บทนำ
“ปะป๊าขา...”
คำนี้วนเวียนอยู่ในหัวของขุนเขาจนเขาไม่สามารถสลัดทุกอย่างทิ้งไปได้ หลังจากพี่ชายบอกให้รับรู้ว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งเรียกขานพี่ชายด้วยสรรพนามนั้น ซ้ำยังเล่าต่ออีกว่ามีเด็กผู้หญิงอีกคนที่ ‘ชมพูสิริน’ กำลังอุ้ม เด็กผู้หญิงอีกคนที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายเขาเหลือเกิน
หัวใจที่เคยแข็งแกร่งจึงเต้นรัวไม่เป็นส่ำ เพียงเพราะนึกถึงค่ำคืนหนึ่งที่หญิงสาวเคยเอ่ยถาม เป็นคำถามที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเป็นจริงขึ้นมา และเป็นคำถามที่ทำให้เขารู้อย่างชัดเจนว่า...ตัวเองได้พลาดโอกาสสำคัญบางอย่างไปเสียแล้ว
‘ถ้าชมท้อง...พี่ขุนจะรับผิดชอบเด็กในท้องไหมคะ?’
‘ชมจะท้องได้ยังไง...ตอนนี้ก็กินยาคุมทุกวันไม่ใช่เหรอ?’
‘กินทุกวันค่ะ แต่ชมแค่ถามเผื่อไว้...’
‘อย่าคิดมากสิ ชมกินยาไม่เคยขาด คงไม่มีทางท้องได้หรอก’
เขาคนที่ไม่เคยเชื่อว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมาได้ก็เอ่ยตอบออกไปอย่างมั่นใจ ไม่ทันได้สังเกตเห็นว่าเธอมีสีหน้าอย่างไรยามที่เขาตอบคำถามนั้นด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ
“เป็นยังไงพี่ขุน ฟังแค่นี้ถึงกับเศร้าไปเลยเหรอ?” ภูผาหันมาถามพี่ชาย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบไปนับตั้งแต่พี่ชายคนโตของบ้านและปฐพีเดินออกไปนอกห้อง
เรื่องที่พสุธาบังเอิญเจอพิมพ์ธาราที่โรงพยาบาลในวันนี้ส่งผลให้คนที่เคยมีสัมพันธ์ลับกับหญิงสาวในบ้านถึงกับหน้าถอดสี ในเวลานี้หัวสมองถึงกับตีบตันจนไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรต่อไป เขาไม่เข้าใจว่าทำไมชมพูสิรินต้องทิ้งทุกอย่างเอาไว้ข้างหลังโดยไม่เอ่ยถามเขาอย่างจริงจัง ว่าเขายินดีมากน้อยแค่ไหนหากเธอท้องขึ้นมาจริงๆ
จากเด็กในบ้านที่อาสะใภ้รับอุปการะ สู่หญิงสาวผู้งามงดเกินกว่าเขาจะอดใจไหว แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่ได้คิดจะเกินเลยอะไร เพียงแต่ชอบหยอกล้อ ชอบหยอดตามประสาผู้ชายทั่วไปที่มีนิสัยช่างเจรจา
กระทั่งวันหนึ่งเมื่อเธอเรียนจบมหาวิทยาลัย เธอขอให้พวกเขาทั้งสี่พี่น้องมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก เขายังจำได้ดีว่าวันเดียวกันนั้นก็เป็นวันเกิดของเธอ หลังจากพี่น้องคนอื่นแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง หญิงสาวก็คว้าข้อมือเขาเอาไว้ เอ่ยทวงของขวัญวันเกิดเหมือนทุกปีที่ผ่านมา หากแต่ในปีนั้นเขาไม่ได้ซื้ออะไรไว้ให้ เมื่อเธอเคยเปรยว่าอยากไปเที่ยวภาคเหนือกับพี่ๆ ทุกคน
