(ดอกวิสทีเรีย - เชื่อกันว่าดอกไม้ชนิดนี้สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ ดอกวิสทีเรียหมายถึงการอวยพรให้คนผู้นั้นมีชีวิตที่ยืนยาว ไม่เจ็บไม่ป่วย)
“ผมอยากให้คุณมีชีวิตอยู่เคียงข้างกับผมไปนานๆ”
[PUNDAO’S PART]
3 วันต่อมา...
“...อือ...” ฉันนั่งบิดไปมาตัวอย่างทุกข์ทรมานอยู่บนโต๊ะภายในห้องเรียนพร้อมกับภาวนาให้หมดเวลาสักที ฉันเปิดกระเป๋าของตัวเองเพื่อหายาธาตุน้ำขาวซึ่งปกติฉันจะพกมันติดตัวตลอด แต่วันนี้กลับลืมเอามันมาซะได้
“วันนี้พอแค่นี้ค่ะ”
“ฟู่!!!” ฉันรีบเก็บของใส่กระเป๋าเป้ของตัวเองทันที ก่อนจะพยายามพาตัวเองเดินออกมาด้านนอกห้อง ฉันไม่ได้ปวดท้องแบบนี้มาสักพักแล้ว แต่วันนี้ฉันลืมกินข้าวกลางวันเพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับงานเสริมที่พึ่งรับมาทำ ฉันเป็นนักออกแบบฟรีแลนด์น่ะฉันสามารถออกแบบได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นแผ่นโฆษณา ลายเสื้อ โลโก้สินค้า ตัวอักษรและอื่นๆอีกมากมาย และเนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของฉันเป็นคนไทย ยังดีที่การสื่อสารสมัยนี้พัฒนาไปไกลมากไม่ว่าฉันจะอยู่ส่วนไหนของโลกฉันก็สามารถทำงานได้
“พักก่อนแล้วกัน” ฉันนั่งงอตัวลงกับเก้าอี้หินอ่อนซึ่งอยู่ภายในสวนสาธารณะที่ฉันเดินผ่านทุกวัน พร้อมกับกดหน้าท้องของตัวเองไปด้วยถึงมันจะไม่ใช่วิธีที่ถูก แต่ฉันก็หวังว่ามันจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้กับฉันได้บ้าง
“อื้อ”
~ครืนนนนนนนนน~ ~ครืนนนนนนนน~
ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากระโปรง ก่อนจะกดรับทันทีที่เห็นว่าปลายสายที่โทรเข้ามาคือใคร ‘ฉันสายไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วเหรอเนี่ย’ งั้นก็ไม่แปลที่เขาจะโทรหาฉัน ฉันกับดันเราเจอกันทุกวันถึงเขาจะพูดกับฉันเยอะขึ้นแต่ก็ยังคงนับคำได้อยู่ดี ซึ่งฉันก็ถือว่ามันเป็นสัญญาณที่ดีอะนะ ‘อะ เอ่อฉันหมายถึงสัญญาณเพื่อนน่ะ’ ฉันเถียงกับตัวเองอยู่ภายในใจ
“ฮะ ฮัลโหล” ฉันพยายามทำเสียงของตัวเองให้เป็นปกติที่สุดพร้อมกับลุกขึ้นเดินต่ออีกไม่ไกลก็ถึงจุดที่เรานัดกันแล้ว
(เป็นอะไรรึป่าว) ปลายสายเอ่ยถามฉันเสียงเรียบแต่ด้วยน้ำเสียงของเขาก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“มีเรื่อง อื้อ”
(อยู่ที่ไหน)
“หลังนาย” ฉันเอ่ยบอกกับเขาออกไปทันทีเพราะฉันเองก็ทนไม่ไหวแล้ว ถ้าฉันไม่ขอความช่วยเหลือจากเขาฉันไม่รอดแน่ ‘ฮือออ ฉันจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ไม่ได้แฟนสักคนฉันยังไม่มีเลย ฉันจะจากไปอย่างอาภัพรักแบบนี้ไม่ได้’
“ฮืออออ ดันฉันปวดท้อง” ฉันพูดขึ้นก่อนจะย่อตัวนั่งลงกอดเข่าของตัวเองเอาไว้ ฉันไม่น่าลืมกินข้าวเลยไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่ต้องมาทรมานขนาดนี้หรอก
“ดาว” ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียงเรียกก่อนจะเห็นร่างสูงที่ฉันคุ้นเคยรีบวิ่งเข้ามาหาฉัน พร้อมกับย่อตัวนั่งลงตรงหน้าของฉัน มือหนาเอื้อมมาจับแขนเรียวของฉันไว้อย่างหลวมๆ ถึงใบหน้าหล่อเหลาจะไม่แสดงอะไรออกมาก็ตาม
“ดัน”
“หน้าซีดมากเลย”
“พาดาวไปที่หอหน่อยสิ ยาอยู่ที่ห้อง” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าเสียงอ่อนพร้อมกับอ้ามือรอขึ้นหลังเขา ร่างสูงตรงหน้าก็ดูเหมือนจะเข้าใจแต่เขาก็ไม่ยอมหันหลังให้ฉันสักที
“ไปโรงพยาบาล” ดันเอ่ยบอกกับฉันก่อนจะขยับเข้ามาอุ้มฉัน แต่...
