บทนำ
สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปยังหญิงสาวชุดเดรสสีขาวที่กำลังเดินลากกระเป๋าออกมาจากทางเดินผู้โดยสาร ความสวยของเธอเด่นเป็นสง่าสะกดทุกสายตาที่ได้เผลอมอง
พรึบ!!
“เอ่อขอโทษค่ะ” หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวเอ่ยขอโทษร่างสูงด้วยความรีบร้อนแม้แต่หน้าของเขาเธอก็ไม่ได้เงยขึ้นมอง เพราะมัวแต่สนใจสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์จนลืมดูทางทำให้เดินชนเขาเข้า
“ไม่เป็นไรครับ” พอรู้ว่าเขาไม่ได้ติดใจอะไร เธอจึงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมา
“คุณหิรัญยิ้มทำไมครับ” ลูกน้องที่เห็นว่าหิรัญยังคงยิ้มอยู่ทั้งๆ ที่เธอคนนั้นก็เดินจากไปแล้วจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“สวยจริงๆ”
“ให้ผมไปฉุดเธอมาเลยไหมครับ”
“ไม่ต้อง!! คนนี้กูชอบจริง กูอยากจะทำความรู้จักกับเธอ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป” เป็นครั้งแรกที่เคนได้ยินคำพูดดีๆ แบบนี้ออกมาจากปากของผู้เป็นนายเพราะปกติแล้วถ้าเกิดหิรัญต้องการผู้หญิงคนไหนแล้วเขาก็ต้องได้ไม่ว่าเธอคนนั้นจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็พร้อมจะพลีกายถวายตัวให้เขาทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครไม่ยอมหรอก
“ครับ”
“สักวันฉันจะต้องได้เจอเธออีกแน่” เขาเชื่อในสัญชาตญาณของเขาที่มันกำลังบอกว่าอีกไม่นานเขาจะต้องได้เจอเธอในเร็วๆ นี้แน่นอน
Rrr Rrr
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้นัยน์ตาคมกริบละสายตาจากแผ่นหลังเล็กที่เดินหายไปในฝูงชนมามองโทรศัพท์แทน
ดาริน>> “เฮีย…ฮื้อๆ รินไม่อยากอยู่แล้ว รินไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้แล้ว” ยังไม่ทันจะได้อ้าปากพูดอะไรเสียงจากปลายสายก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“รินเกิดอะไรขึ้น มันเกิดอะไรขึ้น ใจเย็นๆ นะ รินอยู่ที่บ้านใช่ไหมเฮียจะรีบกลับไป” หิรัญกำโทรศัพท์ไว้แน่นจนมือสั่นเขาภาวนาให้ดารินอย่าทำอะไรสิ้นคิดเลย
ดาริน>> “รินรักเฮียนะ รินขอโทษ” ติ๊ง!!
“ไม่ๆ ริน รินอย่าทำอะไรที่มันสิ้นคิดนะริน ริน!!!” ถึงปลายสายจะวางไปแล้วแต่หิรัญก็ยังตะโกนบอกเธอจนคนทั้งสนามบินหันมามอง เขาไม่รู้เลยว่าหนึ่งอาทิตย์ที่เขาไม่อยู่มีอะไรเกิดขึ้นกับน้องสาวของเขาบ้าง
“เกิดอะไรขึ้นครับนาย”
“รีบกลับบ้าน” หิรัญเร่งฝีเท้าไปยังรถที่จอดรออยู่ก่อนหน้า ตลอดทางที่นั่งรถมาเขากระวนกระวายจนทำตัวไม่ถูกโทรกลับหาเธอเป็นร้อยๆ สายก็ไม่มีใครรับ เขาโทรหาคนใช้ที่บ้านถึงรู้ว่าดารินไม่ได้กลับมาบ้านเป็นอาทิตย์แล้ว เขาโทษตัวเองสารพัดที่ไม่มีเวลาดูแลเธอให้ดีกว่านี้ ตลอดเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่เขาไปช่วยงานผู้เป็นพ่อเขาก็แทบไม่ได้โทรหาเธอเลย
“ผมพบพิกัดคุณรินแล้วครับ เธออยู่ที่คอนโด”
“รีบไป”
.
.
พอมาถึงที่คอนโดของดารินหิรัญก็ใช้คีย์การ์ดสำรองที่เขาทำเอาไว้เปิดเข้าไปทันที ในห้องมืดสนิทราวกับไม่มีคนอยู่ขายาวค่อยๆ ก้าวเดินผ่านห้องนั่งเล่นไปยังห้องนอน แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูกลิ่นคาวเลือดข้างในกลับลอยเข้ามาเตะจมูกของเขาจนคาวคลุ้ง
“ริน!!!” ทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดออกภาพที่อยู่ตรงหน้าทำเอาหิรัญถึงกับเข่าอ่อน น้องสาวอันเป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียวของเขากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ข้างเตียงขนาดใหญ่ รอบตัวของเธอเต็มไปด้วยเลือดที่แดงฉาน หิรัญเหลือบมองข้อมือและมีดคัสเตอร์ที่เธอกำอยู่ด้วยความเจ็บปวด เพราะอะไร เพราะอะไรถึงทำให้น้องสาวที่แสนจะร่าเริงของเขาคิดสั้นจบชีวิตตัวเองได้อย่างง่ายดายแบบนี้
“รินได้ยินพี่ไหม ริน!! รินฟื้นสิริน” หิรัญตั้งสติก่อนจะอุ้มร่างบางของดารินขึ้นมาจากพื้น เขาต้องรีบพาเธอไปหาหมอในหัวของหิรัญคิดแค่ว่าต้องพาเธอไปหาหมอให้ได้
“คุณรัญเกิดอะไรขึ้นครับ” หิรัญไม่ได้ตอบคำถามอะไรลูกน้อง เขาอุ้มดารินมาที่รถด้วยความทุลักทุเลถึงในใจจะรู้ว่าเธอไม่มีลมหายใจแล้วก็เถอะ…..