และทริปในครั้งนั้น...ก็เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างเขาและเธอ
คืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาวและขุนเขาที่โอบล้อม ชมพูสิรินเดินเข้ามาหยุดอยู่เคียงข้าง หลังจากเห็นว่าขุนเขานั่งดื่มไวน์แค่เพียงลำพัง แต่ก่อนที่เธอเดินขึ้นมาถึงจุดชมวิวตรงนี้ บังเอิญสวนกับภูผาและปฐพี จึงได้รับคำฝากฝังว่าให้ช่วยดูแลพี่ชายที่เอาแต่ดื่มโดยไม่พูดไม่จากับใคร
“เมื่อเย็นชมได้ยินพี่ดินแซวว่าพี่ขุนอกหัก” เธอพูดขึ้นมาลอยๆ พร้อมกับนั่งลงเคียงข้าง ห้อยปลายเท้าแกว่งไปมา เงยหน้ามองท้องฟ้ากว้างเบื้องหน้าแล้วคลี่ยิ้มน้อยๆ เธอชอบบรรยากาศอันสวยงามแบบนี้ที่สุด
ขุนเขาหันมามองอดีตเด็กหญิงผมเปียที่เคยวิ่งตามพวกเขาสี่พี่น้องเติบโตขึ้นจนเป็นสาวสวยสมวัย รอยยิ้มหวานละมุนของเธอคือความสดใสที่ทำให้คนมองทั้งหลายต่างก็หลงใหล เคยถามตัวเองหลายครั้งหลายหนว่าทำไมเขาถึงชอบมองรอยยิ้มของเธอนักหนา ทั้งที่ความจริงแล้วยังมีผู้หญิงอีกมากที่สวยและน่ารักว่าเธอให้เขาได้มอง
รู้ตัวอีกทีก็ไม่เคยละสายตาไปจากชมพูสิรินได้ เคยบอกตัวเองว่าควรจะหักห้ามใจให้มากกว่านี้ คำว่าเด็กในบ้านหรือเด็กที่โตมาด้วยกันเป็นเหมือนกำแพงที่เขาพยายามสร้างขึ้นให้สูงที่สุดเพื่อป้องกันตัวเอง แต่สุดท้าย...ความสดใสของรอยยิ้มที่เธอมีให้เสมอมาก็ทำให้กำแพงหัวใจที่ว่าพังทลายลงจนแทบไม่มีเหลือ
เธอในวัยยี่สิบปีบริบูรณ์เป็นช่วงอายุที่เขามองได้ไม่มีเบื่อ จวบจนถึงวันนี้ที่ชมพูสิรินมีอายุเกือบจะยี่สิบสี่ปีเต็มแล้ว เขาก็ยังรู้สึกว่าสายตาและรอยยิ้มของเธอนั้นยังตรึงความรู้สึกภายในเอาไว้ไม่เคยหายไปไหน ซ้ำยังเพิ่มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ภาพในหัวของเขาจึงมีแต่เธอ มีเยอะจนทำให้สัมพันธ์กับหญิงสาวหลายคนที่ผ่านมาต้องพังลงไม่เป็นท่า เพียงเพราะเหตุผลที่ว่าเธอเหล่านั้นไม่มีใครเหมือนชมพูสิริน
“เงียบแบบนี้แปลว่าอกหักจริงๆ ใช่ไหมคะ?” เสียงของเธอเรียกให้เขาตื่นจากภวังค์
“ไปกันไม่ได้ก็ต้องจบความสัมพันธ์ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของหนุ่มสาวที่เดินร่วมทางกันต่อไม่ได้” เขาบอกพลางยกแก้วไวน์ขึ้นมาละเลียด “คุยกันไม่เข้าใจ ปรับตัวไม่ได้ จบกันไปสักทีก็ดีเหมือนกัน”
“พูดแบบนี้แปลว่ามีคนที่สนใจคนใหม่แล้วหรือเปล่า?” หญิงสาวแกล้งถามทีเล่นทีจริง เพราะหลายปีมานี้เธอไม่เคยเห็นเขาเสียใจเมื่อต้องห่างจากใคร ตรงกันข้าม...กลับเริ่มต้นใหม่ได้ไวจนน่าใจหายเสียด้วยซ้ำ
“มี...แต่ไม่น่าไปยุ่งด้วยสักเท่าไหร่ กลัวว่าหัวจะแตก...ถ้าหากล้ำเส้นเข้าไปมากกว่าที่เป็นอยู่”
หรือไม่...ก็อาจจะถูกรุมกระทืบปางตาย จากบรรดาพี่ชายสุดที่รัก!
“ใครคือผู้หญิงโชคร้ายคนนั้นกันคะ?” คนถามหัวเราะเสียงใส วูบหนึ่งในแววตาสั่นไหวแต่พยายามปรับทุกอย่างให้เป็นปกติเมื่อหันมาสบตากับเขา
“ทำไมถึงคิดว่าเป็นโชคร้าย?”
“ก็พี่ขุนคบสาวไม่ซ้ำหน้า สี่ปีมานี้คบเกินสิบคนแล้วมั้งคะ ชมไม่เคยเห็นพี่ขุนจริงจังกับใคร” เธอยกความจริงขึ้นมาพูด นึกย้อนไปถึงความเจ้าชู้ของเขาแล้วหัวใจก็เจ็บแปลบ แต่เพียงครู่เดียวก็แสร้งปั้นหน้ายิ้ม ไม่อยากให้เขาสงสัยว่าเธอคิดอะไรไปไกล และไม่อยากให้เขาสงสัยว่าเพราะเหตุใดเธอจึงเดินขึ้นมาหาเขาในยามวิกาลเช่นนี้
“ก็เลยคิดว่าพี่ไม่รู้สึกอะไรงั้นเหรอ?”
“คงงั้นมั้งคะ” ชมพูสิรินยิ้มรับ แต่เป็นยิ้มที่ซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้อย่างสาหัส
“ทำไมถึงไม่คิดบ้าง ว่าพี่อาจจะอยากได้ผู้หญิงที่เป็นเหมือนใครสักคนที่พี่ชอบ”
“ไม่มีใครแทนใครได้ พี่ขุนไม่รู้หรือไง?”
“ใช่...รู้แล้วว่าไม่มี”
สายตาคมทอดมองคนหน้าหวานไม่วางตา หากเขาพูดความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจออกไป เธอจะรับได้ไหมที่คนอย่างเขารู้สึกเช่นนั้น เธอจะพยายามลืมได้ไหมว่าเขาเคยมีข้อบกพร่องอะไร และเธอจะรับได้ไหมหากจะต้องมีคนรักที่แก่กว่าตัวเองถึงสิบปีเต็ม
“คนที่พี่ขุนชอบเป็นใครหรือคะ ชมรู้จักเธอหรือเปล่า?” หญิงสาวเอ่ยทำลายความเงียบ แสร้งยิ้มหวานอีกครั้งเมื่อเขาหันมาสบตากับเธอด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง
“ชมรู้จักผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างดี”
“บอกได้ไหมว่าใคร?” แม้หัวใจจะสั่นไหวจนทำต้องกำหมดให้แน่นเพื่อเรียกสติของตัวเอง แต่ชมพูสิรินก็พยายามฝืน ไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอกำลังเจ็บ...เจ็บที่เขาพร้อมจะมีรักใหม่โดยไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตา
“อยากรู้เหรอ?” เขาแกล้งถาม ยกไวน์ขึ้นมากระดกทีเดียวหมดแก้ว “ถ้ารู้แล้วชมจะไปบอกเธอไหมว่าพี่ชอบ แถมยังชอบมาตั้งนาน นาน...จนกระทั่งเธอโตพอที่จะมีความรักได้”
“น่าอิจฉาผู้หญิงคนนั้นจังเลยนะคะ”
“อิจฉาเหรอ?” ขุนเขาถามย้ำ พยายามจับสังเกตท่าทางของเธออยู่ครู่ใหญ่ เมื่อพอจะเดาได้ว่าอะไรเป็นอะไรยามที่สบตากัน หัวใจของเขาก็เต้นรัวขึ้นมาราวกับหนุ่มน้อยวัยริรัก
“พี่ขุนเอาใจผู้หญิงเก่ง ใครบ้างจะไม่อยากได้ผู้ชายแบบนี้มาเป็นแฟน”
“แค่นั้น?”
“แค่นั้นก็มากพอแล้วที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรู้สึกอิจฉาได้"
“อย่าอิจฉาตัวเองเลยชม เพราะผู้หญิงคนที่ว่า...กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าพี่แล้ว”
ไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมา เมื่อขุนเขาคว้าตัวหญิงสาวมาใกล้ บรรจงประกบริมฝีปากลงไป พร้อมกับกระซิบเบาๆ ให้เธอฟังว่า...
“ลองคบกันไหมชมพู่?”