“มะ ไม่เอาไปไม่ น้า...” ฉันดันอกเขาออกเบาๆ ก่อนจะบอกกับเขาอย่างอ้อนๆ ฉันกับโรงพยาบาลไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่น่ะ ทุกครั้งที่ฉันไปที่นั่นฉันจะโดนฉีดยาตลอดเลย และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ฉันไม่อยากไปโรงพยาบาล
“นะ ดัน ขี่หลังหน่อย”
“ถ้ากินยาไม่หาย จะพาไปหาหมอ”
“หายแน่นอน”
“...” ร่างสูงเอากระเป๋าเป้ของฉันไปถือไว้ก่อนจะหันหลังให้ฉัน ฉันจึงขึ้นไปบนหลังของเขาช้าๆ อย่างระมัดระวัง เนื่องจากวันนี้ฉันใส่กระโปรงจึงทำให้มันค่อนข้างจะทุลักทุเล
“มานี่” ดันหันกลับมามองฉันก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูงเกิน 185 เซนติเมตรของเขา พร้อมกับมือหนาประคองฉันให้ยืนขึ้นตามเขาฉันจึงจัดการกระโปรงของตัวเองให้เข้าที่ ก่อนที่ร่างสูงตรงหน้าจะทำสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะทำ
“หืม?” ดันอุ้มฉันไว้แนบอกก่อนจะพาฉันมายังอพาร์ทเมนท์ที่อยู่ไม่ไกล ระหว่างทางเราทั้งคู่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ความเงียบที่เกิดขึ้นมันทำให้ฉันได้ยินเสียงหัวใจของฉันเต้นได้อย่างชัดเจน ‘ไม่ใช่สิ นี่มันเสียงหัวใจของเขานี่’ ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองร่างสูงเล็กน้อยก่อนจะเอียงหูซบลงกับอกแกร่งของเขา
หัวใจของเขาเต้นเร็วมาก มันเร็วจนแทบจะระเบิดออกมาใส่หน้าฉันได้อยู่แล้ว ซึ่งมันไม่ต่างจากหัวใจดวงน้อยๆ ของฉันเลยสักนิด ฉันเอื้อมมือขึ้นมาวางลงที่อกข้างซ้ายของฉันเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองร่างสูงอีกครั้ง
“เป็นอะไรรึป่าว” เขาเอ่ยถามฉันขึ้นในขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปยังถนนเบื้องหน้า ขนาดมองมุมนี้เขายังหล่อเลยอะ พี่ชายคนนี้ไม่มีที่ติจริงๆ ไม่ว่าจะมองมุมไหนเขาก็หล่อไปหมดเลย
“ดาว”
“หืม? คุยกับดาวเหรอ” เสียงเรียกของเขาช่วยดึงสติของฉันให้กลับคือ ฉันจึงเอ่ยถามร่างสูงตรงหน้าออกไปด้วยความสงสัย เพราะฉันไม่ได้ฟังที่เขาพูดเลยฉันฟังเพียงแค่เสียงของหัวใจของเขาเท่านั้น
“ไปโรงพยาบาลเถอะ”
“มะ ไม่เอาดาวกินยานอนพักเดี๋ยวก็หาย ว่าแต่ดันไม่มีชุดอื่นแล้วหรือไงเห็นใส่ฮู้ดดำแบบนี้ทุกวันเลย” ฉันเอ่ยถามร่างสูงตรงหน้าออกไปด้วยความสงสัยพร้อมกับเงยหน้าขึ้นไปมองเขา ‘เพราะใส่แบบนี้ถึงมีแค่ฉันคนเดียวที่เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา และมันก็อันตรายต่อหัวใจฉันเหลือเกิน’
“และก็ชอบปิดหน้าปิดตาแบบนี้ด้วย ทำไมเหรอกลัวสาวๆเห็นแล้วจะอดใจไม่ไหวรึไง” ฉันเอ่ยถามร่างสูงตรงหน้าพร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้เขา
“ดาว”
“ขา”
“เปิดประตู” ฉันหันไปมองหน้าเขาก่อนจะหันไปมองตามสายตาของเขา และพบว่าเขาอุ้มฉันมาถึงประตูทางเข้าแล้ว
แอ๊ดดดดดด!!!