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
มวลน้ำใสๆ ไหลอาบแก้มเนียนทั้งสองข้าง ย่าผู้เป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียวของเธอได้จากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ วันนี้เป็นวันที่เธอจะกลับอังกฤษเธอจึงตั้งใจจะมาลาคุณย่าเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนไป พอพิธีการทางศาสนาทุกอย่างจบลงมันก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องอยู่ที่ไทยต่อ พ่อและแม่ของเธอก็ไม่ได้ต้องการเธอเลยสักนิด
“คุณย่าหลับให้สบายนะคะ จากนี้ไปไม่ต้องกังวลกับมิตาแล้วนะ มิตาโตแล้ว มิตาดูแลตัวเองได้” เธอนั่งพร่ำบอกย่าของเธอมา2ชั่วโมงแล้ว หากนั่งอยู่ต่ออีกชั่วโมงเธอคงตกเครื่องแน่ๆ
“มิตาจะไปแล้วนะคะ” มือเล็กยกขึ้นเช็ดน้ำตาที่แก้มทั้งสองข้างออกอย่างลวกๆ ก่อนจะเดินออกมาจากสุสาน
แต่ยังเดินไม่ถึงไหนอยู่ๆ เธอกลับรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังเดินตามจนต้องหยุดหันไปมองดูรอบๆ
“สงสัยคิดมากไปเอง” ขาเรียวก้าวเดินต่อแต่ก็มีมือปริศนาของใครบางคนใช้ผ้าปิดจมูกเธอพร้อมล็อกตัวเธอไม่ให้ดิ้นหลุด
รมิตาตกใจจนตัวสั่นเธอไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร ร่างเล็กพยายามดีดดิ้นไปมาแต่ก็สู้แรงของคนที่อยู่ข้างหลังไม่ไหวภาพที่อยู่ตรงหน้าเริ่มเบลอและเลือนลางจนในที่สุดตาทั้งสองข้างของเธอก็ปิดลงอย่างสนิท
เธอได้สติกลับมาก็พบว่าที่หัวตัวเองมีถุงดำคลุมเอาไว้ ดวงตาคู่สวยค่อยๆ หลับลงอีกครั้งตอนนี้เธอกลัวจนควบคุมสติไม่อยู่ จะอ้าปากร้องก็ไม่ได้เพราะโดนเทปกาวปิดเอาไว้ มือและเท้าก็โดนเขามัดเอาไว้เช่นกัน
แกร๊ก!! เสียงเปิดประตูดังขึ้นก่อนที่จะได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ นับหลายคู่เดินมาหยุดอยู่ที่ปลายเตียง และนั่นยิ่งทำให้สติสตังของรมิตากระเจิดกระเจิงไปหมด ไม่นานมือหนาที่เย็นเฉียบก็วางลงที่ต้นขาของเธอ
“เชี่ย โคตรขาว โคตรเนียน”
“อื้อ อื้อ อืม” เธอพยายามขยับตัวหนีจากสัมผัสอันน่าขยะแขยงนี้โดยการตะเกียกตะกายตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งถอยหนีจนชิดหัวเตียง แต่ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวมือหนาของใครบางคนก็คว้าข้อเท้าของเธอดึงกลับลงมาที่เดิม
“เปิดถุงที่คลุมหัวออกดิ” เสียงของใครบางคนเอ่ยสั่งเพื่อน ก่อนถุงคลุมสีดำที่อยู่บนหัวรมิตาจะถูกดึงออก
“โห่!!! โคตรสวย” ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองผู้ชายทั้งห้าคนที่กำลังรุมล้อมเธอบนเตียงด้วยความตกใจ แต่คนที่เด่นเป็นสง่าที่สุดกลับเป็นชายร่างสูงที่ยืนอยู่ปลายเตียง รมิตาคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นเขาที่ไหนสักที่แต่ก็นึกไม่ออกแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เธอต้องคิด ตอนนี้เธอควรคิดว่าจะทำยังไงตัวเองถึงจะรอดจากเงื้อมมือของพวกเขาไปได้ต่างหาก
“หึ คุ้นไหม จำห้องสวะนี่ได้หรือเปล่า” เขาเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น นัยน์ตาคมกริบจ้องมองรมิตาราวกลับว่าต้องการจะฉีกร่างเธอให้ขาดเป็นชิ้นๆ
ใบหน้าหวานทำได้เพียงส่ายไปมาแทนการตอบ เธอจะคุ้นได้ยังไงในเมื่อเธอพึ่งกลับมาไทยได้เพียงแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้น แถมตลอดเวลาที่กลับมาก็วุ่นอยู่กับงานศพของผู้เป็นย่าไม่ได้ไปไหน ห้องนี้มันทั้งรกทั้งสกปรกราวกับรังหนูก็ไม่ปาน ไหนจะกลิ่นเหม็นสาปชวนอ้วกนี่อีก
“ไม่น่าเชื่อเวลาเพียงแค่ไม่ถึงสองสัปดาห์จะทำให้เธอลืมทุกอย่างไปจนหมด….ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะให้เพื่อนฉันทวนความจำให้เธอเอง…รมิตา”