ตอนที่1. ยอมทุกอย่าง
ผับ 2PR.(ห้องทำงานติณณภพ)
ตึกตึก! ตึกตัก!! หัวใจดวงน้อยของวาสิตามันเต้นเร็วและรัวแรงจนผิดจังหวะเมื่อเธอถูกเจ้านายหนุ่มเรียกตัวให้ขึ้นมาพบบนห้องทำงานส่วนตัว ตอนนี้เธอยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวหรูพร้อมกับมีสายตาคมของผู้เป็นเจ้านายจ้องเขม็งมองเธออยู่ด้วยสีหน้าและแววตาเคร่งเครียด ไม่ใช่เพียงแต่หัวใจของเธอที่มันเต้นถี่ระรัว ทว่ามือไม้กับปากของเด็กสาวก็สั่นตามไปด้วย มือเล็กที่กุมประสานกันตอนนี้มันชื้นไปด้วยเหงื่อ ทั้ง ๆ ที่ภายในห้องเย็นเฉียบไปด้วยไอเย็นของเครื่องปรับอากาศ
วาสิตาเหมือนคนที่มีชนักติดหลังทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด แต่จะว่าไม่ผิดเลยก็อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เรียกว่ารู้เห็นแต่ไม่ได้เป็นใจ เธอเองก็ไม่สามารถแก้ไขหรือทำอะไรได้มากไปกว่านี้แล้ว เพราะคนก่อเรื่องไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเธอ เด็กสาวจึงทำได้แค่เพียงปล่อยทุกอย่างเลยตามเลยด้วยเหตุผลบางอย่างที่เธอเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ห้องทั้งห้องเงียบสนิทมีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่ยังดำเนินต่อไปให้ได้รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ภายในห้องนี้ และนี่ก็เป็นครั้งแรกในรอบสามอาทิตย์ที่เธอได้เข้าใกล้และเผชิญหน้ากันกับเขาหลังจากคืนที่ติณณภพเรียกรวมตัวพนักงานเพื่อคุยเรื่องว่ามีเหล้ากับไวน์ราคาแพงในผับของเขาหายและมันก็คงจะเป็นเรื่องเดียวกันกับที่วนเวียนอยู่ในหัวของวาสิตา ณ ขณะนี้
เธอไม่เคยถูกเรียกให้ขึ้นมาพบเจ้านาย เพราะถ้ามีอะไรเกี่ยวกับเรื่องงานเขาก็แค่สั่งผ่านฉัตรพลผู้จัดการผับหรือแก้วตากัปตันของผับไปบอกเธอก็ได้ เด็กสาวยอมรับว่าเกิดความกลัวอยู่ในใจเหมือนตัวเองเป็นวัวสันหลังหวะ
'เอาน่ะ…บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เราคิดอยู่ก็ได้'
เด็กสาวคิดปลอบใจตัวเองแล้วปรับสีหน้าที่ค่อนข้างตื่นตระหนกพยายามทำใจดีสู้เสือแล้วเอ่ยถามเขาออกไป
“เอ่อ…คุณติณณภพคะ…คุณเรียกหนูมาพบมีอะไรรึเปล่าคะ”
เอ่ยปากถามออกไปแล้วก็เกร็งรอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อหายใจหายคอแทบไม่ทั่วท้อง คนตัวโตยังนั่งจ้องหน้ามองเธอนิ่งปลายลิ้นดุนดันกระพุ้งแก้มอย่างใช้ความคิด ผ่านไปหลายวินาทีเขาถึงได้เอ่ยปากพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเยียบเย็น ซึ่งทำให้คนฟังรู้สึกเสียวไปถึงสันหลัง
“เธอชื่อ…วาสิตา สุรีระใช่มั้ย”
เพียงแค่ได้ยินคำถามธรรมดาแต่ความหมายของมันไม่น่าจะธรรมดา ความเย็นก็แล่นผ่านเข้ามาจับขั้วหัวใจของวาสิตาก่อนที่เธอจะเอ่ยตอบกลับเขาไป
“ค่ะ”
“หึ!”
เมื่อได้ยินคำตอบของเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าติณณภพกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างมีนัย ก่อนจะเอ่ยถามเธอขึ้นมาใหม่ด้วยท่าทีใจเย็น
“เธอเป็นอะไรกับวิทยา สุรีระ”
คำถามที่เหมือนมีวัตถุแข็ง ๆ พุ่งเข้ามากระแทกเธอที่กลางอกทำให้รู้สึกจุกหน่วงขึ้นมาทันทีทันใด และมันส่งผลให้เธอแทบจะหยุดหายใจยืนเกร็งตัวแข็งทื่อ หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้งเรียวปากแข็งค้างจนขยับปากพูดไม่ออก
“ฉันถาม!?”
ติณณภพเห็นเด็กสาวยืนนิ่งไม่ตอบคำถาม ด้วยความโมโหเขาตะคอกถามย้ำเสียงดังลั่นทำให้เด็กสาวที่ยืนอยู่ด้านหน้าโต๊ะสะดุ้งโหยงด้วยความกลัวราวกับกวางน้อยที่โดนเสือร้ายต้อนมาให้จนมุมเพื่อรอขย้ำ วาสิตามองเขาด้วยความหวาดหวั่น พยายามรวบรวมสติเอ่ยตอบเขาออกไปด้วยเสียงอันสั่น
“ปะ…เป็น…เป็นน้องค่ะ หนูเป็นน้องสาวพี่ปาล์มค่ะ”
“รู้มั้ยว่าฉันเรียกเธอมาทำไม แล้วตอนนี้พี่เธอมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน”
ถามแล้วก็จ้องมองอย่างรอคอยคำตอบและสังเกตปฏิกิริยาของคนตรงหน้า
“อ่ะ…เอ่อมะ…ไม่รู้ค่ะหนูติดต่อพี่ชายไม่ได้มาสักพักแล้วค่ะ ขะ…คุณติณณภพมีอะไรกับพี่ปาล์มเหรอคะ”
“ไม่รู้? เธอแน่ใจ?”
“นะ…แน่ใจค่ะ”
สถานการณ์ตอนนี้มันชวนให้วาสิตาอึดอัดจนอยากจะหายตัวออกไปจากห้องเสียเดี๋ยวนี้ เพราะทั้งคำพูดและท่าทีบวกกับสายตาของผู้เป็นเจ้านาย เธอก็พอจะเดาถึงเรื่องที่เขาถามหาพี่ชายเธอได้แล้ว แต่จะให้เธอยอมรับออกไปตามตรงก็คงไม่มีทาง และเธอจะไม่กลัวหรือกังวลใจอะไรเลยถ้าเรื่องนี้มันจะไม่เกี่ยวเนื่องไปถึงพ่อกับแม่ของเธอด้วย วาสิตาจึงคิดง่าย ๆ ว่า ไม่ว่าเขาจะถามหรือคาดคั้นอะไร เธอก็จะขอตอบแบบหน้าซื่อตาใสออกไปก่อนส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่นั้นก็แล้วแต่เขา
“พี่เธอมันทำอะไรไว้เธอรู้รึเปล่า หึ! คงจะไม่รู้อีกล่ะสินะ”
เด็กสาวผงกศีรษะหงึก ๆ รับเพียงอย่างเดียวโดยไม่พูดอะไรออกมา
“พี่เธอมันขโมยเหล้ากับไวน์ในผับของฉันไปไม่ใช่น้อยและฉันก็คิดว่ามันคงจะไม่ได้ทำคนเดียวมันต้องมีคนรู้เห็นเป็นใจ”
ติณณภพพูด เสียงเขาเริ่มดังมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะตั้งใจที่จะข่มขวัญอีกฝ่ายที่ตอนนี้ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทามือประสานบีบกันแน่นอยู่
‘เพื่อพ่อกับแม่’
วาสิตาคิดได้ดังนั้นเธอค่อยเงยหน้าขึ้นมาช้า ๆ แล้วเอ่ยเสียงสั่นออกมา
“ถ้าคุณหมายถึงหนู หนูไม่รู้เรื่องด้วยนะคะและพี่ปาล์มเองก็คงจะไม่กล้าทำอะไรอย่างที่คุณว่าหรอกค่ะ”
พูดออกไปแล้วก็กัดริมฝีปากของตัวเองแน่นเพราะความจริงเป็นยังไงนั้นเธอรู้ดีอยู่แก่ใจ
“แล้วนี่อะไร?”
