ผมทำสีหน้าจริงจังจนไอ้หมอเขตกลั้นยิ้ม ร่างสูงจึงพิงพนักเก้าอี้แล้วกอดอกจ้องผม ท่าทางของมันราวกับผู้ใหญ่กำลังจ้องมองเด็ก คิ้วเข้มกระตุกเบาๆเห็นแล้วหมั่นไส้ความหล่อของมันชะมัด! "ว่ามา" "อย่างแรกต้องคุยกันก่อนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา" "แฟน สั้นๆกะทัดรัดเข้าใจง่ายเพราะถึงยังไงนายต้องรับผิดชอบฉันไง" "เดี๋ยวนะ! กูไหมควรต้องพูดแบบนั้น" โธ่ชีวิต! ผมคนเสียหายนะครับ แต่ดูท่าคนตัวโตกว่าจะไม่ยอมแพ้เอาแต่ส่ายหน้าไปมาแล้วทำหน้าเครียด "บอกแล้วไง ว่าไม่ชอบความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย ฉันจริงจัง" คนพูดทำสีหน้าจริงจังไม่มีแววตาของการล้อเล่น จนผมเผลอกัดปากตัวเองเอาไว้ มันหมายความว่ายังไงจะให้คบกันเป็นแฟนจริงๆเลยเหรอ เร็วไปไหม? "เรายังไม่รู้จักกันสักหน่อย นิสัยเป็นยังไงก็ไม่รู้ มึงเป็นใครกูก็ยังไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับมึงเลย เอาจริงแค่ชื่อยังจำไม่ได้ เพราะงั้นอย่ารวบหัวรวบหางกันแบบนี้สิวะ" "อยากรู้จักก็พร้อมที่จะบอกทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่มีปิดบังว่าแต่นายอยากจะรู้จักฉันหรือเปล่า" พอเป็นฝ่ายถูกถามกลับผมก็นิ่งคิดเหลือบสายตามองคนที่พูดด้วยอย่างกระอักกระอ่วน "เป็นแค่เพื่อนนอนก่อนไหม เออ..คืองี้ มึงก็ให้เวลากูบ้างเถอะ ถ้าเราไปกันได้ดีค่อยมาพิจารณากันใหม่ ถือว่าเรียนรู้นิสัยใจคอกันไปด้วย หรือมึงว่าไง" ผมเลยลองโยนหินถามทาง อย่างน้อยก็น่าจะได้รู้จักกันมากกว่านี้ค่อยมาใช้คำว่า แฟน แต่มันก็ห่างไกลมากนะกับคำๆนี้ที่ผมไม่เคยใช้กับใครมาก่อนเลยในชีวิต ยกเว้นพี่มาตาที่ผมแอบชอบที่อยากจะให้มาเป็นแม่ของลูก "ก็ได้ ลองดูกันก่อนสักระยะ อย่างน้อยฉันก็สามารถมีอะไรกับนายต่อได้" คนตัวโตยอมตกลง ผมก็โล่งใจ "สรุปจะมีความสัมพันธ์แบบ Friend with benefits?" ผมถามยืนยันไปอีกครั้ง "จะว่าอย่างนั้นก็ได้ นายต้องการแบบไหนก็เอาแบบนั้นแหละ" "อืมมมม แล้วเราจะเจอกันยังไง แบบไหน แล้วลิมิตแค่ไหน" อย่างน้อยต้องพูดคุยเพื่อให้เข้าใจขอบเขตของกันและกัน และจะได้ไม่ล้ำเส้นกันด้วย "เรื่องเจอกันฉันไม่ติด เราเจอกันทุกวันเลยไหม สามเวลาหลังอาหารก็น่าจะดี" "จะเอาอย่างเดียวว่างั้น การงานไม่ทำหรือไงสัส! อาทิตย์ละครั้งพอ" อดด่าไม่ได้ ผมอยากจะซัดหน้าที่มันลอยมาใกล้ๆสักหมัด แม่งกวนตีนดีชิบหาย "อาทิตย์ละสามครั้ง" มันยังจะมาต่อรองอีก เฮ้อ! ถามว่าชอบเซ็กส์มันไหมก็ชอบนะ ติดใจเลยล่ะ แต่ก็อยากจะลองไปต่อกับคนอื่นบ้างไม่ได้หรือไง "เออ ก็ได้แต่หากติดธุระจำเป็นก็ให้บอกกันได้ ที่สำคัญเลยคือ ห้ามหึง ห้ามหวง ถ้าสรุปสุดท้ายแล้วเราไปกันไม่รอดหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจอคนใหม่ถูกใจกว่า ก็ตัองยอมปล่อยให้อีกคนเป็นอิสระ ตกลงไหม" "ไม่ตกลง" "อ้าว! ได้ไงแล้วอย่างนั้นมันจะเป็นสัมพันธ์แบบ FWB ยังไงวะ" "ก็เคยบอกไปแล้วไงว่าถ้าฉันมีใคร ฉันก็จะมองแค่เขา กับคนอื่นฉันไม่ไปยุ่งอยู่แล้ว เพราะงั้นระหว่างนี้ห้ามมีอะไรกับคนอื่นได้ไหม" คำตอบนั้นทำให้ผมขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเรียวยาวทอดมองใบหน้าคนถามระหว่างกำลังครุ่นคิด ไอ้ห่า! กูเพิ่งจะวางแผนว่าพอหายดีแล้วจะลองไปซั่มกับสาวสวยสักคน มาดับฝันกูซะงั้น... "ไม่ได้! เรายังไม่ได้เป็นแฟนกันสักหน่อยเผื่อกูไปเจอใครที่ถูกใจกว่าทำไงล่ะ เอาเป็นว่าพวกเราจะมีความสัมพันธ์กันแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่ามึงหรือว่ากูจะเบื่อ ตกลงไหม" ผมก็ยังยืนยันว่าผมอยากจะไปลองมีเซ็กส์กับคนอื่นดูสักครั้ง เพื่อพิสูจน์ร่างกายตัวเองว่ามันกลับมาปกติเหมือนเดิมหรือยัง "โอเค เมื่อนายตัดสินใจแบบนั้นก็แล้วแต่นายเลยล่ะกัน ทำอะไรก็ป้องกันด้วยล่ะ แต่สำหรับฉันคงไม่คิดที่จะมีคนอื่น" พอได้ยินคำพูดเหมือนตัดพ้อแล้วก็รู้สึกใจหวิวๆชอบกล เห็นเขานั่งเขี่ยอาหารไปเรื่อยเหมือนกลืนไม่ลง ก็พลอยทำให้รู้สึกผิดยังไงไม่รู้ว่ะ "มึงโอเคไหมล่ะ" "ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร" ได้ยินคำตอบออกมาแบบนนั้น ผมก็รู้สึกเบาใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้เป็นคนเรื่องมากอะไร ผมคงคิดไปเองละมั่ง "โอเคก็ตามนั้น แล้วก็เอาเบอร์มา...ไม่สิ เอาโทรศัพท์มึงมาดีกว่า" เพราะนึกเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าโทรศัพท์ไม่ได้อยู่กับตัวเอง ผมไม่ได้สังเกตมานานแล้วว่ามันอยู่ที่ไหน สงสัยน่าจะอยู่บนรถ อีกฝ่ายก็เลยเดินไปหยิบของตัวเองมาให้ พอผมรับมาก็กดยิกๆแล้วก็ส่งเบอร์ตัวเองเข้าไปในเครื่องก่อนจะคืนให้เจ้าของ หลังจากนั้นผมก็นั่งตักข้าวเข้าปากจนแก้มพองแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ส่วนคนตรงหน้าก็เอาแต่เขี่ยๆแล้วนั่งมองผมกินนิ่งๆ นานๆครั้งจะขยับข้อมือยื่นมาเช็ดมุมปากให้ แค่สัมผัสแผ่วเบากับท่าทีอ่อนโยนก็ทำผมใจแกว่ง เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาอยู่แล้ว "สรุปว่าจะไปส่งกูตอนไหน" ผมเอ่ยถามขึ้นเมื่อคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามวางช้อนและหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม "กินเสร็จเดี๋ยวจะไปส่ง" "อืม" "รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไหม ฉันจะเตรียมยาให้เผื่อเอาไว้ เพราะช่วงบ่ายฉันต้องเข้าไปทำงานที่โรงพยาบาล ว่าแต่นายอยู่ได้ใช่ไหม" "เหอะ.. อย่ามาแกล้งทำเป็นห่วงกันไปหน่อยเลยทีคราวก่อนยังทิ้งกูไว้ไม่สนใจ เรื่องคืนนั้นกูยังไม่คิดบัญชีเลยนะ" มีหลายอย่างที่อยากจะถามอีกมาก แต่คงไม่ใช่ตอนนี้ เพราะแค่นั่งกินข้าวหนังตาก็ยังจะปิดลงมาอยู่รอมร่อ คำตอบที่ได้จากคนตรงหน้าคือความเงียบอีกตามเคย ไว้ค่อยมาเค้นคอกันอีกที เรายังมีเวลาเจอกันอีกถมถืด พอกินเสร็จผมตั้งท่าจะลุกขึ้นแต่เพราะการขยับตัวที่เร็วเกินไปจึงทำให้ต้องอุทานเสียงเบาแล้วนั่งลงบนเก้าอี้เหมือนเดิม "โอเคหรือเปล่า" เขารีบขยับมาใกล้ด้วยสีหน้าเป็นห่วงแต่อันนี้น่าจะห่วงจริงๆดูจากสีหน้าแล้วเหมือนจะเจ็บแทนด้วยซ้ำ "ไม่เป็นไร กูแค่ลุกเร็วไปหน่อยมันเลยหน้ามืด" อันที่จริงก็ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดกระบอกตา และปวดเมื่อยไปตามตัวนั่นแหละแต่กินยานอนสักหน่อยอาการก็น่าจะดีขึ้น "ไหวแน่นะ" ผมพยักหน้า ไม่ไหวก็ต้องไหว จะมาอ่อนปวกเปียกเป็นผู้หญิงเสียซิงก็ไม่ได้ เสียชื่อเข็มทิศพี่ว๊ากปีสามลูกพ่อโรมหมด แต่พอจะลุกอีกรอบเขาก็เข้ามาช้อนอุ้มไม่ยอมให้เดิน "กูจะเก็บจานช่วยมึงก่อน" แม่เวย์สอนเสมออย่าเอาเปรียบใคร เขาอุตส่าห์ทำอาหารให้ทานผมก็ควรจะเก็บจานไปล้างไหม "ไปส่งนายก่อน เดี๋ยวฉันกลับมาจัดการเอง" "ได้ไง กูเป็นคนกินก็ต้องเก็บสิ" แต่สุดท้ายก็ไม่อาจขัดขืน เมื่อคนตัวโตไม่สนใจในสิ่งที่ผมพูดสักนิด เขาอุ้มผมพาดบ่าเดินไปยังประตูเตรียมจะพาออกไปนอกห้อง "เฮ้ย! รองเท้ากูละวะ" "เอาไว้นี่แหละ เดี๋ยวค่อยมาเอา" "เดี๋ยวค่อยมาเอาได้ไง กว่าจะได้จะ..เจอ อะ อ้าว เฮ้ย!" ผมยังพูดไม่จบประโยคเลยด้วยซ้ำ พอเขาเปิดประตูเดินออกมาเท่านั้น ก็ต้องชะงัก ก็นี่มัน เฮ้ย! นี่มันคอนโดกู และไอ้เลขห้องที่อยู่ข้างๆกันมันก็ห้องกูนี่หว่า ไอ้ห่าเอ้ย!​
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD