1
ผลการเรียนตรงหน้าทำให้แม่ของเขามองเขาด้วยสายตาหงุดหงิด เด็กชายไม่เข้าใจ เขาสอบได้ที่สี่ของห้อง ครูยังชมว่าคะแนนเขาดีขึ้นกว่าแต่เทอมที่แล้ว แล้วทำไมแม่ถึงได้ยังดูเหมือนไม่พอใจอีก หรือเขายังทำได้ไม่ดีพอ
“ได้ 82.2 เปอร์เซ็นต์”
เด็กชายอ้อมแอ้มบอก เผื่อว่าครูจะเขียนตัวเลขไม่ชัดบนสมุดรายงานผลการเรียนเขา “ดีกว่าเทอมก่อน 2 เปอร์เซ็นต์นะครับแม่”
แม่มองเขาแล้วก็นิ่วหน้า ก่อนจะพยักหน้าแล้วรับคำว่าอืมเบาๆในลำคอ ฉีกยิ้มให้เขาทีหนึ่ง เอื้อมมือมาลูบหัวเขาอีกทีหนึ่ง แต่แค่นี้ก็ทำให้เด็กชายรู้สึกหัวใจพองโต เขายิ้มกว้างรอคำชมเชยที่จะตามมา แต่มารดากลับแค่ลุกแล้วเดินไปหยิบหนังสือนิตยสารมาเปิดดู นิ้วที่กรีดเปิดหน้ากระดาษแรงๆ พอจะมองออกว่าเจ้าตัวอารมณ์ไม่ดีเพียงใด เขาหันไปมองตามก่อนจะก้มมองสมุดพกในมือ บางทีแม่อาจจะเหนื่อย เขารู้ว่าแม่เป็นคนเก่ง เขารู้ว่าว่าแม่ทำงานนอกบ้านด้วย เด็กชายลุกถือสมุดพกอย่างระมัดระวัง เดินกลับไปห้องนอนของตัวเอง บางที... พรุ่งนี้พอแม่หายเหนื่อย แม่อาจจะนึกได้ว่าต้องเขียนสมุดพกกลับไปให้คุณครูของเขา
เด็กชายเห็นรอยยับตรงมุมปกด้านบน เขาตกใจรีบเอานิ้วลูบอย่างทะนุถนอม เดี๋ยวรอให้พ่อเลิกงานกลับมา เขาจะอวดผลการเรียนที่ดีขึ้นให้พ่อดูอีกคน ตอนนั้น... แม่คงจะหายเหนื่อยแล้ว
เด็กชายเดินไปนั่งบนเตียงแล้วอย่างตื่นเต้น ตาจ้องนาฬิกาอย่างใจจดใจจ่อ กระทั่งได้ยินเสียงรถยนต์ที่คุ้นเคยของคนเป็นพ่อขับเข้ามา เขาก็กระโดดลงเตียง วิ่งไปหยิบสมุดพกอย่างดีอกดีใจ แล้วก็รีบออกจากห้องลงบันไดไปชั้นล่างด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
พ่อของเขาเพิ่งจะถอดรองเท้าเสร็จ นั่นอย่างไร... แม่รีบเดินออกมาหา คงจะรีบบอกพ่อเขาว่าวันนี้เขาทำดีแค่...