“ยาอยู่ตรงไหน” ร่างสูงวางฉันลงบนโซฟาอย่างเบามือก่อนที่เขาจะย่อตัวนั่งลงตรงหน้าของฉัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามฉันเสียงเรียบพร้อมกับมองมาที่ฉันอย่างรอคำตอบ
“ตรงนั้น” ฉันชี้ขวดยาธาตุน้ำขาวขวดใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของฉัน
“ทำไมถึงปวดท้อง” ร่างสูงเอ่ยถามฉันเสียงเรียบพร้อมกับไปยกเก้าอี้มานั่งลงตรงหน้าของฉัน ก่อนจะหยิบผ้าห่มผืนเล็กที่วางอยู่ข้างๆ เขาขึ้นมาคุมขาของฉันเอาไว้
“ดันจะดุดาวรึป่าว” ฉันนอนซบหน้าลงกับโซฟาก่อนจะถามร่างสูงตรงหน้าออกไปเสียงอ่อน พร้อมกับมือบางของฉันดึงแขนเสื้อของเขาไว้เบาๆ อย่างขอความเห็นใจ
“...” ร่างสูงตรงหน้ามองมาที่ฉันนิ่งๆ ก่อนจะพยักหน้าเพื่อรับปากกับฉัน
“ดาวเป็นโรคกระเพราะ เมื่อเช้ากินแซมวิชไป 1 ชิ้น และกลางวันก็ทำงานจนลืมกินข้าวก็เลยปวดท้อง แต่ว่ากินยาเดี๋ยวก็หายไม่ต้องไปหาหมอหรอกนะ”
“เป็นบ่อยเหรอ”
“ไม่บ่อยเท่าไหร่ช่วงนี้เครียดเรื่องงานด้วยน่ะ เป็นช่วงกอบโกยหาเงินไปกินขนม” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าออกไปพร้อมกับส่งยิ้มไปให้เขา
“อยากกินอะไรก็บอกจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก” ร่างสูงเอ่ยบอกกับฉันเสียงเรียบ พร้อมกับมองมาที่ฉันนิ่งๆ แต่ที่มันไม่เหมือนเดิมก็คือแววตาของคนตรงหน้าที่วันนี้มันดูเปลี่ยนไป
“จะเลี้ยงดาวเหรอ”
“อืม”
“ดาวกินเก่งนะดันจะเลี้ยงไหวแน่เหรอ” ฉันแกล้งถามร่างสูงตรงหน้าออกไป แต่คำตอบที่ได้กลับมาทำให้ฉันไปต่อไม่เป็นกันเลยทีเดียว
“ไหว” ถึงจะเป็นคำตอบสั่นๆ แต่คนที่พูดน้อยอย่างดันเลือกที่จะไม่พูดมันออกมาก็ได้นี่
“งั้นดาวอยากกินเค้กนมสด”
“รอให้หายก่อน รออยู่นี้นะ” ร่างสูงเอ่ยบอกกับฉันก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ไปไหน” ฉันดึงชายเสื้อเขาไว้เบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามเขาออกไปเสียงอ่อน
“ยังไม่ได้กินอะไรไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวดันลงไปซื้อมาให้” ร่างสูงหันมาบอกกับฉันก่อนที่มือหนาจะเอื้อมมากุมมือบางของฉันเอาไว้ เพียงสัมผัสที่แผ่วเบาของเขามันสามารถทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของฉันระเบิดออกมาได้แล้ว ‘ตาย ตาย ฉันต้องตายแน่เลย’
“แก้มแดง...”
