ตอนที่1
หล่อดีจัง...
สายตาของฉันจ้องมองไปยังหน้าจอมือถือที่กำลังโชว์ภาพถ่ายของผู้ชายสวมใส่ชุดนักบิน บนใบหน้าของเขามีแว่นตากันแดดสีดำ แต่ไม่สามารถบดบังความหล่อเหลานั้นได้จนทะลุออกมาให้ฉันได้มอง
"มันควรไปเป็นนายแบบ"
ประโยคลอยมาจากคนข้างๆ ฉันเองก็คิดไม่ต่างจากแอ้ม ผู้ชายในรูปควรไปเป็นนายแบบหรือไม่ก็ดารา ไม่ใช่มานั่งเล่นเกมอยู่เฉยๆ คล้ายคนไม่มีอะไรทำอยู่ตอนนี้
ฉันเบนสายตามองไปยังคนที่อยู่ในภาพถ่าย เขานั่งอยู่ฝั่งซ้ายมือห่างจากฉันราวสามช่วงแขนเห็นจะได้ เขาคนนี้หล่อจริงไม่จกตา ไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์หรือแอปแต่งรูปใดๆ ทั้งสิ้น คล้ายกับว่าทั้งร่างกายตั้งแต่เส้นผมจรดปลายนิ้วเท้านั้นคือลูกรักพระเจ้า
"โอม" เสียงเรียกของฉันทำให้เขาละสายตาจากหน้าจอมือถือขึ้นมอง แต่นิ้วโป้งยังคงกดรัวๆ หน้าจอมือถืออย่างเมาส์มันขัดกับใบหน้านิ่งสนิทนั้นลิบลับ "แกจะปล่อยให้มันละลายทิ้งทำไม เสียดายของ"
"ถ้างั้นแกก็เอาไปกิน"
เขาผลักดันแก้วกาแฟคาปูชิโนที่ฟองนมยังอยู่ดีมาทางฉันแล้วสนใจเล่นเกมต่อ ก็ดี.. กำลังอยากได้คาเฟอีนอยู่พอดีเพราะฉันเลือกดื่มนมสดร้อนและมันไม่ได้ช่วยให้ตาตื่นสักนิด
"เมื่อไหร่ไอ้แจ็คจะมา นั่งรอจนรากจะงอกแล้วเนี่ย"
แอ้มบ่นพลางชะเง้อคอมองหาแจ็ค หนึ่งในเพื่อนที่นัดหมายให้มาเจอกันยังคาเฟ่สไตล์มินิมอลหลังมหาวิทยาลัย เนื่องด้วยวันนี้วันเสาร์ พวกเราจึงนัดกันไปซื้อตุ๊กตาที่จังหวัดราชบุรี หากถามว่าทำไมถึงต้องถ่อไปซื้อถึงที่โน้น ก็เพราะมาร์คเพื่อนชายอีกคนในกลุ่มเป็นเจ้าของโรงงานผลิตตุ๊กตาอยู่ที่นั่น และถ้าถามอีกว่าจะซื้อไปทำไม ก็เพราะยัยแอ้มดันเป็นคนสวยใจบุญ อยากนำตุ๊กตาไปแจกให้เด็กกำพร้ายังสถานสงเคราะห์เนื่องในวันเกิด เพื่อนๆ จึงต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อหวังบุญไปด้วย
“มันส่งข้อความมาให้ไปรับกลางทาง” โอมเอ่ยขึ้นแล้วยัดมือถือใส่กระเป๋ากางเกง
“เอ้า! แล้วทำไมเพิ่งมาบอกวะ ฉันจะโทรไปด่ามัน”
ยัยแอ้มกระฟัดกระเฟียดเดินออกจากร้านไปก่อน ฉันเลยต้องเป็นฝ่ายรวบเก็บขนมเค้กใส่ถุง แต่กลับมีคนมาแย่งฉันทำหน้าตาเฉย จะเป็นใครได้อีกนอกจากผู้ชายที่ฉันชมว่าหล่อในใจและยกกาแฟให้ฉันดื่ม ทว่าตอนนี้เขาแย่งแก้วจากมือฉันกลับไปแล้วล่ะ แถมยังดูดกาแฟต่อจากฉันหน้าตาเฉยด้วย
“รู้งี้ถุยน้ำลายใส่ลงไปก็ดี ยกให้แล้วก็ยังมาเอาคืน”