“รู้หรือยังว่าไตรสอบได้เปอร์เซ็นต์น้อยกว่าเป็นหนึ่งอีกแล้ว”
เท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปพาบุพการีทั้งสองชะงัก เด็กชายหยุดที่บันไดขั้นสุดท้าย ตามองมารดาที่ยืนกอดอกพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“อะไรของคุณอีกล่ะ ทำงานมาเหนื่อยๆยังไม่ทันได้กินน้ำสักอึก ก็เอาเรื่องไร้สาระมาใส่หัวผมอีกแล้ว”
“ก็เพราะคุณมันไม่ได้เรื่อง ลูกถึงได้เหมือนคุณ นี่ถ้าคุณหัวดีเท่าพี่ฤทธิ์ ตาไตรก็คงจะเรียนเก่งบ้าง นี่อะไร... ตาเป็นหนึ่งได้ตั้ง 98 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่บอกให้ตั้งใจเรียนแท้ๆ เอาแต่เล่นซน เมื่อไหร่จะเก่งเหมือนตาเป็นหนึ่งบ้าง ฉันจะส่งให้เรียนพิเศษเพิ่ม คุณว่าดีไหม”
“ผมบอกว่าไม่ดีได้เหรอ ตามใจคุณเถอะ อยากทำอะไรก็ทำเลย” คนเป็นสามีบอกเสียงเนือย เดินเข้าไปด้านใน ชุลีพรทำปากจิ๊จ๊ะไม่พอใจ เดินกระแทกเท้าตามเข้าไป เสียงบ่นยังดังมาเรื่อยๆ
“ถ้าเรียนดีเหมือนเป็นหนึ่งได้สักครึ่งก็คงดี อิจฉาพี่นิดจริงๆ บุญดีเหลือเกิน ผัวก็พึ่งได้ ลูกก็ได้ดังใจ ฉันมันทำบาปทำกรรมอะไรไว้นะ มีผัวผัวก็ไม่ได้เรื่อง ลูกก็ไม่ได้ราว สู้ลูกสู้ผัวคนอื่นไม่ได้เลย”
พ่อเขาไม่ได้เถียง แต่เสียงแม่ก็ยังดังมาเรื่อยๆ เด็กชายกำสมุดพกในมือแน่น ก่อนจะเปลี่ยนใจเดินกลับเข้าห้องแล้วปามันลงพื้นอย่างโมโห หายใจฟืดฟาดแรงๆ กัดปากแน่น เขายังเรียนไม่เก่งพอต้องเรียนให้เก่งกว่านี้อีก แม่จะได้พอใจ แล้วไม่อารมณ์เสียใส่พ่อ พ่อก็จะได้ไม่เดินหนีแม่ แล้วทั้งคู่ก็จะไม่ทะเลาะกัน เด็กชายสูดหายใจแรงจนอกขยับขึ้นลง มองสมุดพกที่ตัวเองปาลงพื้นแล้วก็ก้มมาหยิบมัน ปัดหน้าปกเบาๆ เอากลับไปสอดใส่กระเป๋านักเรียนตามเดิม
เป็นหนึ่ง... ญาติที่อายุเท่ากัน แต่ไหนแต่ไร โตมาเขาก็เห็นมันแล้ว โรงเรียนอนุบาลก็เข้าที่เดียวกัน โรงเรียนประถมก็เข้าโรงเรียนเดียวกัน แต่เรียนอยู่คนละห้อง ไตรฉัตรไม่ค่อยชอบเล่นกับหมอนี่เท่าไหร่ เพราะไม่ว่าจะชวนเล่นอะไร อีกฝ่ายจะเอาแต่ส่ายหน้าแล้วตอบแค่ว่า
‘ต้องอ่านหนังสือ’
จะขยันไปถึงไหนวะ... แค่นี้ก็เก่งฉิบหายแล้ว นึกในใจอย่างสงสัยปนหมั่นไส้
เขาชอบป้านิด เพราะป้านิดใจดี ยิ้มแย้มเสมอและมักชอบกอดเขาพลางหยิกแก้มเขาอย่างรักใคร่ แบบที่แม่ไม่เคยทำ ส่วนลุงบุญฤทธิ์เขาก็ชอบนะ อาจจะเพราะได้ยินแม่พูดกรอกหูมาตั้งแต่เด็กก็ได้ว่าลุงเป็นคนเก่ง เก่งกว่าพ่อเขาเยอะ ก็เหมือนที่เป็นหนึ่งเก่งกว่าเขานั่นแหละ
ตอนชั้นประถมปีที่สาม ไตรฉัตรอยู่ห้องเดียวกับญาติผู้พี่ แต่ไม่ได้นั่งติดกัน มีวันหนึ่งช่วงบ่าย เขาเท้าคางอย่างเบื่อหน่าย ที่นั่งของเขาอยู่ชิดหน้าต่างข้างหลังห้อง ส่วนหมอนั่นน่ะเหรอ ... โน้น โต๊ะหน้าสุดติดโต๊ะครู ตั้งหน้าตั้งตาฟังที่ครูสอนอย่างใจจดใจจ่อ ส่วนเขาหูฟังแต่สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง คิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อย กระทั่งมาสะดุดหูอีประโยคถัดมาจากปากของ มันเป็นคาบวิชาพระพุทธศาสนา ครูบอกว่าความอิจฉาริษยามันเป็นไฟทำให้คนที่คิดแบบนี้จิตใจร้อนรน