เธอพูดจบ เขาก็พูดสวนกลับมาทันทีพร้อมไสมือถือที่เปิดคลิปไว้แล้วให้เธอดู วาสิตาค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะ เอื้อมมือไปหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องหรูขึ้นมาดู หัวใจเธอตกไปอยู่ที่ตาตุ่มมือไม้อ่อนจนโทรศัพท์เกือบหล่นจากมือ เพราะคลิปที่เธอเห็นมันคือภาพพี่ชายเธอกำลังขนเหล้า ไวน์ลงจากรถแท็กซี่เดินเข้าร้านรับซื้อเหล้าไวน์ร้านหนึ่ง และคลิปนั่นก็คงจะเป็นคลิปที่ได้จากกล้องวงจรปิดของหน้าร้านนั้นเอง
‘ทำไมเขามีคลิป’
เธอคิดอย่างใจแป้วเพราะในตอนแรกคิดว่าเขาคงจะไม่มีหลักฐานอะไร มือเล็กค่อย ๆ วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะมองหน้าเขาไม่เต็มตานักเพราะความกลัวและยอมจำนนต่อหลักฐาน
“ฉันหวังว่าเธอคงจะจำคนในคลิปนั้นได้นะ เมื่อสามอาทิตย์ก่อนที่ฉันเรียกรวมตัวกันพูดเรื่องนี้ ฉันอุตส่าห์ให้โอกาส เผื่อว่าจะสำนึกพากันมาสารภาพผิดแต่เปล่าเลย อีกคนหายตัวไปอีกคนยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในผับของฉัน เห็นฉันนิ่งเฉยคงจะคิดว่าฉันโง่ล่ะสินะ”
ปั้ง!! ว่าจบติณณภพลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทุบกำปั้นลงบนโต๊ะทำงานเต็มแรง จนคนที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะสะดุ้งสุดตัวน้ำใส ๆ ค่อย ๆ ไหลเอ่อออกมาจากดวงตาคู่สวยเพราะอาการกดดันและหวาดกลัวที่มันเริ่มทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ ติณณภพจ้องมองเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้ออยู่แบบนั้นก่อนจะเอ่ยออกมาอีกด้วยเสียงเยียบเย็นให้คนฟังรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
“ในเมื่อฉันให้โอกาสแล้วแต่ไม่รับไว้ ก็รับผลที่จะตามมาด้วยก็แล้วกัน เตรียมตัวติดคุกได้เลยฉันไม่ปล่อยไว้แน่!”
“ฮึก ขะ…คุณติณณภพคะ หนูขอร้องอย่าแจ้งตำรวจเลยนะคะ หนูขอโทษฮือ”
“ไหนเธอบอกว่าไม่ได้ทำ…ไม่รู้เรื่อง แล้วจะขอโทษฉันทำไม”
“หนู…ไม่รู้เรื่องจริง ๆ ค่ะ หนูขอโทษแทนพี่ชายของหนูฮึก”
“แล้วทำไมฉันต้องเห็นใจหัวขโมยอย่างพวกเธอ”
ชายหนุ่มพูดพร้อมกับมองดวงหน้าสวยจิ้มลิ้มราวกับตุ๊กตาที่ตอนนี้มีน้ำตานองหน้า
‘หน้าตาก็ดี แต่คงเป็นพวกสวยแต่รูปจูบไม่หอมแถมเป็นพวกเดียวกับมิจฉาชีพอีก ความสวยก็ไม่ช่วยอะไร'
เขาคิดในใจก่อนจะหลุดออกจากภวังค์เพราะเด็กสาวตรงหน้า เธอคุกเข่าลงร้องไห้จนตัวโยนก่อนจะเอ่ยปนสะอื้นออกมา
“ฮึก! ฮือ คุณติณณภพคะหนูขอร้องล่ะค่ะ อย่าแจ้งตำรวจจับพี่ชายหนูเลยฮึก หนูขอเป็นคนชดใช้แทนพี่ชายของหนูเองได้มั้ยคะ”
“ชดใช้งั้นเหรอสาวน้อย เธอจะเอาเงินที่ไหนมาชดใช้ให้ฉันหืม…”
เขาพูดพร้อมแสยะยิ้มออกมาอย่างสมเพชเด็กสาวตรงหน้าที่เธอกล้าพูดคำว่าจะชดใช้ให้เขาออกมา
“เอ่อขะ…คือ…คือหนูไม่มีเงิน แต่หนูมีแรงหนูขอทำงานชดใช้แทนพี่ชายหนูได้มั้ยคะ…นะคะ”
วาสิตาเงยหน้ามองเขาเธอพูดออกมาอย่างกระตือรือร้นยกมือขึ้นปาดน้ำตามองเจ้านายหนุ่มอย่างมีความหวัง
“เธอรู้มั้ยว่าพูดอะไรออกมา แล้วรู้รึเปล่าว่าของที่พี่เธอ ขโมยไปรวมแล้วทั้งหมดมันเป็นเงินเท่าไหร่”