บ่นตามหลังเบาๆ เพราะบ่นเสียงดังไปโอมก็คงตีหน้าตายทำเป็นไม่ได้ยิน เขาเป็นประเภทไม่สนใจอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่สำลักสำคัญกับชีวิต ทำหน้าซังกะตายเบื่อโลกได้ทั้งวัน แต่ใช่ฉันจะเห็นว่าเขาทำหน้าแบบนั้นทั้งวันหรอกนะเพราะโอมกับแจ๊คเรียนคณะบริหาร ส่วนฉัน แอ้มและมาร์ค เรียนเชฟ ที่มาเป็นเพื่อนกันได้เพราะมาร์คกับโอมเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษา พวกเราเลยได้มารู้จักกันทั้งหมด
“ปุก คาดเข็มขัดด้วย” คนขับเอ่ยปากสั่งหลังจากเขาเคลื่อนตัวรถออกมาแล้วเสียงสัญญาณแจ้งเตือน
“อ่อ ลืมน่ะ โทษที”
“ลืมบ่อยๆ ก็ควรกินปลาเยอะๆ”
“เออ ลืมบ่อย แกก็แค่เตือน จะบังคับให้เรากินอะไรที่ไม่ชอบทำไม”
ใช่! ฉันไม่ชอบกินปลา ปลาเป็นสัตว์ที่นำมาทำอาหารได้แบบอร่อยเหาะและหลากหลายเมนู แต่เพราะฉันเคยถูกก้างปลาทิ่มคอตอนเด็กเลยขอบายแบบลาขาดกันทั้งชีวิต
“ใครมันจะมานั่งเตือนแกได้ทั้งวัน เป็นฝาแฝดอินจันรึไง” โอมบ่นอ้อมแอ้มดูไม่จริงจังนัก แต่ฉันก็จับน้ำเสียงของเขาได้ว่าไม่พอใจอยู่นิดๆ แต่ช่างเถอะ.. ฉันก็เป็นประเภทบ่นไปก็เท่านั้นเพราะหูฉันกลวงทะลุออกข้างซ้ายไปหมดแล้ว
พวกเราจอดรับแจ็คที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ นายนั่นนั่งกระดิกเท้ารอสบายใจอยู่ตรงจุดรับส่งผู้โดยสาร ฉันว่าแจ็คต้องถูกยัยแอ้มฟาดแหงๆ
“ไอ้แจ็ค! แกทำเพื่อนเสียเวลา”
นั่นไง รถยังไม่ทันจอดสนิทดีด้วยซ้ำ แอ้มก็เปิดกระจกตะโกนไปก่อนแล้ว
“โทษที พอดีต้องรอมาพร้อมแม่”
แจ็คขึ้นรถมาได้ก็เอี้ยวตัวหลบฝ่ามือของแอ้มยกใหญ่แล้วมาจบด้วยการโผล่พรวดลำตัวมาช่องตรงกลางทักทายฉัน “หวัดดีกระปุก ดีใจที่แกไม่ขี้วีนเหมือนแอ้มมัน เฮ้ย!”
จู่ๆ แจ็คก็ดึงตัวเองกลับคืนแล้วร้องเสียงหลง ฉันเลยต้องเอี้ยวตัวไปมองว่าเพื่อนเปิดศึกถึงขั้นไหน เฮ้อ! ก็ไม่ขั้นไหนหรอก ยัยแอ้มแค่ทึ้งเส้นผมสีบลอนด์ของแจ็คจนยุ่งเหยิงแค่นั้น
“เปิดเพลงกลบเสียงพวกมันหน่อย”
“ก็ดี”
ฉันหันกลับมารับมือถือจากโอมเพื่อเปิดเพลง แต่มันติดรหัส ฉันเลยต้องหันหน้าจอไปให้เขากดอีกรอบ
“8822”
“อย่าลืมไปเปลี่ยนล่ะกัน ระวังเราจะแอบเข้าไปโอนเงินในบัญชีของแกจนหมดเกลี้ยง”
“ทำได้ก็โอนไป”
“อย่าท้านะโอม เรายิ่งร้อนเงินอยู่”
“เปิดเพลงสักที”
ชิ! ไม่แน่จริงนี่ ตัดบทเปลี่ยนเรื่องเฉย ฉันเลยเลือกเพลงในลิสต์ที่เขาบันทึกเอาไว้ หืม! มีแต่เพลงรัก ไม่เหมาะกับหน้าตาสักนิด ฉันเลยจิ้มนิ้วเลือกเพลงลูกอมของวงวัชราวลีเพราะฉันก็ชอบเพลงนี้เหมือนกัน