อิจฉาริษยาเหรอ... ไตรฉัตรเบี่ยงหน้ากลับมามองครูที่ศีรษะเถิกไปกว่าครึ่ง ซ้ำเวลาสอนยังสอนด้วยน้ำเสียงเนิบนาบชวนเบื่อหน่าย
‘มนุษย์ ล้วนมีความอิจฉาริษยา สะสมอยู่ในใจแต่จะน้อยหรือมากนั้น ขึ้นอยู่กับสติปัญญา สิ่งที่เป็นสัจธรรม ก็คือมนุษย์มีความอิจฉาริษยาทุกคน เมื่อแสดงออกบ่อย ๆ ก็เข้าข่ายเป็นนิสัยสันดาน อิจฉาเป็นความรู้สึกที่ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี กลัวดีเด่นเกินหน้า หรือเท่ากับตนจึงทนไม่ได้ ริษยา เป็นนิสัยที่เวลาเห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนไม่ได้ เกิดลักษณะ อาฆาต คิดแค้น เพราะไม่อยากให้ใครได้ดี และมักใช้คำสองคำนี้รวมกัน คือ อิจฉาริษยา’
ไตรฉัตรเคาะนิ้วกับโต๊ะ เขาไม่อยากเห็นเป็นหนึ่งได้คะแนนสอบดีๆ กลัวจะเก่งเกินหน้าเขาในสายตาของแม่และพ่อ... นี่คือความอิจฉาสินะ เขาโกรธหมอนั่นที่แม่มักจะชมอีกฝ่ายเสมอ เลยพลอยอยากทำให้แกล้งไม่พูด ไม่เล่นด้วยกับหมอนั่น ทั้งที่เคยเล่นด้วยกันมาตลอด มันก็คือความริษยาล่ะสิ
ใช่... เขาอิจฉาริษยาเป็นหนึ่ง แล้วยังไง... ใครใช้ให้มันเก่งไปทุกอย่าง ดีเลิศประเสริฐศรีในสายตาทุกคนล่ะ
แข่งอะไรกับหมอนี่ก็แพ้ไปทุกอย่าง... น่าโมโหชะมัด เด็กชายเดาะลิ้น หันหน้าไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ครูยังบรรยายต่อไปอีก แต่เขาไม่ได้สนใจฟัง ตั้งใจเรียนแค่ไหนก็ได้คะแนนน้อยกว่าหมอนั่นอยู่ดี ...
‘เป็นหนึ่ง เอารายงานไปส่งอาจารย์หรือยัง’
‘ยัง’
‘เอามาสิ เดี๋ยวเราเอาไปส่งให้นะ’
เด็กสาววัยสิบแปดที่ยืนยิ้มหวานอยู่หน้าปุริม หรือเป็นหนึ่ง ทำให้เด็กหนุ่มอีกคนที่กำลังเดาะลูกบาสเก็ตบอลอยู่ตรงสนามบาสหน้าอาคารหันไปมอง ใบหน้าเขาตอนนี้มีเหงื่อชุ่ม เนื้อนักเรียนเปียกแนบติดหลัง ผมด้านหน้าที่ยาวปรกคิ้วเปียกและเจ้าตัวก็เสยไปด้านหลังอย่างไม่แยแส เขามองแม่รองประธานนักเรียนหน้าตาน่ารักที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่หน้าญาติผู้พี่ของเขา ก่อนจะเหวี่ยงลูกบาสเก็ตบอลในมือลงห่วงบนแป้นแบบไม่ต้องหันไปมอง
ตึง
มันลงห่วงอย่างแม่นยำ... เด็กหนุ่มรู้ผลจากเสียงเฮของเพื่อนในร่วมทีม และเสียงกรี๊ดกร๊าดของสาวๆที่มานั่งดูเขาประจำ
อย่างว่า... เขามันหนุ่มเนื้อหอมประจำโรงเรียน
‘ไปไหนวะไตร’
เพื่อนตะโกนถามเมื่อเขาเดินออกจากสนามแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
‘แดกน้ำ’
เขาตอบอย่างหยาบคายแต่ไม่แยแส ไตรฉัตรจับคอเสื้อกระพือแรงๆไล่ความร้อน ตาจับจ้องที่เด็กนักเรียนคนละห้อง ผู้หญิงที่เขาไม่เคยเห็นว่ามีตัวตนมาก่อน กระทั่งสังเกตว่าระยะหลังๆ หล่อนมักป้วนเปี้ยนตอแยอยู่ข้างญาติผู้พี่ผู้แสนดีของเขาเสมอ
ยายคนนั้นกำลังเดินลัดสวนหย่อมไปส่งงานครูที่ห้องภาควิชาภาษาอังกฤษ เขาหรี่ตาแล้วก็ยิ้มร้าย เดินแกมวิ่งกระโดดข้ามระเบียงกะจังหวะให้แม่นยำและเหมาะเหม็ง
‘ว้าย’
เสียงอุทานของแม่รองประธานนักเรียนดัง ตอนที่เขาเหวี่ยงตัวเองข้ามระเบียงมาชนอีกฝ่าย หล่อนทำท่าจะถลาคะมำ ที่เขาต้องทำก็แค่...