เธอรีบลุกขึ้นยืนชิดขอบโต๊ะมองเขาด้วยสายตาเว้าวอนเพราะอย่างน้อยเขาก็เหมือนกับจะยอมเจรจา ถึงแม้จะยังไม่รู้คำตอบว่าเขาจะยอมรับข้อเสนอของเธอหรือไม่ก็ตาม แต่เธอก็อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองและหวังเผื่อว่าเขานั้นอาจจะเห็นใจสงสารขึ้นมาบ้างแล้วเธอก็พูดขึ้นมาอีก
“เท่าไหร่คะ หนูจะเป็นคนชดใช้แทนพี่ของหนูเองค่ะ”
ติณณภพบอกตัวเลขกับเธอไปซึ่งรวม ๆ กันแล้วมันมากมายถึงหกหลัก เพราะวิทยาทำหลายครั้ง เมื่อได้ยินแล้ววาสิตาหน้าซีดเผือดจนแทบไม่เหลือสีเลือด เธอเกือบจะทรุดลงตรงนั้นอีกครั้งเมื่อได้ยินมูลค่าของที่ต้องชดใช้ สมองเธอตอนนี้มึนตื้ออื้ออึงไปหมด เงินมากขนาดนั้นจะไปหามาจากไหนให้เขากัน ต่อให้ทำงานก็ไม่รู้ว่าอีกกี่เดือนถึงจะชดใช้หมด
“ไง? ยังคิดที่จะชดใช้ให้ฉันไหวอยู่มั้ย ฉันว่านะ…ติดคุกไปเถอะ จบ ๆ ไป”
หมับ! วาสิตาทำเรื่องไม่คาดคิดเมื่อติณณภพพูดคำว่าติดคุกออกมา เธอพุ่งถลาเข้าไปใกล้แล้วทิ้งตัวลงนั่งเกาะขาเขาเขย่าอ้อนวอน
“ฮือ หนูขอร้องล่ะค่ะ…นะคะ หนูจะชดใช้ให้คุณเอง ไม่ว่ามันจะมากแค่ไหนหนูจะยอมทำทุกอย่าง ฮึก! แต่หนูขอร้องคุณอย่างเดียว อย่าแจ้งตำรวจจับพี่ชายของหนูเลยนะคะคุณติณณภพ ฮือ”
“ทำอะไรของเธอ ปล่อยฉัน! เธอคิดว่าเธอทำแบบนี้แล้วฉันจะไม่เอาผิดพวกเธองั้นเหรอ มันจะไม่ง่ายไปหน่อยรึไง ฉันเสียหายไปตั้งเท่าไหร่ ถ้าไม่มีเงินหรือของมาคืนฉันละก็…ติดคุกคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับคนอย่างพวกเธอ ปล่อย!”
ติณณภพพูดเสียงเครียดสะบัดขาออกจากวงแขนที่เกาะกอดขาเขาอยู่แล้วเดินออกห่างจากเธอไป เด็กสาวหันมองตามก็เห็นว่าเขากำลังเดินตรงไปที่ประตู ในหัวเธอสั่งให้วิ่งไปหาเขาแล้วทำหรือพูดอะไรก็ได้เพื่อให้เขายอมรับข้อเสนอ เพราะนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วก็ได้ที่จะได้เข้าถึงตัวเขา ขาเธอไวเท่าความคิดวาสิตาลุกวิ่งเร็วตรงไปเกาะกอดเอวเขาจากทางด้านหลัง
ติณณภพชะงักเท้าหยุดยืนตัวแข็งทื่อในตอนแรกเพราะตกใจ ไม่คิดว่าเด็กสาวจะกล้าทำถึงขั้นถึงเนื้อถึงตัวเขาขนาดนี้ ส่วนเต่งตูมบนร่างกายสาวน้อยบดเบียดกับแผ่นหลังแข็งแรงของเขา แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่ไหนมันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกิดปฏิกิริยาบางอย่างบนร่างกายขึ้นอย่างน่าแปลกใจ เพราะปกติตัวเขาเองไม่ได้เป็นคนฝักใฝ่เรื่องอย่างว่าสักเท่าไหร่แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเสียเลย ก็เป็นปกติธรรมดาของผู้ชาย
“ฮือ คุณติณณภพคะ หนูขอร้องหนูยอมทุกอย่างคุณจะให้หนูชดใช้หรือทำอะไรก็ได้ หนูทำได้ทุกอย่างเลยขออย่างเดียวอย่าแจ้งตำรวจจับพี่ชายหนูก็พอ…นะคะ ฮึก”
ชายหนุ่มดึงตัวเองออกจากภวังค์จับสองแขนที่กอดเอวเขาอยู่แกะออก หันกลับไปเผชิญหน้ากับเธอแล้วพูดเสียงราบเรียบ
“แม้กระทั่งต้องมานอนให้ฉันเอางั้นเหรอ”
“ค่ะหนูยอม…หนูจะยอมคุณทุกอย่างเลย”
เด็กสาวตอบเร็วโดยไม่ทันได้หยุดคิดเพราะในเวลาที่จำกัดกับสถานการณ์ที่มันบีบบังคับเธอจึงลืมไตร่ตรอง ในหัวเธอตอนนี้คิดแต่เพียงว่าทำยังไงก็ได้ให้เขาล้มเลิกความคิดที่จะแจ้งตำรวจจับวิทยา ต่อให้เขาสั่งให้เธอไปขึ้นเขาลงห้วยขึ้นสวรรค์หรือลงนรกเธอก็จะไป เพราะทั้งหมดนี้เธอทำเพื่อพ่อกับแม่ของเธอ