“อะ เอ่อ ไม่มีอะไร ดาวหิวแล้ว” ฉันดันมือของเขาออกเบาๆ พร้อมกับบอกร่างสูงตรงหน้าออกไปอย่างลนๆ
“...” ร่างสูงจึงเดินออกไปอย่างว่าง่ายโดยที่ไม่มีคำถามอะไรอีก
“ผู้ชายอะไรดาเมจรุนแรงมากเลย นี่ก็เหมือนกันเต้นแรงขนาดนี้ไม่ไว้หน้าฉันเลยนะ” ฉันมองตามหลังร่างสูงที่เดินออกไปพร้อมกับบนพึมพำไปด้วย ก่อนจะลูบลงที่อกซ้ายของตัวเองเบาๆ
~ครืนนนนนนนนน~ ~ครืนนนนนนนน~
(ดาวถึงห้องรึยัง วันนี้ไม่เห็นส่งข้อความมาบอกเลย) ทันทีที่ฉันรับสายไอโกะก็เอ่ยถามฉันเป็นชุดเลย เธอคงเป็นห่วงฉันปกติทุกครั้งที่ฉันกลับถึงบ้านฉันจะส่งข้อความไปบอกกับพวกเธอตลอด แต่วันนี้ฉันดันลืมซะได้
“ดาวถึงบ้านแล้ว ขอโทษนะที่ไม่ได้บอก”
(ไม่เป็นไรถึงบ้านปลอดภัยก็ดีแล้ว)
(เสียงฟังดูไม่ดีเลยเป็นอะไรรึป่าว) เสียงของมายูเอ่ยถามฉันด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ปวดท้องนิดหน่อยน่ะ”
(ไม่กินข้าวอีกแล้วใช่ไหม พอพวกฉันไม่อยู่เธอก็จะไม่กินข้าวหรือไงพันดาว) เสียงมายูเอ็ดฉันเสียงดังมาแต่ไกลจนฉันต้องยกโทรศัพท์ออกจากหู ก่อนจะเอามันกลับเข้ามาแนบหูอีกครั้ง
มายูกับไอโกะไปหาข้อมูลเพื่อทำรายงานเมืองในประวัติศาสตร์ที่จังหวะนารา ตามแผนพวกเธอน่าจะไปอยู่ที่นั่นเกือบ 2 อาทิตย์เลยล่ะ
“ลืมนิดเดียวเอง”
(ลืม พันดาวเธอจะลืมอะไรก็ได้ แต่เธอจะลืมกินข้าวไม่ได้)
“ดาวผิดไปแล้วค่า” ฉันเอ่ยบอกกับปลายสายออกไปเสียงอ่อน ฉันรู้สึกผิดกับตัวเองจริงๆ นะที่ปล่อยให้ตัวเองต้องทรมานแบบนี้ ฉันควรจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้เพราะถึงยังไงก็ไม่มีใครดูแลฉันได้ดีไปกว่าตัวของฉันเอง
(แล้วนี่ดีขึ้นรึยัง ต้องไปหาหมอไหม) ไอโกะเอ่ยถามฉันด้วยความเป็นห่วง
“ดีขึ้นแล้ว เดี๋ยวดาวทานข้าว ทานยา และนอนพักเดี๋ยวก็หาย ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
(ไม่ให้ห่วงได้ไง หยุดทำงานและก็พักผ่อนมีอะไรโทรหาพวกฉันได้ตลอดเวลาเลยเข้าใจไหม) เสียงมายูพูดขึ้นด้วยอีกคน อย่างที่ฉันบอกถึงมายูจะชอบดุแต่เธอก็เป็นห่วงฉันที่สุดเหมือนกัน
“เข้าใจค่า”
หลังจากที่คุยกับเพื่อนเสร็จฉันจึงวางโทรศัพท์ของตัวเองลงบนโต๊ะต้องหน้า ก่อนจะของีบหลับสักหน่อยเพื่อเอาแรง ตอนนี้ท้องของฉันไม่ได้ปวดเท่ากับตอนแรกแล้วจึงทำให้ฉันเข้าสู่ห้วงนิทราได้อย่างง่ายดาย
“ดัน” ฉันงัวเงียตื่นขึ้นมาก่อนจะเห็นร่างสูงที่ฉันคุ้นเคยนั่งมองมาที่ฉันอยู่ก่อนแล้ว
“หืม”
“กลับมานานแล้วเหรอ” ฉันเอ่ยถามเขาออกไปก่อนจะขยับลุกนั่งบนโซฟาตัวเดิม
“พึ่งกลับมา อาการดีขึ้นบ้างไหม”
“ดีขึ้นแล้ว เดี๋ยวทานข้าว ทานยานอนพักอีกสักหน่อยก็ไม่เป็นอะไรแล้ว” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าออกไปด้วยน้ำเสียงสดใสพร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้กับเขา
“...” ดันหันไปมองยังบันไดเล็กๆ ก่อนที่คิ้วหนาจะขมวดเข้าหากัน
“อะไรเหรอ”
“มันอันตรายถ้าต้องขึ้นลงแบบนี้” ร่างสูงตรงหน้าตอบคำถามของฉันเสียงเรียบ พร้อมกับหันมามองที่ฉันนิ่งๆ
“ก็ที่อื่นไม่มีห้องว่างแล้วนี่นา และอีกอย่างดาวไม่อยากไปอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยด้วย”
“..”
“ไม่เป็นไรหรอกนะ แค่นี้สบายมากทำอะไรคนอย่างดาวไม่ได้หรอก ดูสิแข็งแรงขนาดนี้” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงตรงหน้าพร้อมกับเบ่งกล้ามแขนให้เขาดู
“หึ”
“ขำอะไร ไม่เห็นกล้ามแขนดาวรึไง”
“เห็นๆ”