‘โทษที... เรารีบไปหน่อย’
ไตรฉัตรรีบพูดเมื่อโน้มตัวคว้าเอวอีกฝ่ายได้แล้วดึงกลับเข้ามาหาตัวเอง สมุดรายงานในมืออีกฝ่ายตกกระจาย และสาวเจ้าก็เบิกตาโตอยู่ตรงหน้าเขาระยะประชิด ประชิดแค่ไหนก็แค่พอให้ได้กลิ่นโคโลญจน์ผสมเหงื่อจากตัวเขาบางๆ
‘มะ... ไม่เป็นไร’
แม่นักเรียนดีเด่นอีกคนของโรงเรียนตอบเสียงกระท่อนกระแท่น แว่นตาหล่อนเบี้ยวเฉ ไตรฉัตรปล่อยมือให้อีกฝ่ายยืน เขาก้มลงเก็บสมุดรายงานแล้วยื่นให้พร้อมกับยิ้ม
‘ขอบใจ’
‘อื้อ ไม่เป็นไร เราผิดเองที่ชน...’ แม่นี่... ไตรฉัตรมองชื่อที่ปักหน้าอกเสื้อนักเรียน เมลิสา ... เขายิ้ม ‘เม’
ยายหนูเมทำหน้าประหลาดใจที่เขาเรียกชื่อเล่นถูก...
‘รู้จักชื่อเล่นเราเหรอ’
‘อื้อ’ เขาพยักหน้า แล้วก็ก้มลงไปใกล้อีกฝ่ายอีกนิด... ช่ายยยย... อย่างนี้แหละยายเฉิ่มเอ๊ย หน้าแดงแบบนี้แหละ เดายากตรงไหนวะ ‘ก็... รู้สิ เราแอบมองเมมาตั้งแต่มอห้านู้น ทำไมแค่ชื่อเล่นจะไม่รู้ล่ะ’
ยายหนูเมเด็กเรียนมองเขาตาไม่กะพริบ แก้มสองข้างแดง... เขายิ้ม แล้วก็บอกเสียงสดใส
‘เม... เล่นเพิร์ชไหม’
เขาหมายถึงโปรแกรมแชทเพิร์ชที่นิยมล้นหลาม อีกฝ่ายส่ายหน้า
‘เหรอ... เสียดายจัง ขอเบอร์บ้านได้ไหม’
ไตรฉัตรยิ้มกว้างๆ ‘เมเรียนเก่ง แต่เราน่ะสิเรียนไม่ได้เรื่องเลย ไว้จะโทรไปถามเวลาไม่เข้าใจวิชาอะไร’
แล้วเขาก็ยิ้มอีกครั้ง มองแม่รองประธานนักเรียนของเป็นหนึ่งด้วยดวงตาแวววาม
มันอาจจะดูเป็นการแก้แค้น การเอาชนะคะคานแบบเด็กๆ ไตรฉัตรรู้ แต่พอได้เห็นผู้หญิงที่ตามวอแวแอบชอบหมอนั่น เปลี่ยนเป็นมาวอแวเขาแทน รู้สึกดีชะมัด! ยิ่งตอนที่เขาหักอกหล่อนแล้วทิ้งแบบไม่แยแส หลังควงพอให้สะใจสักสามสี่อาทิตย์ ยิ่งแสนจะสาแก่ใจ
‘เราไม่ได้ชอบเมอ่ะ เมดีเกินไป ไม่เหมาะกับเราหรอก’
ประโยคคลาสสิคที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก เขาบอกแล้วก็ยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงนักเรียน เดินออกมาจากหลังตึกอย่างสบายใจ
‘คนใจร้าย! ล้อเล่นกับความรู้สึกของผู้หญิง!’
เสียงแม่นั่นตะโกนตามมาข้างหลัง... นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินผู้หญิงด่า แหม... จะให้สะทกสะท้านก็คงไม่ได้รับฉายานามคาสโนว่าไตรฉัตรหรอก
‘เราขอให้นายโดนกับตัวเองบ้าง ขอให้วันหนึ่งผู้หญิงที่นายรักไม่รักนาย ล้อเล่นกับความรู้สึกนาย คนเลว’
เขายักไหล่ ไม่แยแส และไม่คิดหรอกว่าไอ้คำแช่งโง่ๆแบบนั้นมันจะมีวันเป็นจริง